
ถ้าเราสังเกตการเมืองไทยในช่วงปัจจุบัน จะเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มขวาจัดสุดโต่งกำลังมีการสร้าง “กระแสรัฐประหาร” อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ โดยหันไปหยิบเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงในสังคนมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว เช่น ปัญหาเงินดิจิทัล ปัญหาความเห็นต่างระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย ปัญหาบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ตลอดรวมถึงบทบาทในการช่วยเปิดเวทีสันติภาพเมียนมา เป็นต้น
การปลุก “กระแสขวาจัด” เช่นนี้ ในอีกทางหนึ่งดูจะสอดรับกับความรู้สึกของผู้คนบางส่วนในสังคมที่ไม่ตอบรับกับรัฐบาล และยังหวังที่จะดึงคนกลางๆ ที่อาจไม่พอใจกับนโยบายรัฐบาล ให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวอีกครั้ง อย่างน้อยการตั้งเวทีการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลคือ คำยืนยันถึงความพยายามในเรื่องนี้
นอกจากนี้มีประเด็นล่าสุดคือ การหยิบคำพูดของนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีกลาโหม ที่เสนอว่า กองทัพอาจจะซื้อข้าวจากกรณีจำนำข้าวที่ถูกเก็บไว้นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 มาเลี้ยงกำลังพล อันทำให้เกิดการก่อกระแสในกองทัพอย่างมากว่า นักการเมืองกำลังจะเอาข้าวเก่าที่มีปัญหามาเลี้ยงทหาร แม้คำพูดดังกล่าวจะมีคำพูดที่เป็นเงื่อนไขต่อท้ายก็ตาม แต่ก็ดูจะไม่มีใครสนใจ
การดำเนินการเช่นนี้เป็นความหวังของกลุ่มขวาจัดว่า พวกเขาจะ “กระตุ้นกระแสรัฐประหาร” ในหมู่กำลังพลทหารในระดับต่างๆ ด้วยการสร้างทัศนะว่า “รัฐบาลดูถูกทหาร … ด้อยค่าทหาร” และหวังในสุดท้ายว่า กำลังพลในกองทัพจะออกมาร่วมการเคลื่อนไหวกับกลุ่มขวาจัดในการต่อต้านรัฐบาล ดังเช่นตัวอย่างในยุคก่อนรัฐประหาร 2547 และ 2557 ที่กำลังพลส่วนหนึ่งออกมาเปิดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอย่างชัดเจน
ตัวอย่างของการก่อกระแสในกองทัพที่ปรากฏในโลกออนไลน์ เช่น ทหารมีหน้าที่ปกป้อง ‘สถาบัน’ ไม่ใช่ปกป้อง รัฐบาลข้าวเน่า‘ เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็นทิศทางชัดเจนในการปลุกระดมทหาร
จนเราอาจกล่าวเป็น “ยุทธศาสตร์ของนักรัฐประหาร” ได้ว่า ถ้าจะทำให้การยึดอำนาจประสบความสำเร็จ ผู้นำฝ่ายขวาจัดจะต้องสร้างทัศนะในกองทัพให้มีทิศทางไปในทางเดียวกับฝ่ายตนในการต่อต้านรัฐบาลพลเรือน และคนในกองทัพต้องทำตัวไม่เป็นอุปสรรคต่อการยึดอำนาจของผู้นำทหารขวาจัด
ขณะเดียวกันเงื่อนไขอีกประการที่สำคัญคือ การรัฐประหารจะสำเร็จได้จริง จะต้องได้รับความสนับสนุนจากสังคม ดังจะเห็นได้จากทั้งรัฐประหาร 2547 และ 2557 ที่มีการ “ปลุกระดมมวลชน” อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่เป็นสื่อกระแสหลักและกระแสรองควบคู่กันไป รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นของบุคคลที่มีอิทธิพลในการชี้นำสังคม เพื่อสร้าง “ประชามติรัฐประหาร” หรือสร้างภาพของการสนับสนุนของกระแสสังคมต่อรัฐประหารที่กำลังจะเกิดขึ้น
ดังนั้น ถ้าใช้ในแบบสำนวนไทยแล้ว การก่อกระแสรัฐประหารคือ “การโยนหินถามทาง” เพื่อหวังว่า กระแสสังคมจะตอบรับกับการเตรียมการรัฐประหารนั่นเอง
ดังจะเห็นการโพสต์ในโลกออนไลน์อย่างท้าทาย เช่น “ยอมแลกกันไหม … ถ้าเกิดรัฐประหาร ได้ยกเลิกโครงการดิจิทัล“ หรือการตั้งคำถามว่า “จะมีใครสนับสนุนรัฐประหารไหม เพื่อไม่ให้ประเทศเป็นหนี้ …” ซึ่งการโพสต์เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่าการโพสต์เรียกหารัฐประหารในเวทีสาธารณะ เป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ หรือสังคมไทยจะถือมาตรฐานว่า โพสต์ดื่มสุราในที่สาธารณะเป็นความผิด แต่โพสต์สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ไม่ผิด!
อีกทั้งมีข้อเสนอในแบบตรรกะของฝ่ายขวาจัดที่ว่า ต้องสนับสนุนการยึดอำนาจ เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ปีกขวาจัดในการเมืองไทยมีทัศนคติที่ต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ? เพราะที่ผ่านมา ฝ่ายขวาจัดแสดงบทบาทในการทำลายประชาธิปไตยมาโดยตลอด เพราะในความเป็นจริงนั้น ปีกขวาจัดในการเมืองไทยคือ ฐานล่างที่แข็งแกร่งที่สุดในการรองรับการยึดอำนาจของผู้นำทหาร กล่าวคือ มวลชนขวาจัดคือ “ทัพหน้า” ของการยึดอำนาจ และทหารทำหน้าที่เป็นเพียง “ทัพหลัก” เท่านั้นเอง
ฉะนั้น ในความเป็นจริงเชิงอุดมการณ์แล้ว ปีกขวาจัดจึงไม่ใช่ “กลุ่มอนุรักษ์นิยมกระแสหลัก” ที่ยอมรับคุณค่าและกระบวนการประชาธิปไตย แต่พวกเขามีความใกล้เคียงกับ “ลัทธิทรัมป์” (Trumpism) ที่เป็น “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) ในการเมืองอเมริกัน ซึ่งมีความเป็น “ลัทธิอำนาจนิยม” ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย และมีท่าทีไม่ตอบรับกับกระบวนการเมืองในระบอบรัฐสภา
ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในการเมืองไทยปัจจุบันจึงน่าสนใจอย่างมาก เมื่อกลุ่มขวาจัดพยายามฟื้นกระแสรัฐประหารอีกครั้ง ซึ่งในด้านหนึ่งสะท้อนถึง โลกทัศน์ทางการเมืองของกลุ่มขวาจัดไทยที่เชื่ออย่างเดียวว่า ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลในแบบที่พวกเขาต้องการเท่านั้น … ถ้าได้รัฐบาลเลือกตั้งที่พวกเขาไม่ชอบเมื่อใดแล้ว คำตอบมีเพียงประการเดียวคือ ชวนทหารและมวลชนออกมาล้มรัฐบาล
แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแล้ว พวกเขาจะพึงพอใจอย่างยิ่ง และมีท่าทีสนับสนุนทุกวิถีทาง ขณะเดียวกัน ก็มีความเชื่ออย่างมากว่า รัฐบาลในระบอบทหารมี “ความสูงส่งทางศีลธรรม” มากกว่ารัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ดังข้อกล่าวหาที่ถูกนำมาใช้ในการโจมตีทางการเมืองเสมอคือ รัฐบาลเลือกตั้งคอร์รัปชั่น … โกงกิน ซึ่งก็มักทำให้เกิดคำถามในมุมกลับว่า แล้ว “รัฐบาลทหารโปร่งใส” ไม่มีการโกงกิน หรือ “ผู้นำทหารไม่คอร์รัปชั่น” จริงหรือ
ทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาประการเดียวว่า ฝ่ายขวาจัดยังมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการยึดอำนาจ และการก่อกระแสปัจจุบัน ยังสะท้อนอย่างชัดเจนถึงภาวะ “อารมณ์ค้าง” จากการล้มรัฐบาลทักษิณ 2549 ที่การกลับมาของนายกฯทักษิณวันนี้ ทำให้พวกเขาต้องเคลื่อนไหวใหม่ แต่อยู่ภายใต้กรอบคิดเดิมคือ “รัฐประหาร” !
อย่างไรก็ตามยังมีความหวังเสมอว่า การเมืองไทยแม้จะมีปัญหาและความขัดแย้งเพียงใด จะไม่เดินย้อนรอยถอยหลังกลับไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง ผู้นำทหารเมียนมาจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง
