bg-single

ทุนอเมริกัน vs. ทุนจีนในบริบททุนนิยมโลก : (6) ทฤษฎีพัวพันอย่างสร้างสรรค์และโลกที่ดอลลาร์สหรัฐเป็นเจ้า

19.10.2023

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

 

ทุนอเมริกัน vs. ทุนจีนในบริบททุนนิยมโลก

: (6) ทฤษฎีพัวพันอย่างสร้างสรรค์และโลกที่ดอลลาร์สหรัฐเป็นเจ้า

 

โฮเฟิง หง ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย Johns Hopkins สหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์วิเคราะห์ความขัดแย้งของทุนอเมริกันกับทุนจีนในบริบทระบบทุนนิยมโลกปัจจุบันเมื่อต้นปี 2022 (https://thedigradio.com/podcast/clash-of-empires-w-ho-fung-hung/) ต่อจากตอนก่อนดังนี้ :

แดเนียล เดนเวอร์ : อาจารย์หงเขียนไว้ว่า “การที่รัฐบาลประธานาธิบดีคลินตันของสหรัฐก่อหวอดทฤษฎี ‘พัวพันอย่างสร้างสรรค์’ (constructive engagement) ขึ้นมาซึ่งเสนอว่าการค้าเสรีกับจีนอาจเสริมสร้างพลังอำนาจให้กับเหล่าวิสาหกิจเอกชนของจีนและชนชั้นกลางได้ และพลังเหล่านี้ก็จะไปผลักดันการเปิดเสรีทางการเมืองอีกที” นั้นเป็นแค่ “การอธิบายให้ความชอบธรรมย้อนหลัง” เท่านั้นเอง แต่อันที่จริงนี่มันเป็นความคิดหลักของทศวรรษ 1990 เลยทีเดียวนะครับ

อย่างงี้แล้วจะพูดได้ไหมครับว่าโวหารสากลนิยมแบบเสรีนิยมที่ว่านี้ซึ่งคอยปกป้องโลกาภิวัตน์แบบเสรีนิยมใหม่น่ะ เอาเข้าจริงมันปิดงำอำพรางแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่พื้นฐานยิ่งกว่าอยู่เสมอนั่นแหละ?

โฮเฟิง หง : ผมว่ามันเป็นคำอธิบายให้ความชอบธรรมแบบเฉพาะกิจนะครับ และเอาเข้าจริงผมเห็นว่ามันน่าทึ่งตะลึงงันที่มันเทียบเคียงได้กับการถกเถียงโต้แย้งทุกวันนี้เรื่องแซงก์ชั่นเลยทีเดียว อย่างเช่น กฎหมายสหรัฐ ที่ป้องกันการเกณฑ์แรงงานอุยกูร์ซึ่งจำกัดสินค้าเข้าจากจีนที่ผลิตด้วยแรงงานเกณฑ์น่ะ (https://www.cbp.gov/trade/forced-labor/UFLPA) มันเหมือนเรากำลังประสบพบเห็นการรื้อฟื้นข้อโต้แย้งถกเถียงสมัยทศวรรษ 1990 กลับขึ้นมาใหม่อีกครั้งก็ว่าได้ครับ

 

ตอนต้นทศวรรษที่ 1990 น่ะ พวกสากลนิยมแบบเสรีนิยมคิดว่าการแซงก์ชั่นเหล่านี้จะสร้างแรงจูงใจ กดดันให้จีนเปิดเสรีทางการเมือง ทว่าต่อมาหลังกลุ่มทุนการเงินวอลล์สตรีตกับเหล่าบรรษัทอเมริกันเป็นฝ่ายชนะเหนือพวกสากลนิยมแบบเสรีนิยมแล้ว รัฐบาลคลินตันก็กลับปรับเปลี่ยนไปใช้ทฤษฎีพัวพันแบบสร้างสรรค์แทน กล่าวคือ ไม่ต้องไปถงไปถามอะไรเรื่องสิทธิมนุษยชนกับจีนหรอก คุณแค่ค้าขายกับจีนไป แล้วในที่สุดคุณก็จะสร้างเสริมพลังอำนาจให้ชนชั้นกลางกับวิสาหกิจเอกชนของจีนขึ้นมาเอง ท้ายที่สุดแล้วถึงตอนนั้น ชนชั้นกลางกับวิสาหกิจเอกชนก็จะส่งเสริมประชาธิปไตยและการเปิดเสรีทางการเมืองในจีนเองนั่นแหละ

เนื่องจากพวกบรรษัทพากันล็อบบี้อย่างเข้มข้น ทฤษฎีพัวพันอย่างสร้างสรรค์นี้ก็เลยขึ้นครอบงำอยู่พักหนึ่ง แต่ก็เฉพาะช่วงปลายทศวรรษ 1990 เท่านั้นนะครับ ตอนนั้นน่ะแม้แต่ในบรรดานักวิชาการจีนศึกษาเองก็มีหลายคนที่เชื่อจริงๆ ว่าการพัวพันอย่างสร้างสรรค์จะใช้การได้

แต่แล้วทฤษฎีนี้ก็ถูกความจริงลดทอนความน่าเชื่อถือของมันลงไปตอนปลายทศวรรษที่ 1990 ต่อต้นทศวรรษที่ 2000 ในวงการจีนศึกษานั้น ผู้คนพากันหมดหวังที่จะเห็นพรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดเสรีในช่วงปลายทศวรรษที่ 1990 เพราะมีการปราบปรามการก่อความไม่สงบของแรงงาน นิกายศาสนาต่างๆ และในทิเบต รวมทั้งประเด็นปัญหาอื่นสารพัดตอนปลายทศวรรษที่ 1990

พอขึ้นต้นทศวรรษที่ 2000 มันก็นำไปสู่งานเขียนชุดใหม่ในทางจีนศึกษาซึ่งพยายามอธิบายความยืดหยุ่นคงทนของระบอบอำนาจนิยมจีนครับ

 

ช่วงทศวรรษที่ 1990 งานเขียนดังกล่าวตั้งคำถามว่าเมื่อไหร่ ทำไมและอย่างไรจีนถึงจะเปิดเสรีทางการเมือง หรือมิฉะนั้นก็อาจกระทั่งล่มสลายลงเหมือนสหภาพโซเวียต ตอนต้นทศวรรษที่ 2000 คำถามนี้หลีกทางให้แก่การอภิปรายในแวดวงนโยบายต่างประเทศและจีนศึกษาซึ่งล้อมรอบคำถามที่ว่าทำไมเอาเข้าจริงรัฐอำนาจนิยมจีนถึงได้เข้มแข็งขึ้นทั้งๆ ที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจ

งานศึกษาชิ้นแล้วชิ้นเล่าทยอยกันออกมาชี้ว่า บรรดาชนชั้นกลางกับผู้ประกอบการเอกชนในจีนหาได้สนใจการเปิดเสรีและการสร้างประชาธิปไตยไม่ ฉะนั้น แต่ไหนแต่ไรมาพวกเขาจึงสนับสนุนรัฐคอมมิวนิสต์อำนาจนิยม

ดังนั้น พอย่างเข้าต้นทศวรรษที่ 2000 อุดมคติเรื่องการพัวพันอย่างสร้างสรรค์กับการค้าเสรีก็ตายไปเงียบๆ ในทางเป็นจริงนะครับ มันกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะที่ยังจะมามัวเสนอแนะว่าการค้ากับการพัวพันทางเศรษฐกิจจะส่งเสริมการเปิดเสรีทางการเมืองในจีน แต่กระนั้นเหล่าบรรษัทอเมริกันก็ยังคงค้าขายและลงทุนในจีนต่อไปอยู่ดี

ความข้อนี้แสดงให้เห็นว่าทฤษฎีพัวพันอย่างสร้างสรรค์น่ะอันที่จริงก็เป็นแค่ม่านบางๆ ที่บดบังผลประโยชน์ของบรรษัทไว้เท่านั้นเองล่ะครับ

แดเนียล เดนเวอร์ : ในหนังสือของอาจารย์ อาจารย์เถียงว่าเศรษฐกิจบูมของจีนนั้นเกี่ยวพันกับเศรษฐกิจสหรัฐและระบบโลกซึ่งสหรัฐปกครองเกินกว่าที่จีนจะสามารถสร้างระเบียบต่างหากมาแข่งขันด้วยได้ จีนพึ่งพาอาศัยการส่งสินค้าออกไปสหรัฐ และสินค้าออกเหล่านั้นก็พึ่งพาอาศัยการที่จีนกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐมาไว้ เพื่อที่ว่าชาวอเมริกันจะสามารถใช้จ่ายเงินเกินตัวได้ และเพื่อที่ว่ารัฐบาลสหรัฐจะสามารถสำแดงแสนยานุภาพเกินตัวได้ด้วย ทว่าการแซงก์ชั่นอย่างหนักหน่วงเหลือเชื่อที่สุมใส่รัสเซียเผยให้เห็นว่าสหรัฐนั้นเต็มใจจะใช้อำนาจที่ตนได้จากการที่เงินสกุลดอลลาร์ครองความเป็นเจ้ามาเป็นอาวุธทางภูมิรัฐศาสตร์

การนี้จะกระตุ้นให้จีนแตกหักกับการครองความเป็นเจ้าของดอลลาร์สหรัฐในท้ายที่สุดไหมครับ หรือว่าโดยพื้นฐานแล้วมันเหลือวิสัยที่จีนจะทำอย่างนั้นต่อให้อยากทำก็ตาม?

 

โฮเฟิง หง : มันมีแรงจูงใจแน่ชัดให้จีนปลีกตัวออกมาจากการพึ่งพาอาศัยเงินสกุลดอลลาร์ครับ จีนกับรัสเซียตระหนักดีว่าสหรัฐเต็มใจจะใช้การที่พวกตนต้องพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์ในระบบธุรกรรมโลกมากดดันเอากับพวกตนในประเด็นขัดแย้งเรื่องภูมิรัฐศาสตร์และนโยบาย แล้วจีนเองก็มีแรงจูงใจให้ส่งเสริมการใช้เงินตราสกุลหยวนหรือเหรินหมินปี้ของตัวเองในธุรกรรมระหว่างประเทศด้วยเพื่อที่จะได้ไม่ต้องใช้เงินดอลลาร์ทำธุรกรรม

ตอนนี้น่ะธุรกรรมระหว่างจีนกับประเทศอื่นๆ ชำระบัญชีกันด้วยเงินสกุลดอลลาร์ครับ เวลาจีนซื้อน้ำมันจากแถบตะวันออกกลาง ก็ชำระบัญชีกันเป็นดอลลาร์ เวลาจีนส่งออกข้าวของไปเอเชียหรือไปแอฟริกา บริษัทจีนทั้งหลายก็เรียกเก็บเงินเป็นดอลลาร์ จีนได้เพียรพยายามส่งเสริมการใช้เงินสกุลหยวนทางสากล แต่ปัญหาคือมันมีความขัดแย้งขั้นมูลฐานในประเด็นนี้ครับ

การจะให้เงินตราสกุลหนึ่งกลายเป็นที่ยอมรับสำหรับใช้ชำระหนี้ได้กว้างขวางขึ้นนั้น เงินสกุลดังกล่าวต้องซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้อย่างเสรี หมายความว่าใครหน้าไหนก็แล้วแต่ที่ถือเงินสกุลนั้นอยู่ต้องสามารถค้าขายแลกเปลี่ยนมันกับเงินสกุลอื่นๆ หรือเอามันไปลงทุนในสิ่งต่างๆ ได้โดยง่าย ทว่าเงินตราสกุลของจีนยังซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ไม่เต็มที่ครับ เพราะพรรคคอมมิวนิสต์จีนลังเลอย่างยิ่งที่จะเปิดอ้าตลาดการเงินและระบบการเงินของตนออกมา

พวกเขาคิดว่าขืนเปิดอ้าระบบการเงินของตนออกมาเพื่อปล่อยให้เงินตราของตนซื้อขายแลกเปลี่ยนได้อย่างเสรี มันก็จะนำไปสู่การไหลเวียนเก็งกำไรของเงินร้อน แล้วจีนก็จะล่อแหลมอย่างยิ่งต่อพวกนักเก็งกำไรการเงินสากล

 

แดเนียล เดนเวอร์ : และจะว่าไปพวกเขาก็คิดไม่ผิดนะครับเรื่องนั้นน่ะ

โฮเฟิง หง : พวกเขาคิดไม่ผิดครับ ต้องบอกว่าพวกเขาคิดถูกเผงเลยเทียว สิ่งท้ายสุดที่จีนอยากเปิดอ้าออกมาก็คือระบบการเงินของตน และนี่คือเหตุผลที่ทำไมธนาคารต่างชาติทั้งหลายไม่ค้าขายเงินตราสกุลจีนอย่างเสรี ถ้าคุณทำมาหาเงินได้ในเมืองจีน มันยากมากนะครับที่จะเอาเงินนั้นออกมา มีบทลงโทษและระเบียบกฎเกณฑ์กำกับไม่ให้ทำเช่นนั้น ข้อความจริงที่ว่าเงินตราสกุลจีนซื้อขายแลกเปลี่ยนไม่ได้อย่างเสรีเป็นตัวคอยขัดขวาง ใครก็แล้วแต่ที่นึกอยากจะชำระบัญชีการค้าของตัวด้วยเงินสกุลหยวนครับ

ตัวอย่างเช่น สมัยรัฐบาลประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ของเวเนซุเอลา จีนเสนอปล่อยเงินกู้ให้เวเนซุเอลา แลกกับน้ำมัน แรกทีเดียวจีนเสนอปล่อยกู้ให้เป็นเงินสกุลหยวน ซึ่งชาเวซตอบว่า “ถ้าคุณปล่อยกู้เป็นเงินตราสกุลของคุณ ผมจะไปหาผู้ปล่อยกู้เจ้าเดิมแทน” ในที่สุด จีนต้องปล่อยกู้เป็นเงินดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้ชาเวซยอมรับเงินกู้ก้อนนี้

เวลาถือเงินดอลลาร์สหรัฐในมือ คุณซื้อของจากประเทศต่างๆ ได้สารพัดนะครับ จะเอาไปลงทุน และค้าขายแลกเปลี่ยนเงินตราก็ได้ แต่ถ้าถือเงินเหรินหมินปี้ละก็ โดยพื้นฐานแล้วคุณเอามันไปใช้ทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากซื้อของจากจีน ดังนั้น มันก็ยืดหยุ่นพลิกแพลงน้อยกว่า

ฉะนั้น มันจึงมีความขัดแย้งขั้นมูลฐานอยู่ล่ะครับระหว่างความกระหายใคร่ทำให้เงินหยวนใช้ได้ทั่วสากลเพื่อจะได้ลดการพึ่งพาอาศัยเงินดอลลาร์ลง กับความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีเรื่องการควบคุมระบบการเงิน

การทำให้เงินหยวนซื้อขายแลกเปลี่ยนได้แล้วใช้มันแทนเงินดอลลาร์จึงลำบากยากยิ่งด้วยเหตุนี้แหละครับ

 

ที่ผ่านมาเอาเข้าจริงเงินตราสื่อกลางที่จีนใช้ได้อย่างสบายใจได้แก่เงินสกุลยูโรครับ ข้อมูลบ่งชี้ว่า การค้าระหว่างรัสเซียกับจีนได้เลิกใช้เงินดอลลาร์เป็นสื่อกลางไปในรอบสิบปีหลังมานี้นับแต่เกิดวิกฤตไครเมีย เมื่อปี 2014 (“วิกฤตการณ์ไครเมีย ปมขัดแย้งรัสเซียยูเครน : ทันโลกกับที่นี่ Thai PBS”, 21 มกราคม 2565, https://www.youtube.com/watch?v=zvAqjz_EYbc) แต่กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปค้าขายกันด้วยเงินสกุลรูเบิลหรือหยวนนะครับ 80% ของการค้าระหว่างจีนกับรัสเซียชำระบัญชีกันด้วยเงินสกุลยูโรมากกว่า

การที่รัสเซียกับจีนหันไปใช้เงินสกุลยูโรค้าขายกันแทนดอลลาร์เผยให้เห็นสมมุติฐานของทั้งสองประเทศว่ามีลิ่มมหึมาตอกแยกสหรัฐกับยุโรปออกจากกันอยู่

แดเนียล เดนเวอร์ : ชั่วแต่มันไม่จริงอีกต่อไปแล้วนี่ครับหลังรัสเซียบุกยูเครนต้นปีนี้ (ค.ศ.2022)

โฮเฟิง หง : ใช่ครับ วิกฤตยูเครนส่งผลแปลกประหลาดผิดคาดสำหรับพวกเขาในสภาพที่สหรัฐกับยุโรปหันกลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันโดยพร้อมเพรียง ดังนั้น ข้อสมมุติฐานของพวกเขาก็ไม่จริงอีกต่อไป

เอาเข้าจริงนี่ก็เป็นสมมุติฐานของซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักแต่ก่อนด้วยนะครับ สมัยปลายทศวรรษที่ 1990 ต่อต้นทศวรรษที่ 2000 น่ะ ภูมิหลังประการหนึ่งของการที่สหรัฐรุกรานอิรักครั้งที่สองก็คือ เมื่อเงินตราสกุลยูโรถือกำเนิดขึ้นในจังหวะเปลี่ยนเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดนั้นน่ะ ซัดดัม ฮุสเซน มีความเข้าใจกันโดยพื้นฐานกับฝรั่งเศสและเยอรมนีว่าถ้าสองประเทศนั้นช่วยเขาทะลุทะลวงมาตรการห้ามค้าขายกับอิรักของสหประชาชาติแล้วละก็ น้ำมันอิรักจะหลั่งไหลออกขายในเงินสกุลยูโร ไม่ใช่ในเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ นี่นับเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อฐานะเป็นเจ้าของดอลลาร์สหรัฐตอนนั้นครับ

บางคนไปไกลถึงขั้นเถียงว่านี่เป็นเหตุผลรองรับอย่างหนึ่งที่ทำไมพวกอนุรักษนิยมใหม่หรือนีโอคอนส์ ในสหรัฐ (neoconservatives ดู เกษียร เตชะพีระ, “ภาคหนึ่ง : ระบอบบุช”, บุชกับทักษิณ: ระบอบอำนาจนิยมขวาใหม่ไทย-อเมริกัน, 2547) เห็นซัดดัม ฮุสเซน เป็นภัยคุกคาม กล่าวคือ เขาสามารถสั่นคลอนเสถียรภาพของตลาดน้ำมันและทำให้เงินสกุลยูโรเป็นตัวเลือกแทนเงินดอลลาร์สหรัฐได้ ดังนั้นเอง ซัดดัม ฮุสเซน รัสเซีย และจีนจึงสันนิษฐานเสมอมาว่าพวกเขาสามารถตอกลิ่มให้ยุโรปแตกแยกกับสหรัฐได้ด้วยการเลิกใช้เงินดอลลาร์ และหันไปใช้เงินยูโรแทน

แต่มาบัดนี้เราอยู่ในโลกที่ต่างออกไปและข้อสมมุติฐานนี้ก็ไม่จริงอีกต่อไปแล้วล่ะครับ

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!