
ต้นเดือนมิถุนายนที่เพิ่งผ่านพ้นไปนี้ หลายท่านคงทราบว่าเป็นวันคล้ายวันเกิดของผม ปีนี้นับอายุได้ 68 ปีบริบูรณ์แล้ว
ลำพังแต่เพียงเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันหรือเป็นลูกศิษย์ที่มีวันเกิดตรงวันและเดือนกับผมก็มีสองสามคนเข้าไปแล้ว
เรื่องนี้จะแปลความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากว่า ผมรู้จักคนจำนวนมาก ปีหนึ่งมีจำนวนวัน 365 หรือ 366 วัน ในเมื่อผมรู้จักคนจำนวนนับพันนับหมื่น ในทางวิชาสถิติก็ต้องมีความซ้ำกันบ้างแหละ ไม่ใช่ของมหัศจรรย์อะไร
แต่ในเมื่อไหนๆ ก็เรียกได้ว่าเดือนมิถุนายนเป็นเดือนเกิดของผมแล้ว เรื่องนี้ก็ชวนให้คิดต่อไปอีกว่า ธรรมเนียมการฉลองวันเกิดมาจากไหน
และคนไทยสมัยก่อนท่านฉลองกันบ้างหรือไม่
คําตอบแรกที่คิดได้คือ แต่เดิมมาถ้าเป็นสามัญชนทั่วไป การจดจำวันเดือนปีเกิดดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลและไม่มีความสำคัญจำเป็นสำหรับชีวิตยุคนั้น ความรู้ในทางปฏิทินซึ่งสมัยก่อนก็ยึดปฏิทินจันทรคติเป็นหลัก ไม่ใช่ของง่ายที่จะท่องจำกันได้สบายใจ
ลองนึกดูก็แล้วกันครับว่า “วันจันทร์เดือนเจ็ดแรมแปดค่ำปีมะแมโทศก” ใครจะจำได้ว่านี่เป็นวันเกิดของตัวเรา
อย่าลืมนะครับว่าเราเพิ่งมาคุ้นเคยกับปฏิทินสุริยคติเมื่อในราวรัชกาลที่สี่ รัชกาลที่ห้านี่เอง
อีกประการหนึ่งคือ ความเคร่งครัดที่ต้องแม่นยำถูกต้องในการกำหนดอายุเพื่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ในทางกฎหมายอย่างเช่นในยุคสมัยของเรา เช่น อายุเท่านั้นต้องรับเข้าการศึกษา ต้องเรียนหนังสือในโรงเรียน อายุเท่านี้มีสิทธิเลือกตั้ง อายุเท่านั้นต้องไปเกณฑ์ทหาร อายุ 35 ปีบริบูรณ์จึงจะเป็นรัฐมนตรีได้ และตัวอย่างอีกสารพัดตัวอย่าง เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชั้นหลัง แต่เดิมมาไม่มีใครถือเคร่งครัดหรอกครับ
นาคที่มาคุกเข่าขออุปสมบทอยู่ตรงหน้า อายุครบบวชแล้วหรือยัง อุปัชฌาย์ท่านก็ไม่เคยขอดูบัตรประจำตัวประชาชนสักราย
ความรู้ความเข้าใจของคนในอดีตจึงอยู่ที่ว่าผ่านร้อนผ่านฝนมาแล้วกี่ฤดู เพียงแค่นั้นก็ใช้การได้แล้ว
นั่นหมายความว่าคนส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลหรือความจดจำเกี่ยวกับวันเดือนปีเกิดของตัวเองแบบแม่นยำ อาจจะมีการจดบันทึกไว้บ้างก็เพื่อผูกดวงชะตาสำหรับรายที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะตามสมควร แต่ไม่ใช่สำหรับคนทั่วไป
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ท่านผู้ใดจดจำวันเดือนปีเกิดของตนเองได้ ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาเปิดเผยให้รู้เป็นการทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น จัดงานปาร์ตี้ฉลองวันเกิดแล้วถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ หรือลง Facebook เพราะในอดีตนั้นมีความหวาดเกรงกันว่า ถ้าวันเดือนปีเกิดของเราล่วงรู้ไปถึงผู้ที่เป็นศัตรูแล้ว อาจนำข้อมูลนี้ไปทำคุณไสยให้ร้ายให้โทษกับเจ้าของวันเกิดได้ ในอดีตวันเดือนปีเกิดจึงเป็นความลับที่ต้องปกปิด
แม้ในสมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลก็ตาม ฮา!
ความเป็นไปเช่นนี้เป็นปกติวิสัยสำหรับคนไทยในอดีต ตั้งแต่ชาวบ้านร้านถิ่นขึ้นไปจนถึงเจ้านายใหญ่โตหรือแม้พระมหากษัตริย์
ตามความเห็นของผม ผู้ที่มีความสำคัญและนำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องการฉลองวันคล้ายวันเกิดนั้นคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามเทวมกุฎวิทยามหาราช
พระมหาราชพระองค์นี้ ก่อนเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ท่านบวชเป็นพระมาก่อนนานถึง 27 ปี
ช่วงเวลาดังกล่าวอำนวยให้พระองค์ท่านได้ศึกษาพระธรรมวินัยในพระพุทธศาสนาอย่างละเอียดลออ ได้ทรงเห็นประจักษ์ในความไม่เที่ยงของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง เป็นสาเหตุให้ตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านยังดำรงอยู่ในสมณเพศ
ทรงมีพระราชดำริว่า มนุษย์เราทุกคน เมื่อถึงวันครบรอบวันเกิดแต่ละปีเป็นวาระที่สมควรจะได้ทำบุญกุศล เป็นการเตือนสติตนเองให้รู้ว่า ชีวิตที่ล่วงผ่านไป มีวันข้างหน้าอีกยืดยาวเท่าไรไม่มีใครรู้ได้ ทุกคนควรตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท
พร้อมกันนั้นก็ได้ทรงติดต่อสมาคมคุ้นเคยกับชาวต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งตามประเพณีข้างฝ่ายประเทศตะวันตก การเลี้ยงฉลองวันเกิดเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องปิดบังแต่อย่างใด น่าจะทรงมีพระราชดำริว่าการอนุโลมตามประเพณีตะวันตก กำกับด้วยธรรมะแห่งความไม่ประมาท สองประการนี้ประกอบกันน่าจะเหมาะสม ที่จะมีงานอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้น
ด้วยเหตุข้างต้น ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อครบรอบหนึ่งปี บรรจบวันคล้ายวันประสูติคราวใด ก็ทรงบำเพ็ญพระกุศลเป็นการใหญ่ มีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศไปช่วยงานเป็นจำนวนมาก
แม้ต่อมาเมื่อทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว ก็ยังทรงถือพระราชปฏิบัติดังเดิม
ผมเข้าใจว่าในคราวนั้นเอง ที่มีคำว่า “เฉลิมพระชนมพรรษา” เกิดขึ้น
คำนี้มีความหมายเป็นที่เข้าใจกันอยู่โดยทั่วไปว่า หมายถึง วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระมหากษัตริย์ หรือวันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระบรมราชินี
ตรงนี้มีเรื่องอธิบายแทรกนิดหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของภาษาไทยครับ
คำว่า วันเฉลิมพระชนมพรรษา หมายถึงวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพอยู่แล้ว ดังนั้น จึงไม่ต้องใช้คำว่า วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา
เช่น ในรัชกาลปัจจุบัน วันที่ 28 กรกฎาคม เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษา กล่าวเพียงแค่นี้ก็ครบถ้วนแล้ว หรือถ้าจะกล่าวว่าวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2566 นี้เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพก็ถูกต้องเช่นเดียวกัน
ตรงนี้ดูให้ดีนะครับ วันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2566 เป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ แต่ไม่ใช่วันพระบรมราชสมภพ เพราะวันพระบรมราชสมภพมีเพียงวันเดียว คือวันที่ 28 กรกฎาคม พุทธศักราช 2495 คือเมื่อ 71 ปีมาแล้ว
เมื่อสองสามวันที่ผ่านมาผมเดินทางไปต่างจังหวัด เห็นป้ายถวายพระพรชัยมงคลที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นย่านนั้นจัดทำถวายพระพรแด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เห็นใช้คำว่า วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา
รู้สึกคันไม้คันมือ ทำท่าเป็นคุณครูสอนภาษาไทยวันละคำลงไปแก้ภาษาเดี๋ยวนั้นเลยทีเดียว
เดชะบุญที่หักห้ามใจไว้ได้ เลยเก็บความอัดอั้นคราวนั้นมาเขียนในบทความนี้ล่ะครับ
เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน พุทธศักราช 2566 ที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วันมานี้ เป็นวาระฉลองพระชนมายุแปดรอบ ของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระศาสนกิจ พระจริยวัตร และพระธรรมคำสอนตามหลักพระพุทธศาสนาของเจ้าพระคุณ สมเด็จพระสังฆราชพระองค์นั้นเป็นที่ประจักษ์แจ้งอยู่แล้วโดยทั่วไป และสุดปัญญาความสามารถของผมที่จะอธิบายขยายความได้ครบถ้วน
แต่ผมมีประสบการณ์ตรงเรื่องหนึ่งที่อยากจะเล่าให้ฟัง เพราะเห็นว่าตรงกับหัวข้อเรื่องการฉลองวันเกิดที่เรากำลังพูดอยู่นี้พอดี
เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง ในโอกาสที่ผมเข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์คราวหนึ่ง จำไม่ได้เสียแล้วว่าต้นเรื่องที่รับสั่งหรือผมกราบทูลเป็นเรื่องอะไร จำได้แต่เพียงว่า เจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชรับสั่งว่า “อาตมาเป็นคนอายุน้อย” แล้วทรงขยายความต่อไปว่า พระองค์มีพระชนมายุอยู่ในเขตวัยชราแล้ว ที่ว่า อายุน้อย คือเหลืออายุน้อยแล้ว
เพียงประโยคเดียวสั้นๆ แค่นี้ ก็ทำให้ผมประจักษ์ใจแล้วว่า ทรงตั้งอยู่ในความไม่ประมาท และผมก็อาจเอื้อมที่จะถือว่า รับสั่งครั้งนั้น ทรงเตือนให้ผมตั้งอยู่ในความไม่ประมาทด้วยเช่นกัน ถ้าผมไม่ประมาท ผมก็ต้องเร่งทำความดี เหมือนอย่างที่ท่านเจ้าพระคุณได้ทรงปฏิบัติอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเป็นแบบอย่างแล้ว
วันนี้ผมธรรมะธัมโมมาก
ผมขออนุญาตปิดจบย่อหน้าสุดท้ายว่า งานฉลองวันคล้ายวันเกิดของเราแต่ละคนในแต่ละรอบปี ในส่วนสรวลเสเฮฮาปาร์ตี้ไม่ว่ากันครับ เอาแต่พอสมน้ำสมเนื้อ การบุญการกุศลก็อย่าทอดทิ้ง
ขณะเดียวกันก็น่าจะเป็นโอกาสที่ได้คิดทบทวนกับตัวเองว่า ชีวิตที่ผ่านมาได้ทำอะไรมาแล้วบ้าง และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือชีวิตที่เหลืออยู่ในวันข้างหน้าเราจะทำอะไรต่อไป สิ่งที่เราจะทำต่อไปเป็นความดีแท้ หรือเป็นเพียงแค่การทำตามใจตัวเอง คิดให้รอบคอบรอบด้านนะครับ
ยิ่งอยู่ในวัย “ลุง” ป้าน้าอาแล้ว ยิ่งต้องสังวรระวังให้จงหนัก
รวมทั้งผมซึ่งเป็นลุงคนหนึ่งด้วย อิอิ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
