
คุยกับทูต | เยฟกินี โทมิคิน เรื่องเล่าจากรัสเซีย (2)
หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลกของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มบรรเทาลง กลับมีสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา “ระเบียบโลกใหม่” เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง จากการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของประเทศมหาอำนาจเดิมที่นำโดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป กับกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่นำโดยรัสเซียและจีน นำมาซึ่งมาตรการคว่ำบาตรที่ทั้งสองฝ่ายต่างนำมาใช้เพื่อความได้เปรียบในการสู้รบทางด้านเศรษฐกิจ ล้วนแต่นำผลกระทบด้านลบมาสู่เศรษฐกิจของโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย
นายเยฟกินี โทมิคิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทยให้ความเห็นว่า
“โลกได้เปลี่ยนไปแล้ว ตอนนี้เราได้เห็นระบบใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กับประเทศมหาอำนาจในทุกภูมิภาคของโลก”
“แต่สหรัฐและประเทศในนาโต (NATO) ต้องการครอบครองโลกทั้งหมด พวกเขาไม่เต็มใจที่จะยอมรับระบบใหม่ของความสัมพันธ์ภายในประชาคมระหว่างประเทศ ชนชั้นนำชาวตะวันตกกำลังนำเสนอแผนลัทธิอาณานิคมแบบใหม่ด้วยความหน้าซื่อใจคดแบบเดียวกัน แล้วอ้างว่าเพื่อความสงบสุข แต่เป็นการทำงานแบบป้องปรามด้วยการเปลี่ยนจากกลยุทธ์หนึ่งไปสู่อีกกลยุทธ์หนึ่ง ซึ่งแท้จริงแล้วหมายถึงการบ่อนทำลายศูนย์อำนาจอธิปไตยเพียงอย่างเดียวเท่านั้น”

นายเยฟกินี โทมิคิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย
“เราเคยได้ยินเรื่องการป้องปรามรัสเซีย จีน และอิหร่านมาแล้ว และเชื่อว่าในลำดับต่อไปคือประเทศอื่นๆ ในเอเชีย ละตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง ตลอดจนชาติที่เป็นหุ้นส่วนและพันธมิตรของสหรัฐ ในปัจจุบัน เราตระหนักดีว่าในที่สุดแล้วเมื่อพวกเขาไม่พอใจ ก็จะออกมาตรการคว่ำบาตรต่อพันธมิตรของพวกเขาเองเช่นกัน ไม่ว่าจะต่อธนาคารหรือบริษัท นี่คือแนวปฏิบัติของพวกเขาและจะขยายขอบข่ายมากขึ้นเพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในสายตา รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันของเรา นั่นคือกลุ่มประเทศเครือรัฐเอกราช (CIS)”
“ในเวลาเดียวกัน ฝ่ายตะวันตกซึ่งมีความปรารถนามาเป็นเวลาช้านานแล้ว ได้เปิดการคว่ำบาตรอย่างสายฟ้าแลบต่อรัสเซีย โดยคิดว่าสามารถทำให้ทั้งโลกเดินเข้าแถวตามคำสั่งของพวกเขาได้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม กลับกลายเป็นว่าไม่ได้ก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแต่อย่างใด นอกจากพวกนิยมความรุนแรงทางการเมืองและผู้ที่ชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ไม่ได้เป็นไปตามแบบฉบับ แต่รัฐส่วนใหญ่ปฏิเสธที่จะทำ ‘วันทยหัตถ์’ (ท่าเคารพด้วยมือของทหาร ตํารวจ ลูกเสือ ฯลฯ ผู้ที่แต่งเครื่องแบบ สวมหมวก มิได้ถืออาวุธ) แต่เลือกเส้นทางที่สมเหตุสมผลด้วยการให้ความร่วมมือกับรัสเซียแทน”

เอกอัครราชทูตรัสเซียฯดเข้าพบคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์-หารือเกี่ยวกับการทำแผนที่ เมื่อเดือนสิงหาคม 2022
“ชาติตะวันตกไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดการไม่คล้อยตามกันเช่นนั้น เพราะเคยชินกับการแสดงตามแบบที่วางแนวทางไว้ให้ ไม่ว่าจะโดยการแบล็กเมล์ การติดสินบน การข่มขู่ และโน้มน้าวผู้คนว่าวิธีการดังกล่าวจะสามารถใช้ได้ผลตลอดไปราวกับซากของสิ่งมีชีวิตที่ตายและฝังอยู่ในดินมาตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์”
“ความมั่นใจในตนเองดังกล่าวเป็นผลโดยตรงจากแนวคิดอันอื้อฉาวของประเทศที่ไม่ปฏิบัติตามกติกาโลก และอดที่จะหยุดทึ่งกับความหิวกระหายในข้อมูลของฝั่งตะวันตกไม่ได้ก็ตาม”

นายเยฟกินี โทมิคิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย
เหตุผลในการผนวกดินแดนบางแห่งของประเทศยูเครน
“ก่อนอื่น ผมต้องดึงความสนใจของคุณไปที่คำศัพท์ การผนวก (annexation) ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐบังคับให้ผนวกดินแดนของประเทศอื่นที่ขัดต่อ ‘เจตจำนง’ ของประชาชนที่อาศัยอยู่ ตัวอย่างที่น่าเศร้าอย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โลกคือ ชะตากรรมของดินแดนซูเดเทินลันด์ (Sudetenland) ซึ่งถูกบังคับให้ผนวกรวมดินแดนเข้ากับเยอรมนี (Third Reich) เมื่อปี 1938”
“สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ปลดปล่อยของยูเครน ผมต้องการเน้นย้ำหลักทางกฎหมาย ภายในกรอบการปฏิบัติตามหลักการกำหนดอนาคตตนเองของประชาชน คำถามที่เกี่ยวกับการแยกตัวออกจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐไม่ให้โอกาสประชาชนเข้าร่วมในการจัดการของรัฐ รัฐไม่ปฏิบัติตามหลักสากลแห่งความเสมอภาคและการกำหนดอนาคตตนเองของประชาชน การให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่ชนชาติและประชาชาติที่ถูกกดขี่ในการเลือกหนทางของตนเองโดยไม่ขัดแย้งกับกฎบัตรสหประชาชาติและการปฏิบัติที่เป็นสากล โดยมีจุดมุ่งหมายในการปกป้องเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน”

การประชุมรัฐมนตรีของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก ESCAP ครั้งที่ 3 วันที่ 28-30 กันยายน 2022
“เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คำปราศรัยของประธานาธิบดีแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้สรุปเป้าหมายของการทำให้เป็นเขตปลอดทหารและการทำให้เป็นดินแดนของยูเครนว่า ‘เป็นการปกป้องคุ้มครองผู้คนที่ถูกกลั่นแกล้งและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โดยระบอบการปกครองของเคียฟ’ เป็นสงครามระยะยาวของรัฐผู้ปกครองซึ่งประชากรถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพอย่างมหาศาล ประหนึ่งการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และการทำให้คนกลุ่มนี้มีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายในการตัดสินใจเกี่ยวกับชะตากรรมของตนเอง”
“สาระสำคัญของหลักประกันในการกำหนดตนเองปรากฏในปฏิญญาว่าด้วยหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ปี 1970 ว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะกำหนดสถานะทางการเมืองของตนโดยเสรีและดำเนินการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก รัฐทุกรัฐจำเป็นต้องเคารพสิทธินี้ตามกฎบัตรสหประชาชาติ”

สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย
“หลักการที่คล้ายกันนี้มีระบุในพระราชบัญญัติสุดท้ายของการประชุมเฮลซิงกิปี 1975, เอกสารสุดท้ายของการประชุมเวียนนาปี 1986 เอกสารการประชุมโคเปนเฮเกนในการประชุมเกี่ยวกับมิติมนุษย์ของ CSCE ในปี 1990 และกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและการเมือง ลงวันที่ 16 ธันวาคม ปี 1966 (ในสนธิสัญญาทั้งสองฉบับ – บทความแรก) กำหนดว่า :
ประชาชนทุกคนมีสิทธิในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง โดยอาศัยอำนาจตามสิทธินี้ พวกเขากำหนดสถานะทางการเมืองอย่างอิสระและดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมได้อย่างเสรี…”
“มติส่วนหนึ่งของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (เช่น 1514 ของปี 1960 และ 2625 ของปี 1970) อนุญาตให้ใช้สิทธิดังกล่าว ในการกำหนดชะตาชีวิตของตนเองภายในรัฐ เฉพาะในกรณีที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิของชนกลุ่มน้อย”
“ดังนั้น การตระหนักถึงสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง เป็นการตอบสนองต่อการละเมิดสิทธิอย่างเป็นระบบและอย่างใหญ่หลวงโดยคนของรัฐกลุ่มหนึ่ง ซึ่งรวมถึงการปลดปล่อยยูเครนจากปฏิบัติการของนีโอนาซีระบอบเคียฟ ที่เข้ายึดอำนาจหลังการรัฐประหารปี 2014” •
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน (CHANADDA JINAYODHIN)
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/iRHg4WPH4Q
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) October 31, 2022
