bg-single

‘ชาวอีสานผู้รู้จักโลกกว้าง’ ในทัศนะ ‘ชาร์ลส์ คายส์’ / ของดีมีอยู่ : ปราปต์ บุนปาน

09.01.2022

ของดีมีอยู่

ปราปต์ บุนปาน

 

‘ชาวอีสานผู้รู้จักโลกกว้าง’

ในทัศนะ ‘ชาร์ลส์ คายส์’

 

“ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ เอฟ. คายส์” นักมานุษยวิทยาอาวุโสชาวอเมริกัน ที่เดินทางเข้ามาศึกษาผู้คนและวัฒนธรรมในประเทศไทยตั้งแต่ยุค 1960 จนถึงปัจจุบัน เพิ่งเสียชีวิตลงในวัย 84 ปี

ผลงานการศึกษา-วิเคราะห์กลุ่มหนึ่งที่สำคัญและทรงคุณค่ามากๆ ของอาจารย์คายส์ ก็คือ การศึกษาเรื่องภาคอีสาน หรือ “ปัญหาอีสาน”

พื้นที่หลักที่นักวิชาการชาวสหรัฐเดินทางเข้าไปทำงานภาคสนามอย่างต่อเนื่องนานหลายทศวรรษ ก็คือ “บ้านหนองตื่น” ในอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม

โดยอาจารย์คายส์ได้พยายามวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมชาวนาในหมู่บ้านชนบทภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กับรัฐและวัฒนธรรมส่วนกลาง ตลอดจนแนวคิดเรื่องความทันสมัยและการพัฒนา

ท่ามกลางปฏิสัมพันธ์ที่คล้ายจะขัดแย้งกันดังกล่าว นักมานุษยวิทยาฝรั่งผู้นี้เสนอว่าคนอีสานมิได้ต้องการแบ่งแยกดินแดนหรือแยกตัวจากรัฐไทย (ตามโฆษณาชวนเชื่อในยุคสงครามเย็น) แต่พวกเขาอยากให้อัตลักษณ์-ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของตนเองได้รับการยอมรับ

 

ภายหลังการปราบปรามสังหาร “ประชาชนคนเสื้อแดง” (ซึ่งส่วนใหญ่คือ “ชาวบ้านอีสาน”) เมื่อกลางปี 2553

ปลายปีเดียวกัน อาจารย์คายส์ได้ออกมาเสนอแนวคิดสำคัญ ที่จะนำไปสู่การสร้างความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับ “คนเสื้อแดง” และ “ชาวอีสาน”

ครั้งนั้น อาจารย์บรรยายว่า “คนอีสาน” ไม่ได้เป็นตาสีตาสาที่เอาแต่ใช้ชีวิตอยู่ในไร่นา ส่วน “สังคมอีสาน” ก็มิได้มีสภาพเป็น “สังคมชาวนา” อีกต่อไป

ในทางตรงกันข้าม “ชาวอีสานวัยทำงาน” จำนวนมากทั้งชายและหญิงได้ตัดสินใจเดินทางออกนอกหมู่บ้าน เข้าไปทำงานในเมืองใหญ่หรือข้ามเขตแดนไปต่างประเทศ

พวกเขาและเธอส่วนมากไม่ใช่แรงงานในภาคเกษตรกรรมอีกแล้ว แต่ได้ขยับเคลื่อนตนเองเข้าไปอยู่ในภาคอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมบริการ รวมทั้งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจโลก

ในทัศนะของนักมานุษยวิทยาอาวุโสชาวสหรัฐ “คนอีสาน” ยุคต้นทศวรรษ 2550 คือ ชาวบ้านชนบทที่มีโอกาสออกท่องโลกกว้าง กระทั่งมีประสบการณ์ชีวิตมากมายและรู้ทันโลก

แม้แต่เมื่อมองกลับเข้าไปภายในหมู่บ้าน หลายสิ่งหลายอย่างก็ผันแปรไป ผ่านสภาพการณ์ที่ชาวบ้านมีความปรารถนาจะผลักดันให้ลูกๆ หลานๆ เติบโตขึ้นเป็น “คนชั้นกลาง” ขณะที่เด็กๆ ในชุมชนชนบทต่างรู้จักคุ้นเคยกับอินเตอร์เน็ตเป็นอย่างดี

จากปรากฏการณ์เหล่านี้ ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ คายส์ จึงได้นิยามให้ “ชาวบ้านอีสานยุคใหม่” เป็น “cosmopolitan villagers” ซึ่งอาจแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ชาวบ้านผู้รู้จักโลกกว้าง”

 

อาจารย์คายส์วิเคราะห์ต่อว่า แม้ “คนอีสาน” และ “สังคมอีสาน” จะเปลี่ยนแปลงไป ทว่า “คนชั้นกลางกรุงเทพฯ” ส่วนใหญ่ กลับไม่รับรู้และไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงข้างต้น

นี่คือเหตุผลเบื้องหลังอันนำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในทศวรรษ 2550 (ที่เราอาจเรียกขานรวมๆ ว่า “สงครามเสื้อสี”)

ข้อเสนอเช่นนี้จะกลายเป็นแนวทางหลักในการวิเคราะห์ศึกษา “คนเสื้อแดง” ตลอดจนชัยชนะของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” และพรรคเพื่อไทย ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2554

อย่างไรก็ตาม เป็นที่ทราบกันดีว่านักวิชาการฝรั่งที่คลุกคลีกับเมืองไทยมานานผู้นี้ นั้นนับถือและให้ความสำคัญแก่พุทธศาสนาเป็นอย่างสูง

อาจารย์จึงมองว่ามิติทางด้านศาสนาหรือความเป็น “ชุมชนศีลธรรม” คือแหล่งยึดเหนี่ยวที่ทำให้ “ชาวบ้านอีสาน” (ซึ่งแยกย้ายกันไปทำงานในดินแดนไกลโพ้น) สามารถกลับมารวมตัวกันได้อย่างเหนียวแน่นในงานบุญประเพณีประจำปีต่างๆ

และความเป็น “ชุมชนศีลธรรม” ดังกล่าว ก็คือปัจจัยหลักที่ช่วยให้ “คนเสื้อแดง” สามารถมารวมตัวกันได้อย่างทรงพลังกลางเมืองหลวง

 

หนึ่งทศวรรษผ่านพ้น พลวัตในสังคมการเมืองไทยยังเคลื่อนหน้าไปเรื่อยๆ โดยไม่ยอมหยุดนิ่ง

ณ ครึ่งแรกของทศวรรษ 2560 ภายหลัง “รัฐประหารซ้ำสอง” เมื่อปี 2557 ดูเหมือนว่า “คนเสื้อแดงอีสาน” ได้กลับเข้าสู่ภาวะหลับใหลนิทรา (เพื่อรอเวลาลุกขึ้นสู้ครั้งใหม่)

และคล้ายกับว่าความเป็น “ชุมชนศีลธรรม” เพียงปัจจัยเดียว จะไม่สามารถประคับประคอง “ขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง” ของชาวบ้านเอาไว้ได้ (หากขาดปัจจัยเกื้อหนุนจากสถาบันทางการเมืองอื่นๆ)

ภารกิจการต่อสู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยค่อยๆ ถูกถ่ายโอนจาก “ชาวบ้านผู้เรียนรู้โลกกว้าง” ไปสู่ “คนรุ่นใหม่/ลูกหลานชนชั้นกลาง” ในเมืองใหญ่ (ซึ่งเคยเป็นปฏิปักษ์ทางความคิดกับ “คนเสื้อแดง”)

“คนรุ่นใหม่” เหล่านี้รู้จักคุ้นเคยใน “โลกกว้าง” ไม่ต่างจาก “ชาวบ้านอีสาน” ยุคทศวรรษ 2550 แถม “เส้นขอบฟ้า” ในการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของพวกเขาและเธอ ยังอาจขยับสูงขึ้นจาก “เส้นขอบฟ้าเดิม” ของคนรุ่นก่อนด้วย

พร้อมกันนั้น มิติทางด้านศาสนา-ชุมชนศีลธรรม ตลอดจนอำนาจนำทางวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ ที่เคยทำงานได้ผล ก็ดูจะไม่ค่อยมี “คุณค่า” ในโลกทัศน์ของคนกลุ่มนี้มากนัก

นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่อาจารย์คายส์คงได้สัมผัสรับรู้ในช่วงปัจฉิมวัย

และรอคอยที่จะมีนักวิชาการรุ่นใหม่ๆ มาศึกษา ค้นคว้า วิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าวอย่างเป็นระบบต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!