รัฐบาลเพื่อไทยกับ สมช. | ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข

หนึ่งในตำแหน่งข้าราชการประจำที่ดูจะกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในวาระโยกย้ายข้าราชการของพรรคเพื่อไทย คือ ตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (เลขา สมช.)
ปัญหาของพรรคเพื่อไทยเริ่มขึ้นเมื่อ 13 ปีที่แล้วในสมัยนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทำท่าจะเป็นปัญหาอีกครั้งในปัจจุบัน สำหรับนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร
ในครั้งนั้น นายกรัฐมนตรีได้โยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขา สมช. ไปเป็นที่ปรึกษานายกฯ ในวันที่ 30 กันยายน 2554 ทำให้นายถวิลฟ้องร้องต่อศาลอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ด้วยข้อหาว่า นายกฯ ก้าวก่าย และแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการประจำ
ศาลปกครองตัดสินในวันที่ 7 มีนาคม 2557 โดยมีคำสั่งให้รัฐบาลคืนตำแหน่งให้แก่นายถวิล เพราะถือเป็นการโยกย้ายโดยมิชอบ และให้เผิกถอนคำสั่งฉบับนี้
ต่อมา ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2557 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่า นายกฯ เข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงการแต่งตั้งโยกย้าย จึงส่งผลให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลง และนำไปสู่การออกหมายจับในคดีอาญา เนื่องจากจำเลยไม่มาศาล และไม่แจ้งล่วงหน้า
อย่างไรก็ตามน่าสนใจว่าอีก 12 ปีต่อมา ในวันที่ 26 ธันวาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำตัดสินยกฟ้อง โดยพิจารณาว่า การโยกย้ายดังกล่าวมิใช่เป็นการ “ใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ …”
![]()
ไม่น่าเชื่อว่า การสิ้นสุดสถานะของความเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2557 เป็นผลจากการโยกย้ายข้าราชการ 1 คน แม้ในที่สุด ศาลฎีกาฯ จะตัดสินยกฟ้องอีก 12 ปีให้หลัง แต่ในอีกด้านหนึ่งของปัญหาในคดีนี้ ทำให้เกิดการตีความได้ว่า เป็น “คดีทางการเมือง” ในตัวเอง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่มีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของกลุ่มขวาจัด และการต่อต้านนี้กำลัง “ขึ้นสู่กระแสสูง” จึงมีการนำเอากระบวนการ “ตุลาการธิปไตย” (Juristocracy) มาใช้เป็นเครื่องมือในการยุติบทบาทของรัฐบาล เพื่อรองรับการรัฐประหารที่เกิดตามมา (ดูวันของการตัดสิน)
คำตัดสินของศาลในเดือนมีนาคม และเดือนพฤษภาคม 2557 ก่อนที่รัฐประหารจะเกิดขึ้นนั้น ทำให้เห็นชัดว่า รัฐบาลถูกปรับเปลี่ยนด้วยอำนาจที่ชอบธรรม คือ “คำสั่งศาล” ไม่ใช่ด้วย “คำสั่งคณะรัฐประหาร” แต่กระนั้น ปัญหาในทางคดีเช่นนี้ ไม่ได้ให้คำตอบในการบริหารราชการแผ่นดินว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการโยกย้ายข้าราชการประจำ โดยเฉพาะตำแหน่งเลขา สมช. หรือไม่
ในอีกด้านหนึ่ง สังคมไทยถูกสร้างให้เกิดความคุ้นชินกับ “ระบอบรัฐราชการ” ที่มองการโยกย้ายด้วยความหวาดระแวงภายใต้วาทกรรม “การกลั่นแกล้ง” ซึ่งมีนัยถึงการ “ใช้อำนาจโดยมิชอบ” หรือโดยนัยทางความคิด เราถูกสร้างให้เชื่อในความเป็นรัฐราชการว่า นักการเมือง “ไม่มีอำนาจ” ทางกฎหมายในการโยกย้ายข้าราชการ โดยเฉพาะในระดับสูง แต่จะต้อง “ยอมรับ” แบบไม่แทรกแซง ด้วยการให้ข้าราชการคนนั้นๆ เข้าสู่ตำแหน่งในฐานะ “ลูกหม้อ” ซึ่งหากพิจารณาในความเป็นจริงแล้ว หลายหน่วยงานก็มีการย้ายข้ามห้วยกันจนเป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นข่าวในสื่อเมื่อใดแล้ว รัฐบาลมักจะกลายเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายต่อต้านทันที
ในภาวะเช่นนี้ดูเหมือน เราจะละเลยอำนาจของนายกรัฐมนตรีตาม “พรบ. บริหารราชการแผ่นดิน” ที่นายกฯ ในฐานะผู้ที่มีอำนาจสูงสุดของฝ่ายบริหารในระบอบประชาธิปไตย มีอำนาจในการแต่งต้ังและโยกย้ายข้าราชการได้ และเมื่อได้รับอนุมัติจากการประชุมของคณะรัฐมนตรีแล้ว ก็ถือว่ากระบวนการดังกล่าวได้สิ้นสุดลงโดยบริบูรณ์ ซึ่งเป็นกระบวนการตามปกติในการแต่งตั้งข้าราชการ และอำนาจเช่นนี้เป็น “เอกสิทธิ์ของฝ่ายบริหาร” ที่เป็นอำนาจตามปกติของรัฐบาลทั่วโลก
แต่อย่างน้อยคำตัดสินศาลฎีกาในปลายปี 2566 ในคดี “ถวิล vs. ยิ่งลักษณ์” ก็พิสูจน์ในมุมหนึ่งว่า นายกฯ มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้ายเลขา สมช. หรือโดยนัย นายกฯ มีอำนาจในการย้ายข้าราชการประจำนั่นเอง
ด้วยเหตุนี้ หากรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี มีความเห็นว่า บุคคลจากหน่วยงานใดในระบบราชการมี “ความเหมาะสม” ที่จะก่อให้เกิดประสิทธิภาพมากกว่าในการทำงานความมั่นคง ก็น่าจะเป็นอำนาจของนายกฯ ที่สามารถโยกย้ายข้าราชการทั้งพลเรือน ตำรวจ และทหาร ซึ่งรัฐบาลทหารก็ทำมาโดยตลอดที่อยู่ในอำนาจ โดยเลือกคนจากกองทัพข้ามมากินตำแหน่งพลเรือนใน สมช.
นอกจากนี้ สังคมไทยอาจละเลยประวัติศาสตร์ของการจัดตั้งหน่วยงานความมั่นคงไทย จนลืมไปว่าเลขา สมช. ในอดีต มาจากการเลือกสรรของนายกรัฐมนตรีโดยตรงทั้งหมด และข้าราชการประจำขึ้นมามีตำแหน่งสูงสุดใน สมช. ด้วยการเป็น “ปลัดบัญชาการ” คือ เป็นปลัดขององค์กรเท่านั้น ไม่ใช่เป็นเลขาฯ แบบปัจจุบัน
ถ้าลองมองดูทุกรัฐบาลทั่วโลก จะพบว่าการเลือกบุคคลลงตำแหน่งสูงสุดของงานความมั่นคงนั้น มาด้วยการแต่งตั้งทั้งนั้น ดังนั้น ดูจะเป็นเรื่องประหลาดสิ้นดีที่วันนี้ คนใน สมช. บางส่วน พยายามสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องเลือกเลขา สมช. จาก “คนใน” เท่านั้น หรือการสร้างแรงกดดันผ่านสื่อบางส่วนเพื่อให้เกิดเป็นประเด็นทางการเมืองกับรัฐบาล
สังคมอาจจะลืมไปว่า รัฐบาลทหาร 2549 แต่งตั้งทหารคือ พลโท ศิรพงศ์ บุญพัฒน์ มาเป็นเลขา สมช. … รัฐบาลรัฐประหาร 2557 ที่สืบทอดอำนาจจนถึงปี 2566 ก็ไม่ได้แต่งตั้งเลขา สมช. จากคนในเลย ดังจะเห็นได้ว่า เรามีเลขา สมช. เป็นทหารติดต่อกันถึง 5 คน ได้แก่ พลเอกทวีป เนตรนิยม พลเอกวัลลภ รักเสนาะ พลเอกสมศักดิ์ รุ่งสิตา พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ และพลเอกสุพจน์ มาลานิยม (ในช่วงเวลาจาก 1 ตุลาคม 2558-30 กันยายน 2566)
เลขา สมช. ในรอบ 10 ปีมาจากทหารทั้งหมด แต่ดูเหมือน สังคมแทบไม่เคยได้ยิน “เสียงต้าน-เสียงค้าน” ในเรื่องนี้จากฝ่ายต่อต้านเช่นในปัจจุบันเลย การแต่งตั้งพลตำรวจเอกรอย อิงคไพโรจน์ จึงเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่รัฐบาลเลือกเลขา สมช. เอง แม้จะเกิดปัญหาทางธุรการ ที่ทำให้การรับตำแหน่งมีความล่าช้ามากก็ตาม
ฉะนั้น ถ้าต้องการให้ข้อถกเถียงในอนาคต เรื่องการเลือกเลขา สมช. สิ้นสุดลงแล้ว ก็ควรออกกฎหมายใหม่ให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เลือกเลขา สมช. เช่นเมื่อเริ่มมีการจัดตั้ง สมช. ในปี 2502 และเปิดตำแหน่ง “ปลัด สมช.” เช่นในแบบหน่วยราชการปกติ เพื่อที่รัฐบาลในอนาคตจะได้ไม่ต้องเผชิญกับปัญหานี้อีก … นายกฯอยากได้ใครมาเป็น “หัวหน้างานความมั่นคง” ก็เลือกมาเลย ไม่ต้องมาเป็นประเด็นการเมืองในสื่อทุกปีเช่นปัจจุบัน
ปล.นายกฯ แพทองธาร มีเวลาหันมาดูงานความมั่นคงบ้างนะครับ เพราะเป็นเรื่องที่นายกฯ ต้องรับผิดชอบโดยตรงในความเป็นผู้นำรัฐบาล !
