วิถีแห่งอำนาจ เอี้ยก่วย เสถียร จันทิมาธร / พบกระบี่หนักไร้คม (115)

วิถีแห่งอำนาจ เอี้ยก่วย/เสถียร จันทิมาธร
พบกระบี่หนักไร้คม (115)
ผลจากการที่อินทรีตะกุยไปบนก้อนหินบนสุสานกระบี่ก็เผยให้เห็นกระบี่วางเรียงกันอยู่ 3 เล่ม ระหว่างกระบี่เล่มที่ 1 กับเล่มที่ 2 ยังมีแผ่นหินแท่งยาว กระบี่ทั้ง 3 เล่มและแผ่นหินล้วนจัดวางอยู่บนหินเขียวก้อนหนึ่ง
เมื่อหยิบกระบี่ขวาสุดขึ้น เห็นศิลาใต้กระบี่สลักอักษรเล็กๆ ว่า
“เกรี้ยวกราดรุนแรง ทำลายล้างทุกสิ่ง เมื่อวัยหนุ่มฉกรรจ์ใช้ชิงชัยกับเหล่าผู้กล้าแคว้นฮ่อซวก”
เป็นกระบี่ยาวประมาณ 4 เชียะ เปล่งประกายสีเขียว นับเป็นศัสตราวุธคมกล้า เอี้ยก่วยวางกระบี่ลงยังที่เดิม หยิบแผ่นหินแท่งยาวขึ้นเห็นสลักอักษรเล็กๆ “กระบี่อ่อนกุหลาบหนูม่วงใช้ก่อนอายุ 30 พลั้งมือทำร้ายผู้กล้าฝ่ายธรรมะ ถือเป็นสิ่งอัปมงคลโยนลงทิ้งลงสู่ก้นหุบเหว”
เอี้ยก่วยครุ่นคิด “ที่นี้ขาดกระบี่เล่ม 1 ที่แท้ถูกท่านทิ้งขว้างไป ไม่ทราบพลั้งมือทำร้ายผู้กล้าฝ่ายธรรมะอย่างไร ตำนานเรื่องนี้เกรงว่าไม่มีผู้ใดทราบได้”
จากนั้นค่อยหยิบกระบี่เล่มที่ 2 เพียงยกขึ้นมาไม่กี่เชียะพลันบังเกิดเสียงเคร้ง ร่วงหลุดจากมือหล่นกระทบถูกหินจนสะเก็ดไฟแลบกระจาย
เป็นกระบี่สีดำทะมื่น ไม่มีลักษณะพิเศษอันใดแต่หนักอึ้งอย่างยิ่ง
กระบี่ที่ยาว 3 เชียะเศษ น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 70-80 ชั่ง เปรียบกับดาบทองหอกใหญ่ที่ใช้ในสมรภูมิยังหนักกว่าหลายเท่า
เอี้ยก่วยก้มกายลงเก็บขึ้นมาใหม่เพิ่มความระมัดระวัง เตรียมตัวเตรียมใจจึงสามารถยกของหนัก 70-80 ชั่งได้ ทั้ง 2 คมกระบี่ล้วนทื่อด้าน
ปลายกระบี่มีลักษณะกลมคล้ายลูกกลมครึ่งลูก
ในความคิด “กระบี่หนักอึ้งถึงเพียงนี้ไหนเลยใช้ออกได้โดยคล่องแคล่ว ถนัดมือ อย่าว่าแต่ปลายหรือคมกระบี่ล้วนไม่ผ่านการฝนแหลม ช่างประหลาดแท้”
อ่านอักษรจารึกใต้กระบี่
“กระบี่หนักไร้คม ใช้ได้คล่องแคล่ว ฝีมือการสร้างไม่ประณีต ก่อนอายุ 40 ใช้พิชิตทั่วแผ่นดิน”
เอี้ยก่วยถึงกับพึมพำย้ำ “กระบี่หนักไร้คม ใช้ได้คล่องแคล่ว”
ภายในใจคล้ายได้คิด “หวนนึกถึงเพลงกระบี่ทั่วหล้าไม่ว่าค่ายสำนักใดมีการเปลี่ยนแปลงที่ผิดแผกแตกต่างล้วนถือความรวดเร็วปราดเปรียวเป็นหลัก กระบี่หนักอึ้งเช่นนี้ไม่ทราบใช้อย่างไร “เมื่อนึกถึงยอดคนครั้งอดีตอดเคลิบเคลิ้มเลื่อนลอยมิได้
ผ่านไปเนิ่นนานค่อยวางกระบี่หนักไร้คมลง
ครานี้หันไปหยิบฉวยกระบี่เล่มที่ 3 แรกทีเดียวเอี้ยก่วยคิดว่ากระบี่เล่มนี้ต้องหนักกว่าเล่มก่อน ขณะหยิบฉวยจึงเกร็งกำลังใส่แขนซ้ายอย่างระมัดระวัง
กระบี่กลับเบาหวิวราววัตถุไร้น้ำหนัก
ต่อเมื่อเพ่งตาพิจารณาก็ทราบว่าที่แท้เป็นกระบี่ไม้เล่มหนึ่งเพราะผ่านเวลามานานปี ตัวและด้ามกระบี่จึงล้วนเปื่อยผุ
อักษรใต้กระบี่จารึกไว้ว่า
“หลังอายุ 40 ปีไม่ยึดติดกับวัตถุ แม้แมกไม้ไผ่หินล้วนถือเป็นกระบี่ได้ นับแต่นี้พากเพียรฝึกปรือเริ่มเข้าสู่ห้วงไร้กระบี่เหนือกว่ามีกระบี่”
อ่านแล้ววางกระบี่ลงยังตำแหน่งเดิมอย่างนอบน้อม
ทอดถอนใจยาวพร้อมกับกล่าว “ยอดวิชาของผู้อาวุโส สุดที่ผู้คนจะคาดคิดคำนวณได้”
หวนนึกถึงใต้หินเขียวไม่ทราบทิ้งมรดกตกทอดเช่นคัมภีร์กระบี่ไว้หรือไม่ จึงยื่นมือยึดแผ่นหินรั้งดึงขึ้น ปรากฏใต้แผ่นหินเสมอเป็นเพียงศิลาอันแข็งแกร่งของผนังผา ไม่มีวัตถุอื่นใดอีก อดรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยมิได้
อินทรีส่งเสียงร้องพลางก้มหัวลงใช้จะงอยปากคาบกระบี่หนักไร้คมขึ้นนำมาวางลงบนฝ่ามือของเอี้ยก่วย จากนั้นส่งเสียงร้องอีกครา
พลันกระพือปีกซ้ายตีใส่ศีรษะเอี้ยก่วยพร้อมกับพลังลมหอบหนึ่ง
การพบกระบี่ของท่านต๊กโกวคิ้วป่ายสำคัญอย่างยิ่งยวด เท่ากับมีกระบี่ 3 เล่มไว้ให้เลือกเป็นคู่มือ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการชักนำของอินทรี
การคาบกระบี่หนักไร้คมมาหยิบยื่นให้ยิ่งทรงความหมาย
ไม่ว่าถ้ำอันเป็นสุสาน ไม่ว่าลานหินสูงอันเป็นสุสานกระบี่ ไม่ว่ากระบี่หนักไร้คม ล้วนเป็นการบริหารจัดการโดยอินทรีทั้งสิ้น
เป็นเรื่องเหลือเชื่อแน่นอน แต่ก็เป็นความเหลือเชื่อในเชิงอุปมา
