bg-single

‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’ เปิดปูมความคิด-ภูมิปัญญา อีกบทบาทใหญ่ใน ‘ปฏิวัติฝรั่งเศส’/รายงานพิเศษ

07.04.2022

รายงานพิเศษ

อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์

 

‘ปิยบุตร แสงกนกกุล’

เปิดปูมความคิด-ภูมิปัญญา

อีกบทบาทใหญ่ใน ‘ปฏิวัติฝรั่งเศส’

 

หากพูดถึงเหตุการณ์การเมืองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์ การปฏิวัติฝรั่งเศส 1789 ถือเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้

สำหรับในไทย เมื่อสำรวจแหล่งความรู้ที่เล่าถึงประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ยังถือว่าน้อย

แม้จะมีหลายช่องทางมากขึ้นตั้งแต่หนังสือจนถึงพอดแคสต์ แต่เนื้อหาส่วนใหญ่ถูกนำเสนอในแง่เวลาเหตุการณ์การทลายคุกบาสตีลย์ หรือมากสุดคือการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 กับพระนางมารี อองตัวเน็ตต์

ยังไม่มีการพูดถึงความรู้ที่หล่อเลี้ยง ผลักดันการปฏิวัติฝรั่งเศสที่เปลี่ยนโฉมโครงสร้างการเมืองฝรั่งเศสครั้งใหญ่ในช่วงหลังปี 1789 จนถึงการรัฐประหารเดือนพฤศจิกายน 1799 หรือเหตุการณ์รัฐประหาร 18 บรูว์แมร์ ที่ทำให้นโปเลียน โบนาปาร์ตขึ้นมามีอำนาจ

แสดงให้เห็นว่า การปฏิวัติฝรั่งเศส แม้ผ่านล่วงเลยมากว่า 2 ศตวรรษ แต่ยังมีอีกหลายแง่มุมที่ให้เข้าไปศึกษาอีกมาก

ด้วยการปฏิวัติฝรั่งเศสยังมีอีกหลายแง่มุม จึงเป็นสิ่งที่ ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตอาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ และอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งได้มีโอกาสศึกษาต่อในฝรั่งเศสและเข้าถึงคลังความรู้เกี่ยวกับการปฏิวัติครั้งใหญ่ของโลก

นำไปสู่งานชิ้นล่าสุดอย่าง “ภูมิปัญญาปฏิวัติฝรั่งเศส” ไปสำรวจอีกส่วนที่มีบทบาทมากอย่าง พลังขับเคลื่อนทางความคิดของบุคคลสำคัญ นำไปสู่การตัดสินใจที่กำหนดทิศทางในหน้าประวัติศาสตร์ยุคปฏิวัติฝรั่งเศส

ปิยบุตรเล่าถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า เวลาพูดถึงปฏิวัติฝรั่งเศสในสังคมไทย จะมีสะวิงกันระหว่าง 2 ขั้วคือ ไม่ชอบก็ชิงชังเลย โดยที่ไม่ได้ดูในรายละเอียดในเหตุปัจจัยว่าอะไรที่ทำให้เกิดขึ้น ความแตกแยก และทำไมการปฏิวัติฝรั่งเศสกินเวลาแค่ 10 ปี ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเป็นอีกระบอบ (ระบอบจักรพรรดิยุคนโปเลียน) ยังมีเหตุปัจจัยเศรษฐกิจ มีรายละเอียดแตกต่าง มีการถกเถียงของคนในสภา ยังมีอะไรอีกมาก

แต่ในสังคมไทยกลับถูกลดทอน พูดเรื่องนี้เท่ากับความรุนแรง อย่าไปเอาอย่าง มองเหมือนกีฬามวยปล้ำ มีฝ่ายธรรมะ-อธรรม ต่อสู้กัน หรือมองแค่ว่าถ้าปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นถูกต้อง เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกันต้องถูกหมดก็ไม่ใช่อีก

อาจเห็นด้วยในภาพรวมแต่ปลีกย่อยยังมีผิดถูกอีก ไม่อยากให้หลักศีลธรรมมาตัดสินเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ แม้แต่นักประวัติศาสตร์ยังตีความไม่เหมือนกัน จึงเป็นเหตุที่เขียนให้ไปไกลอีก มองว่าคนเหล่านี้คุยอะไรกันในสภา พวกเขามีแนวคิดอะไรกำกับอยู่

 

ในหนังสือ ได้นำเสนอเรื่องราวของบุคคล 2 คน นั้นคือ เอ็มมานูเอล ซีแยสซ์ กับ อเล็กซีย์ เดอ ท็อกเคอร์วิล ซึ่งทั้งคู่มีบทบาทคนละช่วงกัน แต่ก็ได้ให้แง่มุมเกี่ยวกับการปฏิวัติฝรั่งเศสที่น่าสนใจ

ปิยบุตรกล่าวว่า ในส่วนของซีแยสซ์นั้น ถ้าดูช่วงชีวิตของเขามีแนวคิดก้าวหน้ามาก แต่ปฏิวัติฝรั่งเศสจบกลับเป็นคนหัวอนุรักษนิยม เพราะในช่วงระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของราชวงศ์บูร์บง ซีแยสซ์ปรารถนาโค่นระบบอภิสิทธิ์ชนและขุนนาง และแทนที่ด้วยการสถาปนากลุ่มชนชั้นใหม่ที่เรียกว่า “กระฎุมพี” หรือนายทุนน้อย ที่เป็นสามัญชนแต่สะสมทรัพย์ มีความรู้ ให้คนกลุ่มนี้มีบทบาททางการเมืองมากกว่าแค่ทำงานจ่ายภาษี จุดหมายของซีแยสซ์คือการส่งเสริมการเมืองใหม่แต่เป็นการเมืองโดยกระฎุมพี

“แต่พอการปฏิวัติรุดหน้า กลุ่มชนชั้นล่างสุดในฝรั่งเศส เรียกร้องสิทธิมากขึ้น ต้องการให้การปฏิวัติไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่รวมถึงเศรษฐกิจ ความเสมอภาคและการรับประกันสิทธิของพวกเขา การเรียกร้องจึงไปไกลอีกจนไปถึงระบอบสาธารณรัฐ คราวนี้ซีแยสซ์กลับเป็นอนุรักษนิยม เพราะการปฏิวัติไปไกลเกินจนโกลาหล อลหม่าน เกิดคำถามว่าจะหยุดการปฏิวัตินี้ยังไง จนในที่สุดซีแยสซ์ไปเป็นมันสมองให้กับนโปเลียน ทำการรัฐประหาร ปิดฉากการปฏิวัติ 1789 ลง ซีแยสซ์กลายเป็นคนย้อนแย้งในตัวเอง เป็นคนที่มีส่วนจุดการปฏิวัติ 1789 ด้วยงานเขียน “อะไรคือฐานันดรที่ 3″ แต่ปี 1799 กลับยุแยงนโปเลียนรัฐประหาร แล้วมาเป็นนักร่างรัฐธรรมนูญ (หรือเนติบริกร)” ปิยบุตรกล่าวถึงชีวิต 2 ด้านของซีแยสซ์ และว่า

ยังมีเรื่องเล่าว่า ตอนก่อนซีแยสซ์ตาย สติไม่ค่อยดี ได้เพ้อขึ้นว่า รัฐธรรมนูญคือเขา

 

ส่วนเรื่องราวของท็อกเคอร์วิลนั้น ปิยบุตรเล่าว่า ข้ามมายุคศตวรรษที่ 19 แล้ว แต่ท็อกเคอร์วิลมีบทบาทในปฏิวัติฝรั่งเศสผ่านงานเขียนขึ้นชื่ออย่าง “ระบอบเก่าและการปฏิวัติฝรั่งเศส” เพื่ออธิบายว่า ปฏิวัติฝรั่งเศสไม่ใช่แค่ 1789 แต่มีเหตุการณ์ก่อนหน้านี้จนนำไปสู่การระเบิดครั้งใหญ่ และบรรดานักประวัติศาสตร์มองว่า ทำไปทำมา การปฏิวัติฝรั่งเศสได้ทำในสิ่งที่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อยากทำแต่ไม่สำเร็จ นั่นคือ รวมประเทศ สร้างชาติที่เป็นเอกภาพ มีภาษากลาง ระบบกฎหมายเดียวกันใช้ทั้งประเทศ การปกครองแบบจังหวัดแล้วส่งผู้ว่าฯ จากส่วนกลางไปดูแล การปฏิวัติทำให้หมด

“จึงสรุปได้ว่า อย่ามองว่าการปฏิวัติหมายถึงการตัดขาดโดยสิ้นเชิง หลายเรื่องเอาของเก่ามาทำสำเร็จด้วย” ปิยบุตรกล่าว และว่า งานคลาสสิคอีกชิ้นของท็อกเคอร์วิลที่รู้จักคือ ประชาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา ท็อกเคอร์วิลศึกษาเปรียบเทียบว่าเหตุใดสหรัฐหลังการปฏิวัติ 1776 สามารถสถาปนาระบอบการเมืองที่มีเสถียรภาพได้ ผิดกับฝรั่งเศสที่ล้มลุกคลุกคลาน

สิ่งหนึ่งที่ท็อกเคอร์วิลตั้งคำถามคือ “ประชาธิปไตย” ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง หรือการปฏิวัติที่อยากให้เกิด แต่เป็นวัฏจักร พอเกิดปุ๊บ ปัญหาคือ ชนชั้นปกครองมีวิสัยทัศน์ควบคุมได้หรือไม่ พอกระแสลมเปลี่ยนแปลง แทนที่จะต่อต้าน ต้องเล็งเห็นว่าเปลี่ยนแน่ ถ้าเปลี่ยนจะมีส่วนเข้าไปควบคุมก่อนที่จะถูกกลืนกินได้ไหม กระนั้นแทนที่จะขวาง ก็เข้าไปคุม

ท็อกเคอร์วิลทิ้งท้ายว่า “แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า บรรดาผู้ปกครองหลายรัฐไม่เห็นเรื่องนี้ แต่ปล่อยโอกาสทองที่จะได้ควบคุมหลุดมือไป”

“ผมเขียนแล้วคิดถึงสังคมไทยไม่ใช่จะเปรียบเทียบ แต่เป็นเรื่องสากลโลกว่า การปกครองที่ไหนก็ตาม ผู้ปกครองกับผู้ถูกปกครอง ถ้าไปกันราบรื่นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้าเกิดเหตุผู้ถูกปกครองไม่ทนอีกและอยากเปลี่ยน ผู้ปกครองต้องคิดได้แล้วว่าจะปรับยังไง หรือเลือกจะยัน จะไม่เปลี่ยน แล้วสุดท้ายเกิดการปะทะ ท็อกเคอร์วิลเขียน เมื่อรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดการปฏิวัติ ทำไมชนชั้นปกครองไม่เอาอำนาจตัวเองเข้าไปคุมการเปลี่ยนแปลงนั้น แทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์คาดเดาไม่ได้จนทำไม่ถูก” ปิยบุตรกล่าว

ปิยบุตรกล่าวสรุปแง่มุมของ 2 บุคคลนี้ว่า ทั้งซีแยสซ์และท็อกเคอร์วิลเป็นเสรีนิยม คือเฉดขั้วการเมืองแบบตะวันตก ขวาคือเสรีนิยม ที่เน้นปัจเจกชน แต่ซ้ายคือสังคมนิยมคนอยากให้รัฐแทรกแซงเพื่อความเสมอภาค

เทียบเฉดสีกับพรรคการเมืองทั่วโลกจะเป็นสายขวา-กลาง

 

ปิยบุตรกล่าวถึงแง่มุมทางปัญญาของ 2 นักคิดไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ความเป็นชาติ ตุลาการแล้วมองในบริบทสังคมไทยว่า ทั้งสองเป็นนักกฎหมายทั้งคู่ ในช่วงปฏิวัติฝรั่งเศส นักกฎหมายมีบทบาทมาก นักประวัติศาสตร์ถึงกับกล่าวว่า ปีแรกของการปฏิวัติ 1789 คือการปฏิวัติของนักกฎหมาย มีแต่คนเรียนกฎหมายที่เข้าไปมีบทบาททางการเมืองในสภา มีการตั้งมุ้ง กำหนดวาระอภิปราย นอกสภาคือสโมสรทางการเมืองที่ไว้แลกเปลี่ยน อีกส่วนที่มีบทบาทคือเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทำให้ความรู้กระจายถึงมือคนได้จำนวนมาก ซีแยสซ์เขียนหนังสือเพียงไม่กี่เดือนก่อนปฏิวัติ ก็ขายไปทั่วปารีสแล้ว ถ้าเปรียบยุคนี้คือโซเชียลมีเดีย พูดทีเดียวไปหมด นั้นทำให้นักกฎหมาย-สื่อสิ่งพิมพ์เป็นตัวเร่ง

อย่างไรก็ตาม ท็อกเคอร์วิลก็วิจารณ์นักกฎหมายด้วยกันอย่างเจ็บแสบว่า นักกฎหมายชอบรักษากรอบระเบียบ ชอบเบรก เวลาคิดอะไรก็จะเอาทุกอย่างที่อยู่ข้างนอกยัดมาไว้ข้างในเพื่อบอกถูก-ผิด จินตนาการของนักกฎหมายจึงแคบกว่าอาชีพอื่น เพราะจะเอาทุกอย่างยัดไว้ในกรอบ ท็อกเคอร์วิลพูดว่า ถ้าผู้ปกครองคนไหนฉลาดจริง ต้องเอานักกฎหมายไว้ข้างตัว

เพราะถ้าไม่มีอำนาจ พวกนักกฎหมายจะออกมาปฏิวัติ!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร