bg-single

ก้าว (ไม่) ข้ามความขัดแย้ง | ประจักษ์ ก้องกีรติ

04.05.2023

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในการแข่งขันหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ คือ ความพยายามสร้าง “แบรนด์” หรือถ้าพูดในภาษาวิชาการคือ อัตลักษณ์ทางการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งพรรคใหญ่และพรรคเล็ก

ซึ่งในการสร้างอัตลักษณ์นี้ทำได้ผ่านการใช้สื่อโฆษณา การออกแบบป้ายหาเสียง โลโก้พรรค เสื้อหาเสียง สโลแกนคำขวัญ เพลง มิวสิกวิดีโอ

ไปจนกระทั่งการเขียนจดหมายเพื่อสื่อสารภาพจำและบอกเล่าตัวตนที่แตกต่างของแต่ละพรรค

ถ้าทำสำเร็จ แบรนด์อันโดดเด่นและแข็งแรงก็จะกลายเป็นที่จดจำและเป็นพลังในการดึงดูดคะแนนเสียงจากประชาชน

การศึกษาทางวิชาการด้านการเลือกตั้งพบว่า อัตลักษณ์ของพรรคการเมืองมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านโยบายในการหันเหและชักจูงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจเลือกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง

เท่าที่ตามสังเกตการณ์การหาเสียงของแต่ละพรรคมาตั้งแต่ต้น ผู้เขียนพบว่าในบรรดาพรรคหลักด้วยกัน พรรคการเมืองที่มีความพยายามในการสร้างแบรนด์และรีแบรนด์มากที่สุด แต่กลับลงเอยด้วยการมีอัตลักษณ์ไม่ชัดเจนที่สุด

คือ พรรคพลังประชารัฐ

 

ยากที่จะปฏิเสธได้ว่าพรรคพลังประชารัฐเป็นผลผลิตของการรัฐประหาร 2557

ถือกำเนิดขึ้นมาในห้วงยามของการเลือกตั้งปี 2562 เพื่อเป็นพาหนะทางการเมืองให้พี่น้อง 2 ป. ที่เป็นแกนนำระบอบรัฐประหาร คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ สามารถครองอำนาจต่อไปได้ภายใต้กติกาการเลือกตั้งที่ถูกออกแบบมาเพื่อสลายความเข้มแข็งของสถาบันพรรคการเมือง

พรรคพลังประชารัฐถูกสร้างขึ้นภายใต้โมเดลแบบพรรคสามัคคีธรรมสมัยการรัฐประหารปี 2534 ของ พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ และ พล.อ.สุจินดา คราประยูร มากกว่าที่จะใช้โมเดลแบบพรรคสหประชาไทยสมัยจอมพลถนอม กิตติขจร และ พล.อ.ประภาส จารุเสถียร

เพราะคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เองก็ตระหนักดีว่ายุคสมัยและบรรยากาศทางสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาหาศาลแล้ว

การจะตั้งพรรคทหารแบบดั้งเดิมที่นายพลทำพรรคเองทั้งหมดย่อมยากที่จะนำมาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้ง

จึงต้องดัดแปลงเป็นพรรคโมเดลแบบผสม (hybrid) กึ่งทหารกึ่งพลเรือน

คือ นายพลและทีมเสนาธิการคุมเกมอยู่ข้างบน แต่ใช้นักเลือกตั้งอาชีพและกลุ่มบ้านใหญ่ เจ้าพ่อ ผู้มีอิทธิพลที่มีฐานเสียงแน่นหนาขับเคลื่อนพรรค สร้างเครือข่ายอุปถัมภ์ และการหาเสียงในพื้นที่

เสริมด้วยกลไกรัฐที่คณะรัฐประหารควบคุมอยู่

นั่นคือสถานการณ์ในสมรภูมิการเลือกตั้งปี 2562

 

การรีแบรนด์เกิดขึ้นอย่างขนานใหญ่กับพรรคพลังประชารัฐในศึกการเลือกตั้งปี 2566 เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงใหญ่ 3 ประการ

คือ คสช.ในฐานะองค์กรทางการเมืองต้องสลายตัวไปตามรัฐธรรมนูญ ทำให้การพึ่งกลไกรัฐและการใช้อำนาจพิเศษบีบให้นักการเมืองย้ายค่ายไม่สามารททำได้อีกต่อไป

สอง เมื่อพี่น้องบูรพาพยัคฆ์แยกทางกันสร้างดาวคนละดวง พรรคที่นำโดยอดีตแกนนำระบอบรัฐประหารมี 2 พรรคแทนที่จะรวมกันเป็นหนึ่ง การเกิดขึ้นของพรรครวมไทยสร้างชาติที่ชู พล.อ.ประยุทธ์เป็นแคนดิเดตนายกฯ ทำให้ทั้งฐานเสียงและกลุ่มการเมืองของพรรคพลังประชารัฐถูกแบ่งออกไปอย่างมีนัยสำคัญ

บวกกับประการที่สาม คือ กระแสความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงหลังจากอยู่ภายใต้รัฐนาวาเดิมมายาวนาน 8 ปี จนเกิดเป็นแรงส่งให้โมเมนตัมเหวี่ยงไปทางพรรคร่วมฝ่ายค้านในปัจจุบัน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่มีคะแนนนิยมมาแรงตั้งแต่ก่อนยุบสภา

ปัจจัยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้พลังประชารัฐต้องพยายามปรับยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อความอยู่รอดทางการเมือง ไม่ล้มหายตายจากไปเหมือนพรรคทหารหรือพรรคกึ่งทหารในอดีตที่อายุขัยสั้นเพียง 1 สมัยการเลือกตั้ง

เราจึงได้เห็นความพยายามรีแบรนด์พรรคพลังประชารัฐ ที่ต้องการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้ประชาชนลบภาพจำของการเป็นพรรคสืบทอดอำนาจให้คณะรัฐประหาร

พร้อมกับความพยายามที่จะลดทอนอัตลักษณ์ความเป็นพรรคอนุรักษนิยมของตนเอง นำไปสู่การสร้างสโลแกน “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสโลแกนหลักของพรรคในการหาเสียงครั้งนี้ที่จะเห็นในป้ายหาเสียงของพลังประชารัฐ

พร้อมกับรูปของ พล.อ.ประวิตรที่พยายามขยายความเป็น “โซ่ข้อกลาง” ที่จะมาประสานรอยร้าวระหว่างขั้วความขัดแย้งสองขั้วและพาสังคมไทยไปสู่ความสมานฉันท์ปรองดอง

 

ทีมงานและที่ปรึกษาของพรรคพลังประชารัฐที่แวดล้อม พล.อ.ประยุทธ์ย่อมรู้ดีกว่าการรีแบรนด์ครั้งนี้มิใช่งานง่าย

จึงมีความพยายามสร้างชุดคำอธิบายมารองรับอย่างต่อเนื่องผ่านการเขียนจดหมายเปิดผนึกในนามของ พล.อ. ประวิตร (ซึ่งเจ้าตัวก็ออกมายอมรับว่าไม่เป็นผู้เขียนเอง แต่ก็ได้อ่านผ่านตาก่อนเผยแพร่สู่สาธารณะ)

จดหมายเปิดผนึกดังกล่าว ซึ่งถึงปัจจุบันเขียนออกมาแล้วถึง 10 ฉบับ

พยายามโน้มน้าวสาธารณชนใน 3 ประเด็นหลักๆ คือ

หนึ่ง เขียนเล่าประวัติศาสตร์ใหม่ เพื่อรักษาระยะห่างของ พล.อ.ประวิตรและพรรคพลังประชารัฐจากการรัฐประหารปี 2557 และ พล.อ.ประยุทธ์พยายามบอกว่าการยึดอำนาจนั้นเป็นเรื่องของ พล.อ.ประยุทธ์เพียงลำพัง

สอง สร้างคำอธิบายว่าปัญหาของการเมืองไทยคือความขัดแย้งระหว่างพลังสองฝ่ายคือ ฝ่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยกับฝ่ายอนุรักษนิยม

โดย “‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ ควบคุมอำนาจได้แต่ก็พ่ายแพ้ทุกครั้ง เมื่อการได้อำนาจต้องผ่านการเลือกตั้ง

ในทางตรงข้าม ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชน ที่เป็นเสียงส่วนใหญ่เสมอ แต่ก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีพลังพอที่จะต้านทานการเข้ามาควบคุมจากกลไกที่มีอำนาจอย่างแท้จริง”

พร้อมกับนำเสนอว่าพลังประชารัฐอยู่ตรงกลางระหว่างสองฝ่ายและจะประสานทั้งสองแนวคิดให้ไปด้วยกันได้

สาม ตบท้ายว่า มีแต่พลังประชารัฐและ พล.อ.ประวิตรเท่านั้นที่จะพาสังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งเรื้อรังได้ เพราะเป็นพรรคเดียวที่เดินแนวทางการเมืองแบบสมานรอยร้าว ในขณะที่พรรคอื่นๆ ต่าง “ชี้หน้าคนเห็นต่างว่าเป็นศัตรูด้วยท่าที่ของการปลุกระดมให้เกิดความขัดแย้ง แตกแยกรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ”

ถึงที่สุดแล้ว วาทกรรมก้าวข้ามความขัดแย้งถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อเป็นเครื่องมือในการเปิดทางให้พรรคพลังประชารัฐเข้าร่วมรัฐบาลกับขั้วใดก็ได้

 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจากผลสำรวจคะแนนนิยมของทุกสำนัก บวกกับเสียงตอบรับจากสังคม และข้อมูลจากการวิจัยในพื้นที่ของผู้เขียน พบว่าการสร้างอัตลักษณ์ “ขั้วที่สาม” ที่ก้าวข้ามความขัดแย้งของพลังประชารัฐนั้นค่อนข้างล้มเหลว

การประเมินของหลายสำนักข่าว (เช่น เนชั่น ไทยรัฐทีวี) ที่ประมวลจากคะแนนนิยมในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ให้ข้อมูลว่าพลังประชารัฐน่าจะได้ ส.ส.เขตประมาณ 25-35 ที่นั่ง ในขณะที่คะแนนบัญชีรายชื่อนั้นอาจจะได้เพียงร้อยละ 4-6 เท่านั้น (ผลสำรวจของนิด้าโพลครั้งที่ 2 ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 16 เมษายน คะแนนบัญชีรายชื่อของพลังประชารัฐได้เพียงร้อยละ 1.8, ส่วนโพลมติชนxเดลินิวส์ ครั้งที่ 1 พลังประชารัฐมีคะแนนนิยมเพียงร้อยละ 1.55 เท่านั้น)

ส่วนคะแนนนิยมในตัวแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคนั้นกลับยิ่งน้อยกว่าคะแนนนิยมของพรรค ในหลายผลสำรวจ พล.อ.ประวิตรอยู่รั้งท้ายแคนดิเดตของพรรคอื่นๆ กระทั่งไม่ติดโผเลยในบางการสำรวจ

ในขณะที่ผลการทำโพลออนไลน์ โดยสื่อ 4 สำนัก ประกอบไปด้วย TODAY, The Matter, The Momentum และประชาไท ระหว่างวันที่ 22 มีนาคม-5 เมษายน 2566 พบว่าผู้ที่เคยเลือกพรรคพลังประชารัฐระบุว่าจะเปลี่ยนใจไปเลือกพรรคการเมืองอื่นในการเลือกตั้งครั้งนี้มีสูงถึงร้อยละ 81.58

ซึ่งสอดรับกับการข้อมูลที่ผู้เขียนได้รับจากการทำวิจัยในพื้นที่ ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐซึ่งมีฐานเสียงแข็งแรงและมีโอกาสชนะเลือกตั้งในเขตของตนให้สัมภาษณ์กับผู้เขียนว่า แม้คะแนนนิยมส่วนตัวจะดีเพราะลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องและช่วยเหลือชาวบ้านมายาวนาน

แต่คะแนนพรรคไม่มีเลย หาเสียงในนามพรรคยากมาก

จนในที่สุดนักการเมืองรายนี้สารภาพว่ายุทธศาสตร์ของเขาคือ หาเสียงให้ตนชนะเป็นหลักในระบบเขต ส่วนบัตรบัญชีรายชื่อเขาบอกชาวบ้านว่าจะเลือกพรรคใดก็ได้

และเวลาเดินหาเสียงเลือกใส่เสื้อที่ชูภาพและชื่อของตนเองมากกว่าเสื้อที่มีโลโก้พรรค

 

สาเหตุผลักที่คะแนนนิยมของพรรคพลังประชารัฐลดน้อยถอยลงเป็นอย่างมาก เกิดจากการรีแบรนด์ที่ไม่ประสบความสำเร็จ จนพาตัวเองมาอยู่ในมุมอับ หรือจะเรียกว่าวิกฤตอัตลักษณ์ก็ย่อมได้

คือ จะขวาก็ไม่ใช่ จะซ้ายก็ไปไม่ถึง หาที่ยืนลำบาก

มวลชนฝั่งขวาเองที่เคยเลือกในครั้งก่อนก็ไม่ไว้ใจกับจุดยืนใหม่ของพรรค กระทั่งมีการผลักพลังประชารัฐไปอยู่ฝั่งตรงข้าม

คะแนนของฝั่งอนุรักษนิยมจึงเทไปที่รวมไทยสร้างชาติที่ประกาศตัวเป็นพรรคขวาสุดขั้วตัวจริง และมีแบรนด์ “รักชาติ” ของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความหนักแน่นมากกว่า

ในขณะเดียวกัน แม้จะพยายามสร้างอัตลักษณ์ใหม่ให้ พล.อ.ประวิตรว่าเป็นนายพลที่มี “จิตวิญญาณประชาธิปไตย” แต่ผู้เลือกตั้งฝั่งเสรีนิยมก็ไม่ไว้ใจ พล.อ.ประวิตรยังคงถูกมองในฐานะแกนกลางของระบอบรัฐประหารและผู้อุ้มชูระบอบประยุทธ์มาตลอด 8 ปีจนส่งผลทำลายการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย

อีกเหตุผลหลักที่ทำให้การรีแบรนด์ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะบรรดาขุนพลที่พรรคส่งไปร่วมเวทีดีเบตและให้สัมภาษณ์สื่อกลับสื่อสารเนื้อหาตรงกันข้ามกับการ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง”

ไม่ว่าจะเป็นคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ที่ประกาศกร้าวว่า พปชร.จะไม่ร่วมกับทั้งพรรคเพื่อไทยและก้าวไกลเพราะรับนโยบายของทั้งสองพรรคไม่ได้ จน พล.อ.ประวิตรและแกนนำพรรคคนอื่นต้องออกมาปฏิเสธว่านั่นไม่ใช่มติพรรค

แต่หลังจากนั้น คุณสกลธี ภัททิยกุล อดีตแกนนำ กปปส. ที่เป็นหัวหน้าทีมหาเสียงในกรุงเทพฯ ของ พปชร. กลับออกมาให้สัมภาษณ์อีกว่า “ไม่ใช่ว่าเราจะไปรวมกับใครก็ได้ เราก็มีจุดยืนเรื่องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าพรรคไหนแนวทางไม่ตรงกัน ก็รวมกันไม่ได้ และพรรคที่มีนโยบายทำลายเศรษฐกิจ เราก็รวมด้วยไม่ได้เช่นกัน”

ยังไม่นับลีลาของนายชัยวุฒิ ธมาคมานุสรณ์ ที่ปราศรัยดุเดือดในทุกเวที โจมตีพรรคอื่นในลักษณะที่รุนแรง และใช้วาทกรรมอนุรักษนิยมสุดขั้วมาปลุกใจหาคะแนนเสียง

 

อัตลักษณ์ที่พรรคพยายามจะสร้างกับแคมเปญหาเสียงของแกนนำพรรคจึงเดินสวนทางกัน

ที่สำคัญ จดหมายเปิดผนึกฉบับหลังๆ แม้จะบอกว่าต้องการปรองดอง แต่กลับมีการทิ่มแทงวิพากษ์วิจารณ์พรรคอื่นๆ ทั้งฝั่งเสรีนิยมและอนุรักษนิยมว่าเป็นตัวการสร้างความขัดแย้งในชาติ ในลักษณะสร้างศัตรูมากกว่าผูกมิตร

จุดยืนที่พยายามขยับมาอยู่ตรงกลางเป็นโซ่ข้อกลางแห่งความสมานฉันท์จึงกลายเป็นจุดยืนที่ไม่มีใครเชื่อถือศรัทธา และไม่สามารถดึงดูดคะแนนเสียงจากผู้เลือกตั้งทั้งสอง ฝั่งใดฝั่งหนึ่งได้

เหลืออย่างเดียวคือต้องพึ่งนักการเมืองดาวฤกษ์และนักเลือกตั้งอาชีพในพื้นที่ (ซึ่งก็ย้ายออกจากพรรคไปมาก) มาช่วยเก็บที่นั่งในระบบเขตให้พรรคเป็นหลัก

 

ที่เขียนมานี้ มิได้จะสรุปว่าการแก้ไขความขัดแย้งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในการเมืองไทย

เราต้องตั้งความหวังว่าภารกิจนี้สามารถเกิดขึ้นได้

แต่พลังที่เสนอตัวมาทำภารกิจนี้ต้องมีความจริงใจ มีความเข้าใจอย่างแท้จริงถึงสาเหตุต้นตอของความขัดแย้ง และมีเกียรติประวัติในการเคารพความเห็นต่างและส่งเสริมประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่องและชัดเจน

มิใช่ตัวละครเก่าที่อยู่ในแกนกลางของความขัดแย้งที่มีบทบาทในการทำลายประชาธิปไตย

และใช้ประเด็นนี้เป็นเพียงวาทกรรมเพื่อปูทางให้ตนเองได้ครองอำนาจต่อไป

ลำพังการเขียนจดหมายย่อมไม่เพียงพอกับการสร้างอัตลักษณ์ใหม่ทางการเมืองและการปรองดอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ซ้ำ-ซ้ำ ซาก-ซาก | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | เส้นทาง TH-AI Passport จากรุกเป็นรับ จากรับเป็นรุก
การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน โกหน่อง
แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น