
เมื่อ ‘หนังฮอลลีวู้ด’ ขายไม่ออก ใน ‘ตลาดญี่ปุ่น’
กาลครั้งหนึ่ง ภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ดเคยยึดครองตลาดหนังในประเทศญี่ปุ่นไว้ได้อย่างยิ่งใหญ่
ปรากฏการณ์ของหนังเรื่อง “Jaws” ส่งผลให้รายได้รวมของภาพยนตร์ต่างประเทศครองส่วนแบ่งทางการตลาดในญี่ปุ่น ได้เกิน 50 เปอร์เซ็นต์เป็นครั้งแรก เมื่อปี 1975
หลังจากนั้น ฮอลลีวู้ดก็ยังมีมนต์ขลังสะกดคนดูชาวญี่ปุ่นได้อย่างอยู่หมัด ทั้งด้วยอิทธิผลของผู้กำกับฯ เช่น “สตีเวน สปีลเบิร์ก” และ “จอร์จ ลูคัส” รวมถึงนักแสดงหนังบู๊-กล้ามโตอย่าง “ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน” และ “อาร์โนลด์ ชวาร์เซเนกเกอร์”
จุดพีกของหนังฮอลลีวู้ดในอุตสาหกรรมบันเทิงแดนอาทิตย์อุทัยเกิดขึ้นเมื่อปี 2002 ซึ่งหนังทำเงินสูงสุดในญี่ปุ่นประจำปีนั้น คือ “Harry Potter and the Philosopher’s Stone” ขณะที่ส่วนแบ่งการตลาดของหนังต่างประเทศก็พุ่งทะลุเกิน 70 เปอร์เซ็นต์
ในช่วงประมาณสามทศวรรษดังกล่าว มีความเชื่อของบุคลากรในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ญี่ปุ่นว่า หนังท้องถิ่นยากจะทำรายได้เอาชนะหนังฮอลลีวู้ด เพราะฝ่ายหลังมีทุนสร้างเยอะกว่า มีเทคนิคงานสร้างทันสมัยกว่า และมีนักแสดงซูเปอร์สตาร์ระดับโลกให้เลือกใช้มากกว่า
ผู้สร้างหนังญี่ปุ่นจึงมักหันไปเล่นเกมในสนามเฉพาะขนาดเล็ก ที่ตัวเองถนัดและมีกลุ่มแฟนประจำรวมตัวอยู่ นั่นคือ การทำหนังแอนิเมชั่นป้อนคนดูกลุ่มเยาวชน และทำหนังซามูไรย้อนยุคป้อนคนดูรุ่นเก่า
อย่างไรก็ตาม ช่วงกลางทศวรรษ 2000 เป็นต้นมา มีแนวโน้มว่าภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเริ่มได้รับความนิยมจากคนดูญี่ปุ่นลดลง โดยในปี 2006 หนังญี่ปุ่นสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ได้เป็นครั้งแรกนับแต่ปี 1985
จนถึงปี 2022 ส่วนแบ่งทางการตลาดของหนังต่างประเทศในญี่ปุ่นก็หดตัวลงเหลือแค่ 31 เปอร์เซ็นต์
หนึ่งในคนที่จับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด คือ “ฮิโรโอะ โอตากะ” นักวิเคราะห์ตารางอันดับภาพยนตร์ทำเงินชาวญี่ปุ่น ที่เพิ่งมีหนังสือรวมบทความ ซึ่งแปลชื่อเป็นภาษาไทยได้ว่า “หนังอเมริกันยังมีอนาคตอยู่หรือไม่?” วางจำหน่าย
โอตากะวิเคราะห์ว่าสาเหตุแห่งความเสื่อมถอยของหนังฮอลลีวู้ดในตลาดญี่ปุ่นนั้นมีอยู่หลายประการ ดังนี้

เหตุผลแรก คือ ภาพยนตร์ทั้งในแบบคนแสดงและแอนิเมชั่นจากสตูดิโอใหญ่อย่าง “วอลต์ ดิสนีย์” ที่เคยครองใจคนญี่ปุ่น มีความนิยมลดต่ำลง
โอตากะชี้ว่าดิสนีย์เคยเป็นหัวหอกของอุตสาหกรรมหนังอเมริกันอยู่นานนับสิบปีในช่วงก่อนวิกฤตโควิด แต่เมื่อทุกอย่างต้องชัตดาวน์เพื่อรับมือโรคระบาด หนังฮอลลีวู้ดและดิสนีย์ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนัก
เป็นจังหวะนั้นนั่นเอง ที่คนดูชาวญี่ปุ่นค่อยๆ ถอยห่างออกจากหนังดิสนีย์ แม้ต่อมามาตรการชัตดาวน์จะถูกยกเลิกไป และโรงภาพยนตร์กลับมาเปิดตามปกติ แต่พฤติกรรม-วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ก็ยากจะหวนคืนมาเป็นดังเดิม
เหตุผลข้อสอง แนวทางการจัดจำหน่ายภาพยนตร์โลกที่เปลี่ยนไป ส่งผลต่อความตกต่ำของหนังฮอลลีวู้ดในตลาดญี่ปุ่น
ก่อนหน้ายุคเฟื่องฟูของระบบสตรีมมิ่งหรือการดูหนังผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ อุตสาหกรรมหนังฮอลลีวู้ดมีนโยบายเว้นระยะการเข้าฉายในแต่ละแพลตฟอร์มค่อนข้างห่าง
กล่าวคือ หลังจากเข้าฉายโรงเสร็จเรียบร้อย อาจต้องรอคอยนานหลายเดือนจนถึงระดับปี กว่าที่หนังเรื่องนั้นๆ จะถูกปล่อยเป็นโฮมวิดีโอหรือดีวีดี และถูกเผยแพร่ทางโทรทัศน์
ทว่า ระยะห่างดังกล่าวกลับถูกย่นย่อให้สั้นลง หรือกระทั่งถูกล้มเลิกไปเลยในบางกรณี ในยุครุ่งเรืองของสตรีมมิ่ง
นี่ย่อมกระทบต่อรายได้การจำหน่ายตั๋วเข้าชมภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดในโรงหนังญี่ปุ่นอย่างไม่ต้องสงสัย
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังฮอลลีวู้ดเสื่อมลดความนิยมลงในญี่ปุ่นตามทรรศนะโอตากะ ก็คือ ภาวะขาดแคลนดาราระดับซูเปอร์สตาร์ ที่จะดึงดูดใจบรรดาคนดูหนังขาจร เพราะในยุคขาขึ้นของฮอลลีวู้ดนั้น แฟนหนังญี่ปุ่นมักตีตั๋วไปดูหนังอเมริกันเพื่อรับชมการแสดงดาราดังของโลกตะวันตก
“แต่ลองคิดถึงหนังชุด ‘The Avengers’ สิ ใครบ้างที่เป็นนักแสดงในหนังเหล่านั้น? คุณไม่รู้จักพวกเขาเลย” นักเขียนด้านภาพยนตร์ชาวญี่ปุ่นตั้งข้อสังเกตกับเจแปนไทม์ส
ดาราฮอลลีวู้ดรายเดียวที่ยังครองใจแฟนๆ ชาวญี่ปุ่นได้ เห็นจะเป็น “ทอม ครูซ” ซึ่งหนังเรื่อง “Top Gun : Maverick” ที่เขานำแสดง สามารถทำเงินมหาศาลในตลาดญี่ปุ่นเมื่อปีก่อน
โอตากะวิเคราะห์ว่าครูซเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมหนังอเมริกันมายาวนานเกินสองทศวรรษ แต่เมื่อมองไปที่ฮอลลีวู้ดยุคปัจจุบัน เรากลับหา “ซูเปอร์สตาร์” แบบนี้ได้ยากมากขึ้นตามลำดับ
“มันเป็นเรื่องค่อนข้างน่าเศร้าไม่ใช่เหรอ? ‘ดาราที่แท้จริง’ คือคนที่สามารถก้าวข้ามกำแพงทางวัฒนธรรมและภาษาได้ การที่ฮอลลีวู้ดมีดาราน้อยลง ได้ส่งผลให้คนญี่ปุ่นสนใจจะดูหนังหนังฮอลลีวู้ดน้อยลงตามไปด้วย”
สมมุติฐานข้อสุดท้ายของโอตากะ ก็คือ หนังฮอลลีวู้ดประสบภาวะขาลงในญี่ปุ่น เพราะคนญี่ปุ่นไม่ได้หลงใหลในความเป็นอเมริกันเหมือนเดิม
ในยุคก่อน ชาวญี่ปุ่นมักใฝ่ฝันจะเดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพราะความเลื่อมใสในความเป็นอเมริกัน เนื่องจากในทศวรรษ 1960-1970 คนอเมริกันเคยมีมาตรฐานการดำเนินชีวิตที่ดีกว่าคนญี่ปุ่นชัดเจน
แต่ในยุคปัจจุบัน เมื่อมาตรฐานการครองชีพในญี่ปุ่นยกระดับขึ้น และความเหลื่อมล้ำลดลง คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ก็เลยหลงใหลในอเมริกา ในฐานะต้นแบบความเจริญ/ความศิวิไลซ์ ลดลงตามไปด้วย
จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะไม่ค่อยสนใจหนังฮอลลีวู้ด ถึงขนาดที่คนซึ่งเป็นแฟนหนังฮอลลีวู้ดยุคนี้ จะถูกนิยามว่าเป็นพวก “โอตากุ” หรือ “เด็กเนิร์ด” •
เรียบเรียงข้อมูลจาก https://www.japantimes.co.jp/culture/2023/06/23/films/hollywood-films-decline-japan/#lj88l63ic6w5i42o018
| คนมองหนัง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
