bg-single

รัฐนาวาไทย 2567 (1) ความท้าทาย 5 ประการ | สุรชาติ บำรุงสุข

03.01.2024

“เราสูญเสียความเร็ว และดังนั้น เราจะเสียเวลา เวลาที่มีค่าถ้าสูญเสียไปแล้ว จะไม่สามารถเอาคืนกลับมาได้”

กัปตัน Jack Sparrow
ในภาพยนตร์เรื่อง Pirates of The Caribbean

 

 

การฟื้นฟูสถานะของประเทศไทยในปีใหม่ 2567 เป็นวาระสำคัญที่ท้าทายรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เนื่องจากประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาและวิกฤตทั้งภายในและภายนอกหลายเรื่อง

อย่างน้อยถ้าพิจารณาในกรอบเวลา 10 ปีแล้ว วิกฤตรัฐประหาร 2557 เป็นจุดตั้งต้นที่สำคัญของวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งในปีใหม่นี้จะเป็นระยะเวลาครบรอบ 1 ทศวรรษ

ดังนั้น หากพิจารณาในมิติของเวลาแล้ว ในระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมาจึงเป็นเสมือนกับ “ทศวรรษที่หายไป”

เพราะการเมืองไทยในช่วงทศวรรษนี้ อยู่ภายใต้การควบคุมของผู้นำรัฐประหารอย่างเห็นได้ชัด

แม้การเลือกตั้งจะเกิดในปี 2562 แต่ก็ตามมาด้วยความสำเร็จในการจัดตั้ง “ระบอบพันทาง” (hybrid regime) ที่ทำให้นายกรัฐมนตรีจากระบอบรัฐประหาร ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในระบอบเลือกตั้ง ได้อย่างที่ต้องการ

จึงเป็นดังการเลือกตั้งที่ “ไม่เสียของ” เพราะทำให้อำนาจทางการเมืองยังอยู่ในมือของผู้นำรัฐประหารต่อไป โดยมีการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรม

แต่การเลือกตั้ง 2566 เปลี่ยนไป… ผู้นำรัฐประหารไม่ประสบความสำเร็จในการกลับเข้าสู่อำนาจเช่นก่อนหน้านั้น แต่ก็ใช่ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้อย่างที่ต้องการ

ดังนั้น หากย้อนพิจารณาผลจาก 1 ทศวรรษที่ผ่านมา การฟื้นฟูประเทศไทยย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ประเทศไทยได้สูญเสียแรงขับเคลื่อนในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา อย่างที่ไม่อาจเรียกคืนได้

 

สูญเสียแรงขับเคลื่อน

ฉะนั้น ถ้าประเทศไทยเป็น “รัฐนาวา” ก็อาจไม่แตกต่างจากที่กัปตันแจ๊ก สแปร์โรว์ กล่าวในข้างต้น… ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา รัฐนาวาไทยได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การสูญเสียความเร็วในการพาประเทศเดินไปข้างหน้า

หรือโดยนัยก็คือการสูญเสียเวลาของประเทศไทย ซึ่งสัจธรรมที่ปฏิเสธไม่ได้คือ เวลาที่เสียไปเลยจะไม่สามารถเอาคืนกลับมาได้

การสูญเสียสถานะของประเทศในรอบ 1 ทศวรรษเช่นนี้ ทำให้รัฐบาลปัจจุบันควรต้องกำหนดทิศทางการฟื้นฟูประเทศใน 5 ด้านหลัก

ดังนี้

 

1) การฟื้นฟูสถานะทางการเมือง :
สร้างการเมืองไทยให้เป็นประชาธิปไตยและมีนิติรัฐ

ผลพวงทางการเมืองที่สำคัญจากความสำเร็จของการรัฐประหาร 2557 คือการทำให้การเมืองไทยถอยกลับสู่ระบอบการปกครองของทหารอีกวาระหนึ่งอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งที่รัฐประหาร 2549 ได้สร้างปัญหาอย่างมีนัยสำคัญให้กับการเมืองไทยมาแล้ว โดยเฉพาะสถานะของประเทศในเวทีระหว่างประเทศตกลง

และเมื่อเกิดรัฐประหารซ้ำอีกในปี 2557 ก็ยิ่งเป็นภาพสะท้อนที่สำคัญของความไร้เสถียรภาพทางการเมืองของประเทศ และการแก้ปัญหาความขัดแย้งจบลงด้วยการยึดอำนาจ ซึ่งถือเป็นมาตรฐานของ “การเมืองในประเทศโลกที่ 3” หรือที่เรียกในอีกมุมหนึ่งได้ว่า “การเมืองของประเทศด้อยพัฒนา” หรือจะเรียกให้สบายใจสักหน่อยได้ว่า “การเมืองของประเทศกำลังพัฒนา”

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เส้นแบ่งที่แยกระหว่าง “ความด้อยพัฒนา” กับ “กำลังพัฒนา” นั้น อาจเป็นเพียงเส้นบางๆ ที่แบ่งขาดจากกันได้ยาก

แต่หนึ่งในสัญลักษณ์ของประเทศเหล่านี้คือ รัฐประหารและการปกครองของรัฐบาลทหาร พร้อมกับการมีรัฐบาลพลเรือนที่อ่อนแอ

และในบางกรณีอาจจะอ่อนแอมากด้วย จนการแทรกแซงทางการเมืองของผู้นำทหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง อันทำให้การเมืองมีสภาวะของความไร้เสถียรภาพ

จนนักรัฐศาสตร์ส่วนหนึ่งที่ศึกษาการเมืองในประเทศเหล่านี้มีข้อสังเกตว่า รัฐประหารครั้งก่อนคือคำตอบถึงการรัฐประหารครั้งหน้า เพราะเมื่อเกิดขึ้นแล้วครั้งหนึ่ง ก็จะมีอีกครั้งตามมา

การเมืองไทยดูจะติดกับดักอยู่กับภาวะเช่นนี้ เพราะทุกครั้งที่มีปัญหาความขัดแย้งเกิดขึ้น เรามักจะมีคำถามตามมาว่า จะมีรัฐประหารหรือไม่

และแม้จะมีการเลือกตั้งเกิดกี่ครั้งก็ตาม แต่สังคมยังคงมีความกังวลกับการรัฐประหารไม่ต่างจากเดิม

ซึ่งหากเปรียบเทียบแล้ว จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย เช่น ในอินโดนีเซียนั้น ข่าวเรื่องการรัฐประหารได้จบไปแล้ว แต่ข่าวการยึดอำนาจยังคงมีอยู่มากในสังคมการเมือง เช่น ไทย และเมียนมา

ดังนั้น รัฐบาลพลเรือนในปี 2567 จะต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางการเมือง เพื่อให้สังคมทั้งภายในและภายนอกเกิดความมั่นใจ

โดยจะต้องแสดงให้เห็นว่าการเมืองในระบอบการปกครองของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้น แม้จะมีสภาพเป็น “รัฐบาลผสม” แต่ก็มีขีดความสามารถและมีประสิทธิภาพที่จะดำเนินการขับเคลื่อนประเทศไปได้จริง รวมทั้งจะต้องแสดงถึงการมี “บรรทัดฐานสากลนิยม” เช่น ปัจจัยทางด้านประชาธิปไตย นิติรัฐ สิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ เป็นต้น

ฉะนั้น เข็มมุ่งที่สำคัญของรัฐบาลในการฟื้นฟูสถานะทางการเมืองของประเทศจึงได้แก่ การทำการเมืองให้เป็นมาตรฐานสากลของความเป็นประชาธิปไตย

และการมีนิติรัฐในกระบวนการเมืองของประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันว่า ประเทศไทยจะอยู่ในเวทีระหว่างประเทศด้วยการมีระบอบการเมืองที่เป็นมาตรฐานสากลเช่นระบอบการเมืองของประเทศที่พัฒนาแล้ว อีกทั้งจะไม่เปิดโอกาสให้ประเทศถอยกลับสู่ความเป็น “อนารยะทางการเมือง” ในรูปแบบการปกครองของระบอบอำนาจนิยมทหาร

ดังจะเห็นได้ว่าในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปี การเมืองไทยมีรัฐประหารถึง 2 ครั้ง (2549 และ 2557) อย่างไม่น่าเชื่อ อันทำให้เกิดความเชื่ออย่างมากว่า แล้วรัฐประหารก็คงเกิดขึ้นอีกในอนาคต ทั้งที่การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองถูกผลักดันให้เดินหน้ามากขึ้น แม้จะยังคงมี “เงามืด” ของผู้นำรัฐประหารเดิมทาบทับอยู่ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ปี 2567 “เงามืดของระบอบรัฐประหาร” อาจจะคลายออกด้วยการสิ้นสุดอำนาจของวุฒิสภาที่มาจากคณะรัฐประหาร การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกจะเป็นเรื่องสำคัญในปีใหม่ แต่ต้องไม่ลืม “เงามืด” อีกชุดของยุทธศาสตร์ชาติ ที่ยังกดทับการเมืองไทยต่อไป

 

2) การฟื้นฟูสถานะทางเศรษฐกิจ :
สร้างพลังขับเคลื่อนของ 5 หัวรถจักร

ประเทศไทยไม่ได้แตกต่างจากประเทศอื่น ที่ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาต้องเผชิญกับวิกฤตทับซ้อนกัน ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญกับปัญหาสังคม-เศรษฐกิจของประเทศนับตั้งแต่การระบาดใหญ่ในปี 2563 จนถึงต้นปี 2566 เมื่อองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศว่า สภาวะของการระบาดใหญ่ได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

แต่แล้วอย่างไม่คาดคิด ในต้นปี 2565 กองทัพรัสเซียตัดสินใจบุกยูเครน จนกลายเป็นสงครามใหญ่ในเวทีโลก

และในตอนกลางปี 2566 กลุ่มฮามาสเปิดปฏิบัติการโจมตีอิสราเอล อย่างที่ไม่มีใครคาดคิด

เหตุการณ์ใหญ่ 3 ชุดเกิดขึ้นต่อเนื่อง และส่งผลอย่างมีนัยสำคัญที่นำไปสู่วิกฤตอีก 7 ชุดในเวทีโลก ได้แก่ วิกฤตโรคระบาด วิกฤตสงคราม วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตพลังงาน วิกฤตอาหาร วิกฤตความยากจน และวิกฤตผู้อพยพ

ซึ่งแน่นอนว่าวิกฤตเหล่านี้มีผลกระทบกับสภาวะทางเศรษฐกิจโลก และขณะเดียวกันก็กระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วย

การเร่งฟื้นฟูสถานะเศรษฐกิจของประเทศจึงเป็น “โจทย์แรก” ของทุกรัฐบาลทั่วโลก และสำหรับประเทศไทยแล้ว ความหวังดูจะแขวนอยู่กับ 4 ปัจจัยหลัก คือการท่องเที่ยว การส่งออก การลงทุนจากภายนอก และการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในผ่านกระบวนการประชานิยมทางเศรษฐกิจ

ปัจจัยทั้ง 4 จึงเป็นเสมือน “หัวรถจักรทรงพลัง” ที่จะลากและพาเศรษฐกิจไทยให้วิ่งไปข้างหน้า

ฉะนั้น การสร้างพลังของ 4 หัวรถจักรนี้ จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง ดังจะเห็นจากความเป็นจริงว่า หัวรถจักรทั้ง 4 นี้ ยังไม่มีพลังพออย่างที่หวัง

รัฐบาลจึงหวังที่จะมี “หัวรถจักรตัวที่ 5” ที่อาจถือเป็นหัวรถจักรนำสมัยคือ “พลังซอฟต์เพาเวอร์” (soft power) ที่จะมาช่วยลากเศรษฐกิจไทยอีกแรง

ดังนั้น การขับเคลื่อนหัวรถจักรทั้ง 5 แรงจึงเป็นความท้าทายที่สำคัญสำหรับรัฐบาลในปี 2567

แต่ “หัวรถจักรซอฟต์เพาเวอร์” อาจจะไม่มีพลังอย่างที่คิด เพราะการขาดความเข้าใจที่ชัดเจนในเชิงแนวคิด และการประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดพลังอาจจะไม่ง่ายและให้ผลตอบแทนได้รวดเร็วอย่างที่หวัง

 

3) การฟื้นฟูสถานะของชีวิตของผู้คนในสังคม :
ฤๅยาประชานิยมจะไม่แรงเท่าเดิมหรือไม่?

แรงกระแทกจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ในปี 2563 มีผลอย่างมากต่อชีวิตของคนในทุกสังคม ในภาวะเช่นนี้ สังคมเองก็ประสบปัญหาอย่างรุนแรง จนต้องถือเป็น “วิกฤตความมั่นคงของมนุษย์” อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน

ไม่ว่าจะเป็นการปิดตัวของธุรกิจและภาคการผลิต การตกงาน การขยายตัวของความยากจน

และวิกฤตชุดนี้ยังถูกถาโถมจากวิกฤตสงครามยูเครน ที่ทำให้ปัญหาความมั่นคงของมนุษย์มีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลต่อปัญหาค่าครองชีพของคนในสังคม อีกทั้งถูกโถมอีกจากสถานการณ์การโจมตีอิสราเอล และสงครามในกาซา

สภาวะเช่นนี้ทำให้ชีวิตของผู้คนในสังคมไทยต้องเผชิญกับปัญหาค่าครองชีพในชีวิตประจำวันอย่างมาก อีกทั้งวิกฤตโควิดเองที่แม้การระบาดของโรคจะสิ้นสุดลง แต่ผลกระทบจากปัญหาในมิติทางสังคมเศรษฐกิจยังมีอยู่มาก และถูกกระทบมากขึ้นอีกจากปัญหาสงคราม 2 ชุด

ดังจะเห็นได้จากภาพรวมว่า ชีวิตของผู้คนในสังคมมีปัญหาความมั่นคงมากขึ้น และเผชิญกับแรงกดดันของปัญหาทางเศรษฐกิจ จากค่าครองชีพที่สูงขึ้น

ความหวังของรัฐบาลที่จะลดทอนความรุนแรงของปัญหาคือ การใช้ “ยาประชานิยม” ที่จะช่วยให้อาการของ “ความป่วยไข้ของสังคม” ในมิติความมั่นคงของมนุษย์ได้ทุเลาลงในปี 2567 ซึ่งยาชุดนี้ดูจะเป็นความท้าทายอย่างมากสำหรับการฟื้นฟูชีวิตของผู้คนในสังคม

และหวังอีกด้วยว่า การฟื้นฟูชีวิตคนในบริบทของความมั่นคงของมนุษย์นั้น หัวรถจักรทั้ง 5 หัวจะเป็นตัวลากจูงที่สำคัญที่ทำให้ชีวิตผู้คนในยุคหลังโควิดและยุคสงครามยูเครนและกาซากลับมาเป็นปกติได้มากขึ้น

การให้ “ยาประชานิยม” จึงเป็นความท้าทายต่อรัฐบาลอย่างมากในปี 2567 ว่า จะแก้ความป่วยไข้ และทำให้สังคมกลับมาฟื้นตัวอีกได้จริงเพียงใด!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!