
เครื่องเคียงข้างจอ
วัชระ แวววุฒินันท์
Drive My Car รถสะท้อนชีวิต
Drive My Car เป็นภาพยนตร์สัญชาติญี่ปุ่น ที่ได้รับรางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมจากการประกาศรางวัลออสการ์ ครั้งที่ 94 ในปีนี้
จริงๆ ตัวหนังได้เข้าชิงรางวัลอื่นๆ คือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม บทดัดแปลงยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยมอีกด้วย แม้จะพลาดไป แต่นั่นก็ยืนยันได้ว่าหนังเรื่องนี้ “มีของ” พอตัว
Drive My Car กำกับฯ โดย ริวสุเกะ ฮามากุจิ เขาดัดแปลงมาจากเรื่องสั้นหนาเพียง 40 หน้าที่ชื่อเดียวกันนี้ ผลงานเขียนของนักเขียนดัง ฮารูกิ มูราคามิ ที่นักอ่านคงรู้จักชื่อนี้ดี หากเมื่อทำเป็นภาพยนตร์กลับมีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมง
แน่นอนที่ฮามากุจิ จะต้องต่อเติมเสริมแต่งรายละเอียดต่างๆ เข้าไป จึงจะเล่าเรื่องในเวลาที่ยืดยาวขนาดนั้นได้
หากใครที่เคยชมภาพยนตร์ญี่ปุ่นอยู่บ้าง คงนึกออกถึงจังหวะหนังที่จะเนิบๆ ช้าๆ ต่างจากจังหวะหนังเกาหลีแบบตรงกันข้าม หลายคนจึงเลือกที่จะไม่เสพหนังสัญชาติญี่ปุ่น อาจจะเพราะไม่ถูกจริต และมีความอดทนไม่พอ
หนังเรื่อง Drive My Car ก็ไม่ได้แตกต่างไป หนังยังคงเล่าเรื่องแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึมๆ ลึกๆ เนิบนาบ แต่ทว่า หนักแน่น ชวนติดตามค้นหา โดยเฉพาะค้นหาถึงความคิดของตัวละครเอก คือ “ยูซึเกะ คะฟูกุ” นักแสดงและผู้กำกับละครเวทีวัยกลางคน ที่รับบทโดย ฮิเดโตชิ นิชิจิม่า
สำหรับรถยนต์ใน Drive My Car นี้ เป็นรถของพระเอก เป็นรถ SAAB 900 Turbo สีแดง ที่เขาขับมันมาร่วม 15 ปีแล้ว สำหรับชายหนุ่มแล้ว หลายคนมีรถยนต์เหมือนมีลูก คือรักมาก ทะนุถนอมเอาใจใส่ราวกับมีชีวิต สำหรับรถ SAAB คันนี้แล้ว ก็เปรียบได้กับเป็นชีวิตของยูซึเกะทีเดียว ยามเขาอยู่หลังพวงมาลัย นั่นคือโลกของเขาที่จะพาเขาไปยังที่ไหนๆ ในทุกความต้องการ แม้ในยามที่อยากหลีกเลี่ยงความจริงบางอย่าง เขาก็เลือกมาใช้เวลาอยู่ในโลกแคบๆ ของรถคันนี้
แม้ในวันที่เกิดเรื่องราวค้างคาใจที่เป็นสาเหตุของเรื่อง เขาก็เลือกที่จะออกมาขับรถไปเรื่อยๆ แทนที่จะอยู่กับภรรยา คือ “โอโตะ” ที่บอกเขาว่าเย็นนี้ขอคุยอะไรด้วยหน่อย เพราะเขามีความรู้สึกวุ่นวาย สับสนในใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง จนขอเวลาตั้งตัวด้วยการขับรถคันนี้ฆ่าเวลา ก่อนจะกลับไปบ้านในตอนเย็น และพบว่าภรรยานอนกองอยู่ที่พื้นและเสียชีวิตแล้ว
จึงเกิดเป็นความรู้สึกย่ำแย่ที่เดิมก็สับสนในความสัมพันธ์แล้ว ยังรู้สึกผิดที่ไม่ได้รับฟังว่าภรรยาจะบอกอะไรกับตนอีกด้วย และความรู้สึกนี้ก็ฝังใจเรื่อยมาแม้เวลาจะทอดยาวมาถึง 2 ปีแล้วก็ตาม

ในภาพโปสเตอร์ หรือในตัวอย่างหนัง เราจะเห็นตัวละครอีกตัวหนึ่งที่ทำหน้าที่ขับรถคันนี้ให้กับยูซึเกะ เธอเป็นผู้หญิงอายุ 23 ปี มีชื่อว่า “มิซากิ” แสดงโดย โตโกะ มิอูระ เป็นตัวละครสำคัญที่แสดงน้อยแต่ได้มาก และสามารถเปลี่ยนแปลงเจ้าของรถคันที่เธอขับให้เขาเกิดความคิดต่อตนเองในอีกมุมหนึ่งได้ในภายหลัง
ในขณะเดียวกันด้วยเวลาที่ต้องใช้ร่วมกันในการนั่งในรถวันละกว่า 3 ชั่วโมงทุกวัน ก็ขยับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ให้เปิดใจ และยินดีที่จะถ่ายทอดความรู้สึกผิดที่เก็บซ่อนไว้ลึกๆ ของแต่ละคนให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้ ซึ่งนั่นเท่ากับเป็นการบำบัดจิตในเบื้องต้นไปแล้ว แค่ได้พูด ระบาย และสื่อสารสิ่งที่คาใจออกมาให้คนอื่นฟัง
ช็อตที่สะท้อนให้เห็นถึงว่าทั้งสองเชื่อมต่อกันติดคือ ช็อตที่ทั้งคู่ต่างสูบบุหรี่ และยื่นมือที่คีบบุหรี่ออกไปทางช่องกระจกตรงเพดานรถ เพื่อให้ควันกระจายตัวออกไป ทั้งที่ตอนเริ่มรับเธอมาขับ เขาบอกเองว่าห้ามสูบบุหรี่ในรถ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้ยูซึเกะรู้สึกว่ารถคันนี้คือชีวิตของเขา เพราะมันยังมีเรื่องราวในอดีตที่ทำให้เขาสลัดความรู้สึกต่อภรรยาไม่หลุด นั่นคือเทปเสียงของโอโตะที่ช่วยอ่านบทละครเวทีเรื่อง “Uncle Vanya” ที่เขาเคยแสดง เพื่อช่วยในการต่อบทเพื่อเตรียมตัวให้พร้อมในการแสดง และเรื่องเดียวกันนี้ที่เขาเดินทางมาที่ฮิโรชิม่าเพื่อรับหน้าที่กำกับในอีก 2 ปีต่อมา
ดังนั้น ในทุกๆ วันที่เขานั่งรถไป ก็จะได้ยินเสียงของภรรยาดังก้องอยู่เสมอราวกับว่ายังมีเธออยู่กับเขาตลอดเวลา
รถคันนี้จึงเป็นเหมือนชีวิตของเขาจริงๆ ชีวิตในอดีตที่ผูกติดกับภรรยาที่จากไป
ในขณะที่ความรู้สึกผิดของยูซึเกะ คือ การไม่ได้รับรู้ความรู้สึกนึกคิดจริงๆ ของภรรยา แม้แต่วันที่เธอขอคุยอะไรด้วย เขาก็กลับไม่ได้ฟังเธอพูดใดๆ เพราะเสียชีวิตเสียก่อน ส่วนความรู้สึกผิดของมิซะกิ คนขับรถนั้นคือ ตอนที่เธอยังเด็กและอาศัยอยู่กับแม่ที่ฮอกไกโด เกิดภูเขาถล่มทับบ้านเรือนรวมทั้งบ้านเล็กๆ ที่เธออาศัยอยู่กับแม่ด้วย เธอหนีออกมาได้ทัน และยืนดูบ้านที่ค่อยๆ ถูกดินพังทับโดยมีแม่ติดอยู่ในบ้านนั้น แต่เธอไม่ได้เข้าไปช่วย หรือไม่แม้แต่ร้องเรียกคนให้เข้าไปช่วย
เธอสารภาพกับยูซึเกะว่าเธอเกลียดแม่ แต่นั่นไม่ใช่ความรู้สึกเดียวที่เธอมีกับผู้เป็นแม่ ในส่วนที่ดีงามนั้นก็มี ถึงกระนั้นนั่นก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เธอรู้สึกผิดในใจมาโดยตลอด
ชอบประโยคที่เธอบอกว่า รอยแผลเป็นบนหน้าของเธอเกิดจากเหตุการณ์ดินถล่มทับบ้านวันนั้น แม้ต่อมาจะมีคนบอกว่าแผลเป็นแค่นี้ทำศัลยกรรมก็หาย แต่เธอเลือกที่จะเก็บมันไว้ เหมือนเป็นเครื่องเตือนใจให้เธอคิดถึงแม่ที่เธอทอดทิ้งให้ตายคาบ้านในวันนั้น
ความหม่นหมองของคนทั้งสองที่ฉาบอยู่ตลอดเรื่องได้คลี่คลายลงในตอนท้าย เมื่อทั้งสองเดินทางจากฮิโรชิมาไปบ้านของเธอที่ฮอกไกโด คำพูดของหญิงสาววัย 23 ปีคนนี้ได้สอนอะไรบาง อย่างกับคนวัยกลางคนอย่างยูซึเกะ และนั่นก็เหมือนกับที่เธอได้บอกตัวเธอเองด้วย
ฉากที่เธอนั่งเป็นผู้ชมเพื่อชมละครเวทีจากฝีมือการกำกับฯ ของยูซึเกะ โดยเขารับหน้าที่แสดงบท “วานยา” ตัวเอกของละครเองด้วย เพราะนักแสดงคนเดิมที่ซ้อมไว้มีเหตุให้เล่นไม่ได้ เธอได้ซึมซับเรื่องราวของละครที่สะท้อนออกมาถึงเรื่อง “ความคิดที่เจ็บปวด ความสัมพันธ์ในอดีตที่เลวร้ายกับคนที่รัก และเมื่อเราเปิดใจรู้จักตัวเอง รู้จักตัวตนจริงๆ ของคนที่อยู่ข้างๆ เราก็จะยอมรับ และผ่านพ้นมันไปได้ในที่สุด”
นั่นทำให้เธอได้คำตอบในชีวิตเช่นเดียวกัน
ตอนจบ Car สีแดงคันนี้ ยังมีเธอเป็นคนกุมพวงมาลัยอยู่ แต่ไม่ใช่ในฐานะคนขับ แต่ในฐานะเจ้าของรถ ยูซึเกะได้ยกรถคันนี้ให้กับเธอ เป็นเครื่องแสดงว่าเขายินดีจะละทิ้งอดีตเสียที เพื่อก้าวต่อไปกับโลกใหม่ในอนาคต ที่อาจจะเป็นรถคันใหม่หรือไม่ก็ตาม
เราได้เห็นรอยยิ้มและดวงตาที่สดใสเป็นประกายครั้งแรกบนใบหน้าของเธอก็เมื่อตอนจบของหนังนี้ และเชื่อว่าเจ้าของรถคนเดิมก็คงจะมีรอยยิ้มไม่แตกต่างกับเธอแน่นอน
หนังเรื่องนี้บอกให้เราเรียนรู้ถึงความสัมพันธ์ โดยเฉพาะกับความรู้สึกจริงๆ ของตัวเราเองและของคนที่เรารัก โดยที่ต้องไม่หลอกตัวเองเพื่อที่เราจะได้พบกับความจริง บางทีความจริงก็น่ากลัว แต่ที่น่ากลัวกว่าคือการที่ไม่รู้ความจริง
ตัวหนังได้แสดงออกถึงหลายแง่มุมของการสื่อสารผ่านตัวละครที่หลากหลาย ทั้งการแสดงละครด้วยภาษาที่แตกต่างกัน การสื่อสารด้วยภาษามือของนักแสดงหญิงเกาหลีที่เป็นใบ้ การสื่อสารในโลกละครกับในชีวิตจริงที่มีบางอย่างเชื่อมกันอยู่
ท้ายที่สุดแล้ว การสื่อสารของคนเรานั้นจะสำคัญเพียงใด มันขึ้นอยู่กับความจริงใจของผู้สื่อสาร แม้จะคนละภาษา คนละวิธี คนละคน คนละเวลา
เพียงแต่เราเปิดใจเท่านั้น ไม่เฉพาะกับคนอื่น แต่กับตัวเองด้วยนั่นแหละสำคัญที่สุด •
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
