bg-single

เศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก 2023 ต้องระวังอะไร “ศุภวุฒิ สายเชื้อ” ส่งคำเตือน

27.12.2022

เศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก 2023 ต้องระวังอะไร ศุภวุฒิ สายเชื้อ ส่งคำเตือน และให้การบ้านรัฐบาลใหม่

 

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ นักเศรษฐศาสตร์ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ฉายภาพรวมเศรษฐกิจโลกปีนี้ว่า ถ้าเราจำกันได้ ในช่วงต้นปี ธนาคารกลางสหรัฐและนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์กันว่าเงินเฟ้อจะปราบง่าย โดยขึ้นดอกเบี้ย 1-1.5% จะสามารถจัดการได้

แต่เวลาผ่านไปปรากฏว่าดอกเบี้ยไม่ได้ขึ้นแค่เปอร์เซ็นต์เดียว ขึ้นไปถึง 4.5% และก็ยังปราบเงินเฟ้อไม่ได้

ประเด็นสั้นๆ คือพอมาเฉลี่ยปีนี้ดอกเบี้ยยังติดลบอยู่ เพราะเป็นดอกเบี้ยนโยบายอยู่ 4.5% ขณะเดียวกันเงินเฟ้ออยู่สูงกว่านั้นคือ 6-7% แต่ปีหน้าเขาคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นดอกเบี้ย 5% กว่า และเงินเฟ้อจะดรอปลงมา จากตัวเลขของเขาที่ผมเอามาดูล่าสุด เขาคาดการณ์ว่าปีหน้าจะขึ้นดอกเบี้ย และเงินเฟ้อจะเหลือ 3.1% นักเศรษฐศาสตร์จะรู้เลยว่า เวลาขึ้นดอกเบี้ยมันจะให้ผลช้าไปอีกสักประมาณ 6-12 เดือน และ 18 เดือน จะกลายเป็นผลกระทบในเชิงที่จะกดกำลังซื้อ และปัจจัยทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลไปกดในปีหน้าเป็นหลัก

ในสหรัฐมีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าไตรมาสที่ 1 ถึง 2 หรือแม้กระทั่งไตรมาสที่ 3 จะเจอกับ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” โดยมีนักเศรษฐศาสตร์มากกว่าร้อยละ 60 เขาคาดว่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ ในสหรัฐ

ปัจจัยต่อมาคือเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครน ปีนี้เราก็ไม่ได้คาดการณ์ว่ารัสเซียจะบุกยูเครนแต่ปรากฏว่าบุก แต่แล้วก็ผิดคาดอีก รัสเซียคงคาดว่าใช้เวลาไม่เกิน 3 สัปดาห์จะยึดยูเครนได้ทั้งหมด แต่ปรากฏว่ามาตอนนี้ยังต้องสู้รบอยู่ และการสู้รบกันหนักขึ้น หลังจากพ้นฤดูหนาวไปแล้ว โดยมองว่าหลังช่วงมีนาคม-เมษายนคงจะรบกันเพิ่มอีก จะยิ่งส่งผลกระทบรุนแรงแค่ไหนหรือไม่ในเชิงของราคาน้ำมันและราคาอาหาร หรือสามารถหาทางพูดคุยเจรจาได้

นี่คือปัจจัยที่จะชวนให้ “เศรษฐกิจยุโรป” เข้าสู่ “ภาวะถดถอยต่อเนื่อง” อย่างแน่นอน

 

สองภาพที่ฉายคือ กลุ่มอเมริกากับยุโรปเมื่อขนาดเศรษฐกิจบวกกัน ก็เกินกว่า 40% ของ GDP โลกแล้ว มาวิเคราะห์ปัจจัยที่สาม คือประเทศจีนที่เคยมีนโยบาย “โควิดเป็นศูนย์” ปรากฏว่ากระทบกับระบบเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

เศรษฐกิจของจีนในปีนี้โตประมาณ 2% กว่าๆ ไม่ถึง 3% รัฐบาลจึงต้องเปลี่ยนนโยบายจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้สามารถกระทำกิจกรรมต่างๆ ได้

ปรากฏว่าโควิดก็ระบาดไปไม่รู้ว่ามากน้อยแค่ไหน เพราะทางการไม่ได้เก็บตัวเลขที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งผู้ติดเชื้อรายใหม่และจำนวนผู้เสียชีวิต แต่เราพอจะดูได้ว่ามีคนต้องใช้บริการโรงพยาบาลมากขึ้น การซื้อยาหาได้ยากขึ้น และมีการคาดการณ์กันทางวิชาการ ตามที่เราเห็นข่าวว่าให้ระวังประเทศจีนจะมีผู้เสียชีวิตได้มากถึง 1 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับตัวเลขดังกล่าว

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับโควิดว่าจะกลายพันธุ์หรือกระจายไปไกลแค่ไหนได้อีก

คาดว่าจะมีการระบาดสามระลอก คือ ช่วงนี้ ช่วงปีใหม่ และช่วงตรุษจีน

เพราะฉะนั้นต้องถามว่าการตอบสนองของรัฐบาลจีนจะเป็นอย่างไร เกิดระบาดมากจนระบบสาธารณสุขไปไม่ไหวจะกลับมาปิดประเทศอีกหรือไม่?

หรือเขาจะพยายามต่อสู้ลุยไปหากระบบสาธารณสุขไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงขนาดนั้น ก็สามารถทำให้เปิดประเทศได้ เราไม่รู้อะไรเลย

ดังนั้น เศรษฐกิจโลกจะมีอยู่ 3 ปัจจัยหลักๆ นี้ สำหรับปีหน้าที่ต้องไปศึกษาดูกันว่าจะรุนแรงแค่ไหนอย่างไร ได้แก่ 1. ดอกเบี้ยปรับและเงินเฟ้อ 2. สงครามยูเครน และ 3. จีนเปิดประเทศ

 

สําหรับในประเทศไทย มีผู้ตั้งความหวังเอาไว้สูงว่าเศรษฐกิจโลกปีหน้าจะโตช้ากว่าปีนี้ แต่เราจะโตแบบสวนทางสูงกว่าปีนี้เพราะเราคาดหวังอย่างเดียวเลยคือเรื่องของการท่องเที่ยว

แนวโน้มที่ผ่านมาเหมือนจะดูดีคือนักท่องเที่ยวเข้ามาเกินกว่า 10 ล้านคน ปีหน้าจะเป็น 20-22 ล้านคน ปีต่อไปอาจจะคาดการณ์ว่า 30 ล้านเลย

เราเลยหวังตัวแปรแทบจะตัวเดียวเลยคือการท่องเที่ยว ปัจจัยเสริมที่สำคัญคือเศรษฐกิจของจีนในการเปิดประเทศ จะส่งผลมาถึงเราหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถาม

ถ้าให้ผมเดาผมคิดว่าการเปิดประเทศของเขาจะเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในมากกว่า ไม่ใช่ภายนอก แต่ก็อาจจะมีผลเชิงบวกกับเราบ้าง เช่น มีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มมากขึ้นและซื้อสินค้าจากประเทศไทย ก็ถือว่าเขาเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเราในการส่งออก

โดยรวมแล้วเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ท่องเที่ยวเป็นตัวหลัก ส่วนตัวอื่นแผ่วหมด ส่งออกโตน้อยมา กำลังซื้อภายในตามการคาดการณ์แบงก์ชาติแผ่ว แถมการใช้งบกลางรัฐบาลแผ่วแล้ว และคงใช้กันจนจะหมดในช่วงเลือกตั้ง

ขณะที่การลงทุนคนไทย-ต่างชาติ ผมเดาว่าเขาคงรอความชัดเจนทางการเมืองก่อน

ซึ่งการที่เราเลือกพึ่งพาท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เหมือนกับว่าเราไม่มีทางเลือกอื่นๆ เลย เปรียบเสมือนคุณข้ามฟากเพียงเรือลำเดียวแล้ว

ดังนั้น ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกขาลง จำเป็นต้องมีผู้นำที่มีวิธีคิดเฉียบแหลม ต้องมองภาพรวม มองระยะยาว ว่าจะมีนโยบายปฏิรูปประเทศในภาพใหญ่อย่างไร

แต่ผมพูดตรงๆ เลย เหมือนที่พูดกันเมื่อ 9 ปีก่อนว่า “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” จนผ่านมา 9 ปีผมก็อยากถามว่าได้ปฏิรูปจริงหรือเปล่า?

 

เมื่อถามว่า ถ้าเลือกตั้งไปแล้วได้รัฐบาลหน้าตาแบบเดิม คนบริหารเดิม จะเป็นอย่างไร

ดร.ศุภวุฒิตอบทันทีว่า ผลก็เหมือนเดิม เหมือนกับ 9 ปีที่ผ่านมา ผมถึงคิดว่าต้องถามว่าจริงๆ แล้วประชาชนต้องการอะไร? ดังนั้น “การเลือกตั้ง” คือการที่จะต้องถามประชาชนว่าต้องการอะไร?

9 ปีที่ผ่านมาเรามีการเลือกตั้งครั้งเดียวและเลือกตั้งครั้งนั้นเป็นเลือกตั้งที่มีกฎเกณฑ์ที่หลายส่วนสะท้อนว่าใช้ไม่ได้ จึงมีเสียงเรียกร้องให้มีการแก้กฎ

ถ้าหากถามว่าแล้ว “ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง” ตามกำหนด ประเทศจะเป็นอย่างไร

ผมตอบง่ายมาก คือ ทุกอย่างจะเหมือนเดิม เว้นแต่ประชาชนจะทนไม่ได้และออกมา ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือไม่ได้ เพราะที่ผ่านมารัฐบาลสามารถคุมอำนาจได้

สำหรับคำเตือนถึงประชาชนในปีหน้า ผมมองว่า แบงก์ชาติคงจะขึ้นดอกเบี้ยตลอด จะเป็นดอกเบี้ยขาขึ้น ปัจจัยการผลิตต่างๆ การเงินจะแพงขึ้นแน่นอน เงินเฟ้อประเทศไทยจะปรับได้หรือไม่ก็ไม่รู้ เพราะว่าเงินเฟ้อยังสูงอยู่ ตลาดส่งออกคงจะไม่ดี เพราะเศรษฐกิจโลกไม่ดี เราจะเห็นได้เลยว่าสิ่งที่เราเคยพึ่งพาอย่างเช่นการส่งออกก็จะไม่ดี เราก็จะเหลือเพียงแค่การท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

แต่ถามว่าสิ่งที่จะแตกต่างจากเดิมคืออะไร คือ มันจะแพงขึ้นดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น เพราะฉะนั้นการเป็นหนี้จะไม่ง่ายเหมือนเดิม ไม่ง่ายเท่าเดิม การใช้คืนหนี้จะยากขึ้น

ดังนั้น คุณจะต้องดูแลตัวเองในเรื่องของการทำงานให้ได้ผลตอบแทนที่สูง

ในความเห็นของผมการแก้หนี้ครัวเรือนต้องแก้ด้วยการให้รายได้เพิ่มไม่ใช่การแก้โดยการพยายามนึกว่าไปลดหนี้

ในยุคที่เศรษฐกิจควรจะเป็นขาขึ้น คือยุคที่รายได้เราควรจะเพิ่มขึ้นด้วย เพื่อจะเอารายได้ที่เพิ่มขึ้นไปใช้หนี้ ต้องหาเงินหารายได้ให้โตแล้วต้องหารายได้ให้โตมากกว่าเงินเฟ้อ

แต่นี่ไม่ใช่เรื่องง่าย มันเป็นเรื่องที่ยากมาก ผมถึงบอกว่าในที่สุดแล้วต้องกลับมาดูเรื่องการขยายตัวของเศรษฐกิจและตัวเราเองต้องระมัดระวังว่าข้างหน้าจะไม่เหมือนกับในอดีตแล้ว

การกู้เงินมาเพื่อไปใช้ในการบริโภคปัจจุบัน มันจะเป็นภาระในอนาคตเพราะดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ต้องระมัดระวังตัวเองอย่างนั้น

ส่วนภาค SMEs หรือภาคธุรกิจเขาจะต้องรู้ว่าตอนนี้ เรื่องเงินจะต้องเป็นเรื่องที่ดูแลให้ดีที่สุด เรื่องกระแสเงินสดต้องมีให้เพียงพอเป็นเรื่องใหญ่ หลายส่วนก็จะพยายามควบคุมค่าใช้จ่าย ขณะเดียวกันบางส่วนก็อยากจะลงทุนลองเสี่ยงดูเพื่อที่จะขยายตลาด เพราะว่าในหลักการถ้าเงินมันเฟ้อหรือเศรษฐกิจขาขึ้นหน่อย คนก็อยากจะดึงมาร์เก็ตแชร์ ก็จะต้องใช้กระแสเงินสดในการขับเคลื่อน

ดังนั้น เป็นเรื่องยากมากสำหรับ SMEs แต่ขอย้ำว่าบรรยากาศจะไม่เหมือนกับในอดีตอีกแล้ว ที่ว่าไม่ต้องแคร์เรื่องต้นทุน เพราะตอนนี้ต้นทุนจะขึ้นตลอดต้องคุมทั้งต้นทุนคุมค่าใช้จ่ายให้มีกระแสเงินสดให้เพียงพอ

 

การบ้านโจทย์ใหญ่ของคนที่จะบริหารต่อไป คือต้องกลับมาที่เรื่องความเป็นประชาธิปไตย เพราะความเป็นประชาธิปไตยต้องคิดให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง

ในความหมายสำหรับผม คือคุณจะต้องหางานที่ดีให้กับประชาชนได้ ให้งานที่เขาทำมีรายได้สูง จะต้องเป็นหน้าที่หลักของระบบประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยสนใจประชาชนเป็นที่ตั้ง และประชาชนก็จะสนใจว่าตัวเองมีงานที่ดีทำหรือไม่ เป็นงานที่มีเกียรติมีผลตอบแทนสูงหรือไม่

สำหรับผมสิ่งแรกที่ต้องทำคือมีการรีเทรน, อัพสกิล และรีสกิล ให้กับคนไทยเพราะเราก็พูดกันทุกปีว่ามีบัณฑิตจบใหม่เตะฝุ่นกี่แสนคนต่อปี หรือจะมีการนำเสนอว่าคนไทยขาดทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน เช่น เราต้องการโปรแกรมเมอร์ ต้องการนักวิเคราะห์ข้อมูลก็หาไม่ได้

ผมคิดว่าต้องเอาพื้นฐานในการทำตรงนี้ให้ดีก่อนเรื่องรีสกิล

คิดง่ายๆ เช่นคนที่ขับ Grab ขนส่ง ไรเดอร์ ให้เขารีเทิร์นมาเป็นโปรแกรมเมอร์บ้างดีหรือไม่ เป็นต้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!