คุยกับทูต | ฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ 170 ปีแห่งมิตรภาพไทย-ฝรั่งเศส เมื่อภารกิจสิ้นสุด แต่มิตรภาพยังคงอยู่
รายงานพิเศษ | ชนัดดา ชินะโยธิน
Chanadda Jinayodhin
บทส่งท้ายและวิสัยทัศน์ก่อนครบวาระ อำลาประเทศไทยของเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส โดยเน้นย้ำถึงมิตรภาพที่หยั่งรากลึก และแนวโน้มความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสที่ก้าวไปสู่การเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งในทุกมิติ
“สำหรับผม วาระครบรอบ 170 ปีไม่ได้เป็นเพียงการรำลึกถึงอดีต แต่เป็นโอกาสที่จะมองไปข้างหน้า และยืนยันว่ามิตรภาพระหว่างฝรั่งเศสกับไทยยังคงแข็งแกร่งและพร้อมจะพัฒนาไปอีกขั้น”
หลังปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยตลอดหลายปีที่ผ่านมา ท่ามกลางวาระสำคัญที่ทั้งสองประเทศร่วมเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีแห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ (Jean-Claude Poimboeuf) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยได้ร่วมบทสนทนาส่งท้ายกับคอลัมน์ “คุยกับทูต” ถ่ายทอดทั้งความทรงจำที่งดงาม มุมมองต่อสังคมไทย
และภาพรวมของความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสที่ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างมั่นคง

STATE VISIT – หมุดหมายแห่งความสัมพันธ์ยุคใหม่
เมื่อมองย้อนกลับไป ท่านทูตมองว่าความสำเร็จสำคัญที่สุด คือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี
“…มันชัดเจนสำหรับผม นั่นคือการเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศส ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการหารือระดับผู้นำที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตลอดสามปีที่ผ่านมา”
การเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ (State Visit) ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569 นับเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 66 ปี นับตั้งแต่การเสด็จฯ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อปี พ.ศ.2503
ถือเป็นหมุดหมายครั้งประวัติศาสตร์ของพระมหากษัตริย์ไทย และเป็นผลลัพธ์ของการสานต่อสัมพันธไมตรีอันแน่นแฟ้นระดับผู้นำ
สำหรับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนฝรั่งเศสครั้งสำคัญนี้ เกิดขึ้นตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง เนื่องในโอกาสครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ฝรั่งเศส โดยมีวาระสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือทวิภาคีหลายด้าน อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศสที่ดำเนินต่อเนื่องตลอดสองปี
โดยในปี 2568 เราได้ร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 340 ปีแห่งการเดินทางมายังกรุงศรีอยุธยาของคณะราชทูตฝรั่งเศสชุดแรกที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ทรงส่งมายังสยาม และในปี 2569 นี้ เป็นวาระครบรอบ 170 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการระหว่างสองประเทศ
การเสด็จฯ ครั้งประวัติศาสตร์นี้ไม่เพียงสะท้อนถึงความไว้วางใจและมิตรภาพอันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ หากยังตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการยกระดับความร่วมมือไทย-ฝรั่งเศสให้ก้าวหน้าและครอบคลุมยิ่งขึ้นในอนาคต

ตลอดช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองนี้ เราได้ร่วมมือกับพันธมิตรชาวไทยจัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการประชุมวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กิจกรรมทางวัฒนธรรม การเปิดตัวหนังสือเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส ตลอดจนโครงการต่างๆ ที่สะท้อนมิตรภาพและความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศ
อีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง คือการจัดพิธีมอบรางวัล Grand Prix du Rayonnement Français ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก เพื่อเชิดชูบุคคลผู้มีคุณูปการในการเผยแพร่ภาษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ ศิลปะการประกอบอาหาร และกีฬาของฝรั่งเศส
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงได้รับรางวัลเกียรติยศ เพื่อยกย่องพระราชกรณียกิจอันโดดเด่นในการส่งเสริมภาษาและวัฒนธรรมฝรั่งเศสในประเทศไทย
นอกจากนี้ เรายังได้จัดการประชุมไทย-ฝรั่งเศสด้านการอุดมศึกษาและการวิจัยเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัยของทั้งสองประเทศเข้าร่วมอย่างคับคั่ง และนำไปสู่การลงนามความตกลงความร่วมมือใหม่ถึง 20 ฉบับ
ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความร่วมมือด้านวิชาการและนวัตกรรม

อีกหนึ่งกิจกรรมที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี คือการประกวดภาพถ่ายซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสร่วมจัดกับกระทรวงการต่างประเทศของไทย เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวและบทสนทนาระหว่างสองประเทศผ่านมุมมองของประชาชน โดยผลงานที่ได้รับรางวัลได้นำไปจัดแสดง ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ขณะเดียวกัน สื่อมวลชนไทยยังให้ความสนใจอย่างมากต่อกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ณ กรุงปารีสเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ในโอกาสการเดินทางเยือนฝรั่งเศสเพื่อปฏิบัติภารกิจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งได้เข้าพบประธานาธิบดีเอมานูว์แอล มาครง ณ ทำเนียบประธานาธิบดีเอลิเซ่ (Élysée Palace) รวมถึงพิธีถวายเครื่องอิสริยาภรณ์เลฌียงดอเนอร์ (Legion of Honor) แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเปิดนิทรรศการ Fashion in Majesty ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมืออันโดดเด่นระหว่างพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และพิพิธภัณฑ์มัณฑนศิลป์แห่งกรุงปารีส โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ได้เสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการดังกล่าวภายหลังพิธีเปิดไม่นาน นิทรรศการจะจัดแสดงต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน
และนับเป็นโอกาสอันดียิ่งในการเผยแพร่ความงดงามของศิลปะและวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวฝรั่งเศสและประชาคม
THAILAND THROUGH JOURNEYS – ความทรงจำระหว่างทาง
นอกเหนือจากภารกิจทางการทูต ช่วงเวลาที่พำนักในประเทศไทยเต็มไปด้วยการเดินทางและประสบการณ์หลากหลาย
ท่านทูตกล่าวว่า
“…ไม่มีความทรงจำเพียงหนึ่งเดียว แต่มีมากมาย ผูกพันกับการเดินทางทั่วประเทศ ทั้งอุทยานแห่งชาติและแหล่งประวัติศาสตร์ต่างๆ…”
หนึ่งในพื้นที่ที่ท่านกล่าวถึงด้วยความผูกพันเป็นพิเศษ คือ “พื้นที่แถบสุโขทัย” ดินแดนที่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และบรรยากาศอันสงบงาม
ซึ่งยังคงอยู่ในความทรงจำอย่างลึกซึ้ง
THAI SOCIETY – ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน
สิ่งที่ท่านทูตประทับใจที่สุดในสังคมไทย คือจิตวิญญาณของการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกัน
“…สิ่งที่ผมชื่นชอบมากที่สุด คือความสามารถของสังคมไทยในการอยู่ร่วมกันอย่างสงบของผู้คนที่มีความหลากหลายทางพื้นเพและศาสนา โดยแทบไม่เกิดความขัดแย้ง…”
คุณลักษณะดังกล่าวมิใช่สิ่งใหม่ หากแต่ปรากฏอยู่ในบันทึกของนักเดินทางต่างชาติยุคแรกที่เข้ามายังสยาม โดยเฉพาะคณะมิชชันนารีชาวฝรั่งเศส
เพื่ออธิบายภาพนี้ ท่านมักยกตัวอย่างจากสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ
“…จากหน้าต่างสำนักงานของผม เรามองเห็นวัดพุทธและมัสยิดฮารูณ อยู่ด้านหนึ่ง และอาสนวิหารอัสสัมชัญอยู่อีกด้านหนึ่ง อยู่ห่างกันเพียงไม่กี่ช่วงตึก…”
ภาพดังกล่าวกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหลากหลายที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน

3S CULTURE – ความสุขแบบไทย
อีกสิ่งหนึ่งที่ท่านทูตจะจดจำ คือบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองของคนไทย
“…ผมจะคิดถึงความสามารถของคนไทยในการเฉลิมฉลองทุกเทศกาลในบรรยากาศที่สดใส ผ่อนคลาย และเป็นกันเอง ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ หรือลอยกระทง…”
ท่านนิยามสิ่งนี้ว่า “วัฒนธรรม 3S” ได้แก่ sabai, sabai, sanuk
ซึ่งสะท้อนวิถีชีวิตที่เรียบง่ายแต่เต็มไปด้วยความสุข
FINAL WORD – เกียรติของการเป็นตัวแทน
“ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง และเปี่ยมด้วยความสุขที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนของประเทศ…”
เอกอัครราชทูตฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ กล่าวคำอำลาส่งท้ายว่า
“…ขอขอบคุณสำหรับการต้อนรับอันอบอุ่น และผมหวังว่าจะได้มีโอกาสกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อพบกับมิตรสหายที่นี่…”
แม้ภารกิจทางการทูตอย่างเป็นทางการจะสิ้นสุดลง แต่มิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐฝรั่งเศสจะยังคงดำเนินต่อไป รากฐานของความผูกพันอันแน่นแฟ้นนี้ถูกร้อยเรียงผ่านประวัติศาสตร์อันยาวนาน และยังคงสืบสานอยู่ในความทรงจำของผู้แทนฝรั่งเศสทุกคนที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทย
ในความทรงจำของผู้แทนฝรั่งเศส คือประเทศไทยที่เปี่ยมด้วยไมตรีจิต และในหัวใจของคนไทย คือความขอบคุณต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทตลอดวาระที่ผ่านมา
ทั้งหมดนี้ยังคงเป็นสายใยแห่งความสัมพันธ์ที่งดงาม ยั่งยืน และไม่เลือนหายไปตามกาลเวลา

อ่านบทสัมภาษณ์ นายฌ็อง-โกลด ปวงเบิฟ (Jean-Claude Poimboeuf) เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ทั้งหมดได้ที่นี่
