bg-single

เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)

19.07.2026

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

‘เหี้ย’ เป็นสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ คล้ายตะกวด แต่ตัวใหญ่กว่า หางแบนอย่างหางจระเข้

“อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ สมัยรัชกาลที่ 5 ให้รายละเอียดที่น่าสนใจว่า

“เหี้ย, คือสัตว์สี่ท้าว, ตัวมันยาวเหมือนจรเข้ อยู่น้ำก็ได้ อยู่บกก็ได้นั้น.” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จุดนี้เองที่ท่านอาจารย์สถิตย์ เสมานิล บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง “วิสาสะ” (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2513) ว่า

“เหี้ย เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก เรียกตามคำที่ถูกเขาขนานว่า ‘สัตว์สองเมือง’ อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบกพวกเดียวกับเต่าและตะพาบน้ำ”

ทั้งยังเล่าถึงรสชาติของเนื้อเหี้ยด้วยว่า

“จีนพวกหนึ่งเห็นว่าเนื้อเหี้ยมีโอชะสูงกว่าเป็ดไก่ รสวิเศษเสมอกับงูเหลือม ใช่แต่จีน เพื่อนผมคนหนึ่งก็สรรเสริญว่าเนื้อเหี้ยอร่อยหาเนื้อสัตว์อื่นเทียมได้ยาก ความดีของเหี้ยอีกนิดหนึ่ง เขาว่าไขมันกินอร่อยแต่จะต้องปิ้งจิ้มน้ำจิ้มเปรี้ยวเค็มเผ็ด ผมเคยพบ เคยมีเพื่อนชวนกิน แต่รับเชิญไม่ลง ถึงจะจ้างก็ไม่ยอมรับจ้าง”

“ไข่เหี้ยโตขนาดไข่ห่านต้มสุกแล้วกลิ่นคล้ายข้าวเย็น เนื้อไข่กระด้าง ที่ตลาดนัดสนามหลวงจะมีขายหรือไม่ไม่ทราบ ไม่มีไข่แดง รายที่เขาชวนผมไปกินนั้น เขาต้มเสียก่อนแล้วจึงปิ้งไฟ เขาว่าอร่อยจังละ”

สิ่งที่มิอาจปฏิเสธได้คือ ‘เหี้ย’ อยู่คู่บ้านเมืองของเรามาแต่โบร่ำโบราณ เป็นสัตว์ป่าที่ปรากฏชื่อในวรรณคดีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ดังจะเห็นได้จาก “สมุทรโฆษคำฉันท์” ส่วนที่เป็นพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนพระสมุทรโฆษและนางพินทุมดีใช้บน เราจะมองเห็นภาพสัตว์ป่าสารพัดชนิด อาทิ กระแต กระต่าย เหี้ย พังพอน ชะมด ชรโมล หรือลิงตัวผู้ขนาดใหญ่

“๏ กแตก็ตื่นต้อน กต่ายจรมาจวนจร

เหี้ยเห็นฝูงพังพอน มีชรมดชรโมลตาม” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

วรรณคดีเรื่องเดียวกันนี้ส่วนที่สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส กวีสมัยรัตนโกสินทร์ทรงพระนิพนธ์ก็กล่าวถึง ‘เหี้ย’ เช่นกัน ดังตอนที่นางพินทุมดีเดินทางผ่านป่าจะเข้าเมืองมัทราช ได้พบสัตว์นานาชนิด หนึ่งในจำนวนนั้นก็คือ ‘เหี้ย’

“๏ เสือสีห์หมีหมูหมู่ทราย สิงโตโคควาย

ระมั่งระมาดผาดผัง

๏ ถึกกะทิงวิ่งเกริกไพรตรัง กุญชรพลายพัง

เปนพวกพนัสสัญจร

๏ เหี้ยเห็นเหม้นชมดซอกซอน สุมทุมซุ่มนอน

บ้างแล่นบ้างลี้ลับตน”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ เรื่อง “มหาเวสสันดร” เมื่อกวีพรรณนาป่าใหญ่ก็ไม่ขาด ‘เหี้ย’ ดังจะเห็นได้จาก ‘มหาวนวัณณนา’ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4

“กระบือป่าสุนัขไนสุนัขจิ้งจอกจร เหล่าปอมข่างขึ้นผงกเศียรชูสลอนบนพุ่มไผ่ เหล่าเหี้ยใหญ่ไซ้ซุกซ่อนนอนในพนาลี” (ปอมข่าง = ชื่อกิ้งก่าขนาดใหญ่)

ไม่ต่างจาก ‘กัณฑ์มหาพน’ ผลงานของพระเทพโมลี (กลิ่น) ที่พรรณนาว่า

“ตุลิยา นลสนฺนิภา กระรอกตุ่นกระแตต่ายก็ไต่เต้น เหล่าลิ่นและเหี้ยเห็นก็ระเห็จหันหาภักษา พวกพรรณเลียงผาก็ผาดผันเผ่นโผน”

ข้อความข้างต้นเล่าถึงบรรดาลิ่น (หรือตัวนิ่ม) และเหี้ยต่างเสาะแสวงหาอาหาร ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงเกร็ดความรู้เรื่อง ‘เหี้ย’ จาก “มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” (16 เมษายน 2025)

“เหี้ย ในฐานะ ‘ผู้ล่า’ สามารถกินสัตว์ทุกชนิดที่มีขนาดเล็กกว่า อาทิ เต่า หนู นก ไก่ และกบ โดยจะกินเหยื่อทั้งตัว แล้วค่อยสำรอกเศษซากออกมา” (ผู้เขียนเคยเล่าให้สัตวแพทย์ฟังว่าตอนฝนตกมีเหี้ยออกมาจากทางระบายน้ำที่ถนนแล้วหลุดเข้ามาในบริเวณบ้าน คุณหมอเตือนว่า “มันกินแมวด้วย พี่ระวังแมวที่เลี้ยงให้ดีๆ”)

“มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” (18 มกราคม 2024) ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า

“เหี้ย ถือเป็นสัตว์นักล่าระดับสูงสุด พวกมันกินเหยื่อหลากหลายชนิด รวมทั้งปลา นก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก และซากสัตว์ หรือบางทีแม้แต่เหี้ยด้วยกันเองที่มีขนาดเล็กกว่า”

สรีระของ ‘เหี้ย’ ที่เอื้อต่อการเป็น ‘ผู้ล่า’ นั้น “มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” ถ่ายทอดไว้ชัดเจนยิ่ง

“ลักษณะทางกายภาพที่เฉพาะตัวของเหี้ย คือ มีผิวหนังเป็นเกล็ด ‘ลายดอก’ ขนาดความยาวของลำตัว (ในช่วงวัยเจริญพันธุ์) มีความยาวตั้งแต่ 2-3 เมตร เท้า (ตีน) มีลักษณะเป็น ‘กรงเล็บ’ คล้ายสัตว์นักล่า ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สามารถปีนป่ายที่สูงได้ ฟันมีความคล้ายกับ ‘ฟันปลาช่อน’ มีคุณสมบัติใน ‘การเฉือน’ มีลิ้นที่เป็นแฉกคล้ายกับสัตว์จำพวกงูและกิ้งก่า ซึ่งสามารถรับได้ทั้งกลิ่นและความร้อน ‘เหี้ย’ มีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ ‘มีตาที่สาม’ บริเวณส่วนหัว ใช้ในการรับแสงด้วย”

อย่างไรก็ดี หลังจากกินสัตว์ที่ล่าแล้ว เหี้ยยังมีบทบาทเป็น ‘ผู้กินซาก’ ซึ่งสำคัญต่อระบบนิเวศโดยตรง ดังที่ “มูลนิธิสืบนาคะเสถียร” (18 มกราคม 2024) ให้ความกระจ่างว่า แม้ ‘เหี้ย’ จะเป็นสัตว์นักล่า แต่ทว่า

“ตามโครงสร้างของตัวเหี้ยนั้นถูกออกแบบมาเพื่อกินซากมากกว่าล่าเหยื่อ อาทิ ฟันมีลักษณะเป็นใบเลื่อยเพื่อใช้ในการบดอาหาร และการเคลื่อนที่ที่ไม่เร็วนัก ทำให้เมื่อเวลามันหิวก็สบโอกาสกินสัตว์ที่ตัวเล็กกว่า และที่ถูกกักขังเอาไว้ แต่ส่วนมากมันจะพยายามหากินซากมากกว่า เนื่องจากมีลิ้นที่สามารถรับรู้ถึงกลิ่นซากสัตว์ในระยะที่ไกลออกไป”

ไม่ว่า ‘เหี้ย’ จะมีบทบาทเป็น ‘สัตว์นักล่า’ หรือ ‘สัตว์กินซาก’ ก็ตาม บทบาทที่คาดไม่ถึง และมิอาจมองข้ามก็คือ ทุกวันนี้ ‘เหี้ย’ ในสวนลุมพินี สวนสาธารณะกลางกรุงเทพฯ กลายเป็นดาวเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างประเทศจากทุกสารทิศมาเยี่ยมชมไม่ขาดสาย ทั้งถ่ายรูป ถ่ายคลิป ถ่ายภาพยนตร์สารคดี ฯลฯ

เป็นซอฟต์เพาเวอร์ชั้นดีของเมืองไทยเผยแพร่ไปทั่วโลกโดยไม่ต้องเสียเงินทำพีอาร์แม้แต่บาทเดียว

เชิญชวนนักท่องเที่ยวอุ้มลูกจูงหลานมาบ้านเรา เพียงเพื่อมาชม ‘เหี้ย’ อย่างใกล้ชิด

‘เหี้ย’ จ๋า ‘เหี้ย’ ขอบคุณนะ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย