
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
14 ตุลาฯ กับทหาร (5)
ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงเทพฯ
“ให้ปลดปล่อยผู้ต้องหาทั้ง 13 คนภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่เที่ยงวันที่ 12 ตุลาคมนี้ ถึงเที่ยงวันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม 2516 ถ้ายังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลเป็นที่พอใจ จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด”
ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
ด้วยเงื่อนไขของความเป็น “รัฐทหาร” ที่ดำเนินสืบทอดอำนาจมาอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลพวงโดยตรงของยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เริ่มเปิดภูมิทัศน์การเมืองใหม่ด้วยการยึดอำนาจในเดือนพฤศจิกายน 2490
รัฐประหารครั้งนี้ทำลายความฝันของปีกเสรีนิยมลงหมดสิ้น เพราะความคาดหวังอย่างสำคัญว่าการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 กับฝ่ายอักษะของผู้นำกลุ่มทหารอย่างจอมพล ป. พิบูลสงครามนั้น จะทำให้กลุ่มทหารชุดนี้น่าจะหมดโอกาสกลับเข้ามามีบทบาททางการเมือง
ความหวังเช่นนี้ดูจะเป็นความฝันใหญ่ เพราะไม่ใช่ปัญหาของการเมืองไทยฝ่ายเดียว แต่เป็นปัญหาของฝ่ายสัมพันธมิตรในฐานะ “รัฐผู้ชนะสงคราม” ที่จะมีส่วนอย่างสำคัญในการควบคุมทิศทางอนาคตการเมืองไทย
โดยเฉพาะในอีกส่วนคือ การกำหนดอนาคตของกองทัพไทย ที่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายอักษะในช่วงสงคราม
บริบทเปรียบเทียบ
หากเปรียบเทียบกับสถานการณ์หลังสงครามในเยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่นแล้ว บรรดาผู้นำฝ่ายอักษะที่พาประเทศเข้าสงคราม ล้วนจบลงด้วยชะตากรรมเดียวกันบน “ศาลอาชญากรสงคราม” ซึ่งผู้นำทหารไทยที่พาประเทศเข้าไปร่วมอย่างใกล้ชิดกับญี่ปุ่น กลับสามารถพาตัวเองรอดจากการถูกแขวนคอมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
เช่นเดียวกับที่ฝ่ายสัมพันธมิตรตัดสินใจไม่ส่งกำลังทหารเข้ายึดครองประเทศ พร้อมกับปลดอาวุธของกองทัพไทยในฐานะประเทศ “ผู้แพ้สงคราม” การดำเนินการจึงมีเพียงการปลดอาวุธกองทัพญี่ปุ่นเป็นสำคัญ
ลองคิดเปรียบเทียบเล่นๆ ว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าไทยถูกปฏิบัติด้วยสถานะของการเป็น “รัฐแพ้สงคราม” ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่ใช่เพียงกำลังสัมพันธมิตรจะเข้าควบคุมประเทศเช่นในตัวแบบของเยอรมนีและญี่ปุ่นเท่านั้น แต่นัยสำคัญคือการเข้ามาปลดอาวุธกองทัพไทย และนำไปสู่การ “สลายกองทัพเก่า” พร้อมกับการจัดตั้ง “กองทัพไทยใหม่” ภายใต้การควบคุมของสัมพันธมิตร
ซึ่งประเด็นนี้เป็นข้อเรียกร้องของรัฐบาลอังกฤษ แต่ก็ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ
ในอีกด้านหนึ่งถ้าไทยแพ้สงคราม สิ่งที่จะเกิดคือฝ่ายสัมพันธมิตรจะทำในแบบเดียวกันกับญี่ปุ่นคือการเข้าจัดอำนาจทางการเมืองใหม่ พร้อมกับออกแบบโครงสร้างทางการเมืองของประเทศใหม่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริงแล้ว เราจะมีรัฐธรรมนูญที่ถูกออกแบบโดยฝ่ายสัมพันธมิตร (เหมือนในกรณีของญี่ปุ่น) แต่สหรัฐดูจะไม่ตอบรับกับทิศทางเช่นนี้ โดยถือหลักการว่า ไทยไม่ใช่ประเทศที่แพ้สงคราม
การไม่ถูกฝ่ายสัมพันธมิตรดำเนินการในฐานะการเป็นรัฐผู้แพ้ ย่อมเป็นช่องทางที่กองทัพซึ่งมีความเป็น “เสนานิยม” สามารถกลับเข้าสู่เวทีการเมืองได้ไม่ยาก พร้อมกับการดำรงอยู่ของโครงสร้างอำนาจการเมืองในแบบเดิม ที่ไม่ถูกรื้อไปกับเงื่อนไขสงคราม และยิ่งเมื่อผสมเข้ากับการขยับตัวของฝ่าย “อนุรักษนิยม” ที่ประสานเข้ากับฝ่าย “จารีตนิยม” ในช่วงจากสงคราม และมีอิทธิพลมากขึ้นในช่วงหลังสงครามนั้น เงื่อนไขเช่นนี้ทำให้การดำรงอำนาจของฝ่าย “เสรีนิยม” ที่เป็นผลพวงจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475
และการเข้าร่วมกับสัมพันธมิตรในฐานะของขบวนการต่อต้านญี่ปุ่นหรือ “เสรีไทย” นั้น กำลังเผชิญกับความท้าทายอย่างมีนัยยะสำคัญ และภาวะเช่นนี้ยังถูกถาโถมจากการก่อตัวของสงครามเย็นในเอเชียอีกด้วย
เราอาจกล่าวเป็นข้อสังเกตได้ว่า เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลง การดำรงอยู่ของฝ่ายเสรีนิยม ที่ขับเคลื่อนผ่านรัฐบาลพลเรือนนั้น มีข้อจำกัดและความท้าทายมากขึ้น และเมื่อเกิดการปะทะในบริบทของพลังอำนาจระหว่าง “อนุรักษนิยม + จารีตนิยม + เสนานิยม vs เสรีนิยม” แล้ว สิ่งที่ตามมาคือ รัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นการยึดอำนาจครั้งแรกของกองทัพไทยในยุคหลังสงครามโลก
การกลับเข้าสู่อำนาจครั้งนี้ เป็นการปูพื้นฐานอย่างมีนัยยะสำคัญต่อการกำเนิดของ “ระบอบทหาร” หรือเป็นต้นทางของกระบวนการสร้าง “ลัทธิเสนานิยม” (Militarism) ในสังคมไทยสมัยใหม่ ซึ่งไม่ใช่เพียงการเริ่มต้นสถาปนาอำนาจของฝ่ายอนุรักษนิยม-จารีตนิยมในยุคหลัง 2475 เท่านั้น หากยังผนวกเข้ากับการขยายอิทธิพลทางการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐ ที่มีความเป็น “จักรวรรดินิยม” โดยขับเคลื่อนผ่านการต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ทั้งในเวทีโลก และในการเมืองเอเชีย ด้วย “ยุทธศาสตร์ปิดล้อม” (Containment Policy)
ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ทำให้สหรัฐมีส่วนอย่างสำคัญต่อการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ลัทธิเสนานิยม พร้อมกับสนับสนุนกลุ่มการเมืองที่เป็นอนุรักษนิยมและจารีตนิยมในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ด้วย
ทิศทางการเมืองไทยเช่นนี้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องนับจากรัฐประหาร 2490 เป็นต้นมา ดังจะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนรัฐบาลไม่ว่าจะในรูปแบบใดก็ตาม หรือแม้จะเปลี่ยนโดยการยึดอำนาจ ก็จะไม่กระทบต่อการสร้างพันธมิตรระหว่าง “อนุรักษนิยม + จารีตนิยม + เสนานิยม + จักรวรรดินิยม”
ทั้งยังเกิดความต่อเนื่องของชุดความคิดในการสร้างระบอบทหารที่เข้มแข็ง ด้วยความสนับสนุนจากสหรัฐ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ในไทย
ความสืบเนื่องและการสืบทอดอำนาจ
ความสืบเนื่องเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่ารัฐประหารที่เกิดไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลวหลังการยึดอำนาจในปี 2490 แล้ว ไม่ได้เปลี่ยนทิศทางการเมืองไทยดังเช่นที่กล่าวแล้วในข้างต้นแต่อย่างใด และแม้จะเกิดการต่อต้านระบอบทหาร แต่ก็ไม่เคยประสบผลสำเร็จแต่อย่างใด ดังจะเห็นได้ว่าอำนาจเปลี่ยนผ่านจากมือของจอมพล ป. ไปสู่จอมพลสฤษดิ์ และต่อมาคือจอมพลถนอมนั้น ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของการ “สืบทอดอำนาจ” ของ 3 จอมพลที่อำนาจดำรงอยู่ภายใต้ระบอบทหาร
แม้จะมีปรากฏการณ์รัฐประหาร 2500 ที่นำไปสู่การสิ้นสุดของระบอบพิบูลสงคราม แต่ก็เป็นการเปลี่ยนจากระบอบทหารของจอมพลคนหนึ่ง ไปสู่จอมพลอีกคนหนึ่งเท่านั้นเอง และเมื่อจอมพลคนหนึ่งเสียชีวิตจากปัญหาสุขภาพ ระบอบทหารของอีกจอมพลหนึ่งก็ถือกำเนิดขึ้น เพื่อสืบทอดอำนาจของความเป็นระบอบทหารต่อไป จนดูเหมือนว่า ระบอบทหารไทยจะเป็นสิ่งที่มี “ความคงทนทางการเมือง” อย่างมาก เพราะการดำรงอยู่ของระบอบทหารมีความต่อเนื่อง และสังคมเองก็ไม่ได้มีพลังมากพอที่จะเป็น “คานงัด” กับอำนาจของทหารได้
ภาวะเช่นนี้อาจกล่าวในภาพรวมได้ว่า ภาคสังคมหรือ “ประชาสังคม” ของไทยนั้น ไม่เข้มแข็ง หรือกล่าวในทางทฤษฎีในอีกด้านว่า สังคมไทยจากยุคหลังสงครามโลกไม่ได้มีชนชั้นกลางเป็นจำนวนมากที่เข้มแข็งรองรับไว้เช่นในแบบสังคมตะวันตก และความเข้มแข็งของชนชั้นกลางเช่นนี้ จะเป็นปัจจัยของการสร้างความเข้มแข็งของประชาสังคมด้วย (แม้จะฟังดูเป็นทฤษฎีรัฐศาสตร์ตะวันตกก็ตาม!)
ดังนั้น จึงไม่แปลกนักที่ชนชั้นกลางไทยในเงื่อนไขเช่นนี้จะเป็น “กลุ่มข้าราชการ” แต่กลุ่มข้าราชการดังกล่าวก็กลายเป็นฐานรองรับการสร้าง “รัฐราชการ” ที่เป็นผลผลิตของระบอบทหารไทย มากกว่าจะเป็นฐานล่างของระบอบประชาธิปไตย
แต่เมื่อการพัฒนาระบบทุนนิยมเกิดขึ้นภายใต้ระบอบทหารในยุคของจอมพลสฤษดิ์นั้น ผลสืบเนื่องอย่างสำคัญคือ การพาประเทศไทยเข้าสู่ “ยุคการพัฒนา” ตามทฤษฎีของการสร้าง “ความเป็นสมัยใหม่” (Modernization Theory) [จะเรียกว่าเป็นในแบบของอเมริกันหรือไม่ก็ตาม!]
สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนคือ การขยายตัวของ “ชนชั้นกลางใหม่” ที่อยู่นอกระบบราชการ โดยเฉพาะเป็นผลของการขยายการศึกษาในระดับอุดมศึกษา อันทำให้นิสิตนักศึกษากลายเป็นคนกลุ่มใหม่ในทางการเมือง และเมื่อประสานเข้ากับการขยายตัวของลัทธิเสรีนิยม ที่ไหลเข้าสู่สังคมไทยในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลอย่างสำคัญของยุคสงครามเวียดนาม คนหนุ่มสาวเหล่านี้จึงกลายเป็น “พลังใหม่” ในทางการเมือง พร้อมการสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่เป็นพื้นฐานของลัทธิเสรีนิยมแต่เดิมคือ กระแส “ต่อต้านเสนานิยม” (Anti-Militarism)
กระแสต่อต้านเสนานิยมเช่นนี้ ถูกตอกย้ำด้วยความไร้ประสิทธิภาพทั้งของตัวผู้นำทหาร และระบอบทหาร อันเป็นผลของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะวิกฤตการณ์พลังงาน 2516 และสำทับด้วยกระแสความไม่พอใจของคนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุ่งใหญ่นเรศวร บทบาทของ พ.อ.ณรงค์ (บุตรชายจอมพลถนอม) ตลอดรวมถึงการต่ออายุราชการให้ตนเองทั้งของตัวจอมพลถนอมในปี 2514 และจอมพลประภาสในปี 2516
อีกทั้งยังเกิดปัญหาความแตกแยกภายในของระบอบทหารเองด้วย
สู่จุดจบ!
การจับกุมกลุ่มผู้แจกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 ตุลาคม 2516 จึงกลายเป็นการ “จุดไฟ” ของการต่อต้านรัฐบาลให้ลุกโชนขึ้นอย่างรวดเร็ว และอย่างคาดไม่ถึงด้วย…
หากย้อนเวลากลับไปในต้นเดือนตุลาคม 2516 แล้ว ผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำรัฐบาลอย่างจอมพลถนอม จอมพลประภาส พ.อ.ณรงค์ แม้ผู้นำทหารฝ่ายตรงข้ามอย่าง พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ตลอดรวมถึงผู้นำนักศึกษาในยุคนั้น อาจจะไม่ได้คาดคิดว่า การเริ่มจุดไฟแห่งการประท้วงที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันที่ 8 ตุลาคม จะนำไปสู่เหตุการณ์ที่ “ยิ่งใหญ่” ในทางการเมืองสำหรับสังคมไทย และนำไปสู่จุดสิ้นสุดของรัฐบาลทหารของจอมพลถนอมอย่างไม่คาดคิด… เป็นครั้งแรกที่พลังประชาชนลุกขึ้นสู้ และประสบความสำเร็จในการโค่นล้มระบอบทหาร
เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นความสำเร็จทางการเมืองอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนอย่างแน่นอน… ไม่มีใครคาดเลยว่าประชาชนจะออกมาบนถนนเป็นเรือนแสน ซึ่งตัวเลขของสื่อมวลชนในขณะนั้น ประเมินว่าผู้ร่วมชุมนุมบนถนนราชดำเนินในวันที่ 14 ตุลาคม มีจำนวนราว 5 แสนคน ซึ่งโดยตัวเลขการชุมนุมเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่านับจากการลุกขึ้นสู้ในเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว การชุมนุมทางการเมืองจะไม่มีโอกาสที่จะมีผู้เข้าร่วมการชุมนุมเป็นจำนวนหลักแสนเช่นในครั้งนั้นอีกแล้ว
ถ้ามองผ่านในบริบทการเมืองโลกแล้ว เราอาจเปรียบเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นดัง “ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงเทพฯ” หรือ “The Bangkok Spring” เช่นที่เราเห็นถึงจิตใจที่กล้าหาญในการลุกขึ้นสู้ในวันที่ 5 มกราคม 2511 ของคนหนุ่มสาวและบรรดาเสรีชนในเชโกสโลวาเกีย ที่แม้ในที่สุดพวกเขาจะพ่ายแพ้ต่อการใช้กำลังเข้าปราบปรามของกองทัพสหภาพโซเวียต แต่การต่อสู้ของพวกเขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ฤดูใบไม้ผลิที่กรุงปราก” (The Prague Spring 1968)…
5 ปีหลังจากการลุกขึ้นสู้ที่ปราก การต่อสู้ที่กรุงเทพฯ ก็ได้รับชัยชนะ แม้จะอยู่กันคนละภูมิภาค แต่ก็สู้ด้วยวัตถุประสงค์เดียวกันในการโค่นล้มระบอบอำนาจนิยม แต่ความยั่งยืนของฤดูใบไม้ผลิก็เป็นความท้าทายที่สำคัญหลังความสำเร็จในปี 2516!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
