bg-single

จากรุกล้ำน่านฟ้า สู่การให้ สมช.มาแก้วิกฤต ในสายตา ‘พล.ท.พงศกร’ รัฐบาลสอบตก!/รายงานพิเศษ

12.07.2022

รายงานพิเศษ

 

จากรุกล้ำน่านฟ้า

สู่การให้ สมช.มาแก้วิกฤต

ในสายตา ‘พล.ท.พงศกร’

รัฐบาลสอบตก!

 

รัฐบาลนี้สอบตกด้านความมั่นคง! คือการฟันธงของ “พล.ท.พงศกร รอดชมภู อดีตรองเลขาฯ สมช. อดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ และในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ” โดยมองว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยู่มา 8 ปี เป็นนายกฯ มา 8 ปีใช้งบประมาณและการกู้อีกไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แล้วกลายเป็นว่าส่วนใหญ่ลำดับต้นๆ งบฯ จะลงมาอยู่ที่กระทรวงกลาโหมและหน่วยงานอื่นๆ ด้านความมั่นคง

เราก็คาดหวังว่าทหารต้องทำงานได้ดีกว่านี้ ในเมื่อคุณบอกว่ากองทัพต้องเข้มแข็ง แต่ในเมื่อไม่สามารถปฏิบัติงานได้อย่างนั้นก็ต้องย้อนคำถามกลับไปว่า อยู่มา 8 ปี ใช้งบประมาณด้านการทหารและความมั่นคงขนาดนี้ มันไปไหนหมด?

ทำไมมีขีดความสามารถได้แค่นี้ เช่น กรณีเครื่องบินรบพม่ารุกล้ำน่านฟ้า คนก็เกิดคำถามได้ว่า แล้วจะพาเราไปในทิศทางไหน

และสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นปัญหามากเลยก็คือว่า เวลาที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจ จากความเป็นเผด็จการแล้วตรวจสอบยาก พอยากแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเงินที่เอามาใช้ถูกเอาไปไว้ไหน ซึ่งโดยปกติแล้วเรื่องการซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ควรแสดงข้อมูลออกมาเลยว่ามีประสิทธิภาพยังไง ประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่

ผมเองเคยได้เสนอไปว่าการซื้ออาวุธควรจะเปิดข้อมูลให้สื่อมวลชนและประชาชนรู้ไปเลย มาถกแถลงกันเลยว่า เราจะเอาอาวุธแบบไหน ไม่ใช่ไปซุบซิบๆ กันจนทะเลาะแล้วอาวุธบางอย่างเครื่องไม่มี ดังตัวอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ เราก็เสียงบประมาณไป ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิด

ถามว่า ถ้าให้ตรวจการบ้านด้านความมั่นคงเป็นอย่างไรก็ตอบว่าไม่ผ่าน “ตก”

คำตอบในเรื่องความมั่นคงและการทหาร ความเป็นความตายเขาต้องนับกันเป็นวินาที คุณพลาดไม่ได้ ทหารต้องห้ามพลาด เพราะการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งหนึ่ง นิดเดียวจะพังทั้งระบบเลย

อย่างกรณีรุกล้ำน่านฟ้า การที่คุณขึ้นไปสกัดไม่ทันในเวลา 15 นาที ที่แปลว่าคุณสอบตก ไม่ว่ารัฐบาลจะเอาเงินไปอุดไว้ที่ไหนอย่างไร

คุณปฏิบัติงานไม่ผ่าน

หรือการให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช.มาดูเรื่องวิกฤตพลังงาน พล.ท.พงศกรมองว่า สมช.คือผู้ที่จะกำหนดวิสัยทัศน์ บทบาทคือหน่วยที่มองไปข้างหน้า แล้วพยายามแจ้งเตือนรัฐบาลและให้ข้อเสนอแนะว่าจะไปทิศทางไหนเป็นหลัก ซึ่งความมั่นคงมันกินความไปหลายเรื่อง อย่างความมั่นคงทางพลังงาน และความมั่นคงทางอาหารเป็นสิ่งที่พูดกันมายาวนานแต่เรามักละเลย อย่างเขตพื้นที่ทางการเกษตรเราก็มีพื้นที่ลดลงเรื่อยๆ แล้วไปทำอะไรไม่รู้ พอถึงจุดหนึ่งถ้าจะกลับมาทำการเกษตรก็หาเกษตรกรไม่ได้แล้ว เพราะเขาขายที่ทางกันหมด เราต้องทำแบบญี่ปุ่น พยุงราคารักษาไว้ มีระบบคิดที่ครบถ้วน หลายที่ในโลกทำยกเว้นไทย มันต้องแก้ทั้งระบบ คนทำเกษตรจะอยู่ได้อย่างสบาย

ทีนี้ถามว่า สมช.ไปเกี่ยวข้องตรงไหน ในการกำหนดทิศทางนโยบาย ปัญหาประเด็นนี้ผมมองว่าอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาที่ให้ สมช.มาดู คือดูได้แต่อย่าให้ไปอยู่เหนือกระทรวงจะมีปัญหาตามมามาก เพราะเจ้ากระทรวงเขามีความชำนาญ

อย่างวิกฤตพลังงานเจ้ากระทรวงสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ไม่ใช่ต้องรอมาถาม สมช.ก่อน กำลังเขามีในพื้นที่ คือบทบาทควรเป็นมันสมองมากกว่าเป็นมือไม้ ซึ่งปกติความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร สมช.ก็เคยเข้าร่วมประชุมอยู่แล้ว

ส่วนตัวผมมองว่าผิดฝาผิดตัวไปหน่อย เว้นเสียแต่ว่าตอนนี้เราเกิดวิกฤตพลังงานอย่างหนักหรือเกิดการขาดแคลนข้าวอย่างหนัก อาจจะใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเข้ามาได้ และทาง สมช.เข้ามาเกี่ยวข้องได้ เพื่อให้มีการจัดสรรกำลังบางส่วนเพื่อไม่ให้มีการนำข้าวของออกไปขายนอกประเทศ เพื่อไม่กระทบการบริโภคภายในประเทศ โดยนำเอากำลังฝ่ายบ้านเมืองมาควบคุม แต่ถ้ายามนี้เวลาปกติ มันไม่ควรเข้ามาเกี่ยวข้องแต่แรก

สิ่งที่คุณทำได้คือการทำแบบคู่ขนานกันไป มีการประชุมร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์และให้ข้อเสนอแนะกับรัฐบาลโดยตรง หรือเป็นตัวแทนรัฐบาลเข้าไปร่วมประชุมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยให้รองนายกฯ คนใดคนหนึ่งที่มีความสามารถด้านนี้รับงานภารกิจนี้ไป และ สมช.เป็นตัวแทนของนายกรัฐมนตรีเข้าไปร่วมฟัง แบบนี้มันจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าเกิดสมมุติว่าถึงจุดหนึ่งมันไม่ไหวแล้ว เกิดยุ่งกันไปใหญ่ก็เอาเรื่องเข้าสภาความมั่นคงฯ และกำหนดออกเป็นนโยบายมีข้อคำสั่งต่างๆ เหมือนกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบโควิด

ส่วนตัวมองว่าถ้าเป็นปัญหาเศรษฐกิจต้องใช้คนเก่งเข้ามาแก้ไข ถ้าทำสำเร็จเศรษฐกิจก็จะเดินหน้าไปได้เลย แต่ปัญหาก็คือว่า เรามีผู้นำที่คุ้นเคยกับระบบราชการมากเกินไปและเป็นทหาร เขาคิดอะไรไม่ออก เขาก็เอาทหารใกล้ตัวมาใช้งานซึ่งมันอันตราย จริงๆ หลักการมันต้อง Put the right man on the right Job โดยการเอาคนที่มีความสามารถด้านนั้นๆ มาทำ ใครมีความสามารถด้านไหนก็เข้ามาช่วยกันไป

สมช.เองก็ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ขี้เหร่ แต่เขาเป็นหน่วยงานด้านการกำหนดยุทธศาสตร์ ปล่อยให้เขาวางกรอบยุทธศาสตร์ไปให้คำแนะนำว่าจะไปในทิศทางไหน แต่คนที่ควรจะเป็นมือไม้ในการปฏิบัติมันต้องเป็นคนที่เก่งด้านนี้มา สมช.จะต้องมองในมุมที่กว้างขึ้น อะไรทำได้บ้าง ทำไม่ได้บ้าง คิดวิเคราะห์ว่าหากทำนโยบายนี้จะมีผลกระทบอะไรตามมาหรือไม่ ต้องใช้บริการแบบนี้

แต่ถ้าเป็นการเข้าไปควบคุมโดยที่ตัวเองไม่ได้มีความถนัดก็ผิดฝาผิดตัวอย่างที่ผมบอก และโอกาสในการที่จะแก้ปัญหาได้อย่างประสบความสำเร็จเป็นไปได้ยากขึ้น พอมีคำสั่งอะไรออกไปแล้วคนอื่นเขานิ่งหมด มันก็จะเป็นปัญหายุ่งกันไปหมด มันอยู่ที่รัฐบาลที่จะต้องคิดกันใหม่

พล.ท.พงศกรบอกว่า โจทย์-การบ้านที่รัฐบาลต่อไปต้องคิดให้ดีเรื่องของกองทัพ-ทหาร-ความมั่นคง อันดับแรก คุณต้องนิยาม “ความมั่นคง” เสียใหม่ ผมเองเคยได้ทำตอนอยู่สภาไปแล้วในช่วงที่เป็นประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐโดยพยายามสร้างนิยามของมันใหม่ มองจากตะวันตกและตะวันออกว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าประเทศไทยเวลาจะนิยามด้านความมั่นคงก็แบบกว้างมากจนอันตราย

ผมเองเคยพูดกับลูกน้องว่าหากพูดถึงความมั่นคงของประเทศเรา โดยเปรียบเป็นการเอาลูกปิงปองโยนเข้าผนังกำแพง

โยนไปตรงไหนก็โดนหมด ซึ่งความจริงไม่ควรเป็นเช่นนั้น ความมั่นคงต้องมีการจำกัดไม่มากนัก

คุณทำเฉพาะเรื่องประเทศจะเจริญได้อย่างไร หรืออะไรถ้าไม่ทำแล้วประเทศจะพังอย่างไร โจทย์มีแค่นี้ นี่คือความมั่นคง แต่ถ้าคนเข้าไปทำเกี่ยวข้องทุกเรื่องเท่ากับว่าคุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย

จึงจำเป็นมากที่ต้องเปลี่ยนนิยามของความมั่นคงเสียใหม่ ผมเคยอ่านนิยามความมั่นคงของรัฐบาลเมื่อปี 2 ปีแล้วจะเป็นลม ผมเลยมองว่าสิ่งที่ควรจะต้องทำคือการนิยามกันใหม่

อย่างกรณีเด็กเข้าร่วมการชุมนุมหรือออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ เป็นภัยความมั่นคงหรือไม่ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่เราก็ใช้หมดเลยในทุกเรื่อง หรือแม้แต่อยู่เฉยๆ อยู่ที่บ้าน เอาเงินไปฝากมีเจ้าหน้าที่มาถามว่าเป็นภัยความมั่นคงหรือไม่

ซึ่งคำว่า “ความมั่นคง” จะต้องเชื่อมกับการก่อการร้าย ต้องพิสูจน์ให้ได้ก่อนว่าเป็นผู้ก่อการร้ายถึงจะมีการตรวจสอบ

เมื่อนิยามความมันกว้างไปคุณไม่ได้พิสูจน์ คุณเรียกมาสอบเลย

มันกว้างไปมันอันตราย

 

ต่อมาเรื่องของกองทัพ พล.ท.พงศกรบอกว่า ที่เคยทำไปแล้วสมัยที่อยู่ในสภาคือเรื่องของยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ให้ทหารเป็นทหารอาชีพ และการเปิดเกณฑ์ทหารควรเฉพาะตอนเกิดสงครามในระหว่างนั้นจะเน้นการสมัคร

ถ้าเราไปดูวิกฤตรัสเซีย-ยูเครน ทหารอาชีพแบบยูเครนมีความสามารถสูงกว่าทหารเกณฑ์ของรัสเซียเยอะมาก

ที่เหลือที่ต้องทำคือการปฏิรูปกองทัพ เราจะเห็นตัวอย่างได้ว่ารัสเซียเองก็มีปัญหาเป็นระบบรวมศูนย์มากเกินไป ทำอย่างไรที่จะให้กองทัพหรือคนที่ทำงานไม่ต้องฟังผู้บังคับบัญชามากจนเกินไป ให้เขาทำตามหน้าที่ของตัวเองเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอย่างเป็นมืออาชีพโดยไม่ต้องไปกังวลว่าจะต้องไปวิ่งตามใคร ทุกคนสามารถทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและกองทัพจะเข้มแข็ง

อย่างการจัดซื้อจัดหาข้าวของทำให้อย่างเปิดเผยโปร่งใส ได้ของมีประสิทธิภาพ ประชาชนก็เกิดความมั่นใจได้ สิ่งต่างๆ เหล่านี้หัวใจอยู่ที่การปฏิรูปกองทัพหมดเลย แต่จะทำอย่างไรให้รัฐบาลพลเรือนอยู่ในกองทัพ กองทัพสามารถสั่งใช้กำลังได้เองอย่างการยึดอำนาจ การประกาศกฎอัยการศึกเองได้ต้องหยุด แล้วให้ไปอยู่ที่รัฐบาลพลเรือนทั้งหมด ประเทศมันถึงจะไปได้ การยึดอำนาจจะได้จบลงและทหารจะได้อยู่ในที่ในทาง ซึ่งทหารเด็กๆ รุ่นใหม่ข้างล่างเขาไม่อยากทำเรื่องนี้ เขาอยากทำหน้าที่ของทหารโดยตรง

ระดับนายพลหรือระดับผู้การเรือใหญ่ๆ ผู้บังคับการบินใหญ่ๆ ไม่ต้องไปหาใคร ไม่ต้องไปคุยกับรัฐมนตรี แค่ขอให้ได้ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดและได้เลื่อนตำแหน่งก็เพียงพอ พอใจแล้ว

นี่คือสิ่งที่ควรจะต้องให้เกิดขึ้นกับกองทัพและทหารทุกคน

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

2 คู่รักคนดังวิวาห์ชื่นมื่น ‘ณเดชน์-ญาญ่า’ 15 ปีที่รอคอย ‘พระพาย-หนุน’ เริ่มต้นชีวิตคู่
โศกนาฏกรรมบ้านทิโคร่ง จาก 7 ขวบหายตัวปริศนา สู่เหตุฆาตกรรม ‘น้ององุ่น’ คดีรันทดผืนป่าตะวันตก
ครูสอบตก ‘ลูกจ้างชั่วคราว’ โจทย์ใหญ่ ‘สพฐ.’ เกาไม่ถูกที่คัน
‘REMARKABLY BRIGHT CREATURES’ | ‘หมึกยักษ์สีสดใส’
ย่านฮิต ทรงวาดไวบ์
บทเรียนเอสซีจี วิกฤต และโอกาส (4)
ทำลาย AI ซะ! ฆ่ามันให้ตาย!’
ก้าวใหม่ สังคม ภาพ แห่ง ‘สุภาพบุรุษ’ ก้าวใหญ่ สังคม
อนุทินโมเดล! ปัญหาและความท้าทายในภาคใต้
พฤษภาเลือด ชาวอำนาจเจริญ ชาวบุรีรัมย์ ณ เบื้องหน้า กระสุน สังหาร
ปัตตานี เอฟซี ฟีเวอร์ กีฬาสร้างภาพจำใหม่ แก่จังหวัดปัตตานีและชายแดนใต้
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (9)