
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
Trumponomics 2.0
ทรัมป์กับเศรษฐกิจโลก
“ความชื่นชอบของทรัมป์ต่อเรื่องกำแพงภาษี เป็นความรู้สึกที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ไม่ได้มีความรู้สึกคล้อยตามไปด้วย [เพราะ] จะทำให้เกิดความเสียหายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง”
ความเห็นของสำนักข่าว CNN
หนึ่งในความกังวลใหญ่ต่อชัยชนะของโดนัลด์ ทรัมป์ ในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2024 ก็คือแนวคิดในแบบชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ภายใต้คำขวัญ “The America First” (หรือ “อเมริกาต้องมาก่อน”) เนื่องจากผลที่เกิดนั้นอาจจะก่อให้เกิด “แรงสั่นสะเทือน” อย่างมากเกินจากขอบเขตของเศรษฐกิจสหรัฐ
ดังนั้น ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน เราอาจจะต้องเริ่มพิจารณาให้ความสนใจถึงผลกระทบในทางเศรษฐกิจจากชุดความคิดทางการเมืองของทรัมป์ ซึ่งอาจจะเรียกชุดความคิดเช่นนี้ว่า “ทรัมโปโนมิกส์ 2.0” (Trumponomics 2.0)
อุดมการณ์ทรัมป์
ชุดความคิดในเชิงอุดมการณ์แบบ “ทรัมป์นิยม” (Trumpism) นั้น วางอยู่บนความคิดทางการเมืองที่เป็น “ประชานิยมปีกขวา” (Rightwing Populism) ที่มีลักษณะต่อต้านกระแสโลกาภิวัตน์อย่างชัดเจน ซึ่งว่าที่จริงแล้วผู้นำในกระแสประชานิยมปีกขวาไม่ว่าจะอยู่ในประเทศใด ก็ไม่เคยตอบรับกับกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะมองว่าโลกาภิวัตน์เป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างปัญหาให้แก่สังคม มากกว่าจะเป็นปัจจัยที่เสริมสร้าง “ความอยู่ดีกินดี” ให้แก่คนในสังคมประเทศพัฒนาแล้ว
ดังนั้น ในการกลับสู่ทำเนียบขาวอีกครั้งหนึ่ง จึงคาดเดาได้ว่า “ทรัมป์ 2” จะยังคงมีชุดความคิดพื้นฐานไม่แตกต่างจากเดิม ซึ่งน่าจะมีผลกระทบกับส่วนต่างๆ ดังนี้
– ตลาดหุ้น
มีการคาดการณ์กันว่าตลาดหุ้นน่าจะเป็นส่วนที่ได้รับประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์ เนื่องจากนโยบายลดภาษี และการผ่อนคลายกฎต่างๆ ย่อมจะเป็นผลประโยชน์โดยตรงแก่บรรดาบริษัทใหญ่ทั้งหลาย
การคาดคะเนเช่นนี้เห็นได้จากการขึ้นของหุ้นบริษัทใหญ่ของอเมริกัน และแนวโน้มเช่นนี้จะดำเนินต่อไป และเห็นได้จากหุ้นของธนาคาร บริษัทด้านเทคโนโลยี บริษัทพลังงาน และบริษัททางด้านอุตสาหกรรมทหาร ซึ่งหลายฝ่ายคาดว่าจากนโยบายของทรัมป์นั้น บริษัทในลักษณะเช่นนี้ น่าจะสามารถทำกำไรได้มาก
แต่ในทางกลับกัน บริษัทต่างชาติที่ทำธุรกิจกับสหรัฐ เช่น บริษัทจากยุโรปที่ทำธุรกิจเครื่องดื่ม สารเคมี และการประกอบรถ อาจจะได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากตลาดอเมริกามีแนวโน้มที่จะหดตัวลงจากทิศทางนโยบายของทรัมป์
อีกทั้งการดำเนินนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์นั้น จะนำไปสู่การตั้งกำแพงภาษีตอบโต้จากประเทศคู่ค้าของสหรัฐอย่างแน่นอน และจะมีผลต่อห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ในภาคอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน เพราะการตั้งกำแพงภาษีจากรัฐที่เกี่ยวข้องที่เศรษฐกิจมีความเกี่ยวพันกันนั้น ยิ่งส่งผลให้ห่วงโซ่ดังกล่าวต้องมีความผันผวนไปในตัว ส่วนบริษัทที่ต้องเผชิญกับกำแพงภาษีจะมีกำไรลดลงอย่างแน่นอน ซึ่งมีนัยว่าจะมีราคาของค่าหุ้นในตลาดลดลงด้วย
แต่ถ้าบริษัทต้องการจะมีกำไรมากในแบบเดิม บริษัทจะต้องขึ้นราคาสินค้าของตน ด้วยการที่ผู้บริโภคจะต้องจ่ายสูงขึ้น ในขณะเดียวกันผลจากราคาสินค้าที่ขึ้นจากสินค้าหลายตัวในตลาดภายในของประเทศนั้น อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะเงินเฟ้อได้ด้วย
ปัญหาเช่นนี้จึงเป็นเสมือนความท้าทายในตัวเองที่ผู้บริหารบริษัทต่างๆ จะต้องเผชิญในยุคของทรัมป์
– การค้าระหว่างประเทศ
การค้าระหว่างประเทศจะได้รับผลกระทบในทางลบอย่างมาก จากนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ ซึ่งมีการคาดคะเนว่าหลังจากการเข้ารับตำแหน่งแล้ว คาดว่าทรัมป์น่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าตั้งแต่ 10% จนถึง 60%
การขึ้นภาษีนำเข้าจะทำให้ราคาสินค้าในตลาดอเมริกาขยับตัวตามไปอย่างแน่นอน ราคาสินค้าที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้จะส่งผลอย่างมากกับผู้บริโภคโดยรวม โดยเฉพาะค่าครองชีพที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากราคาสินค้า ซึ่งในทางกลับกัน นโยบายนี้น่าจะกระทบกับผู้บริโภคในสังคมอเมริกันอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากผู้นำสหรัฐใช้นโยบายนี้อย่างเต็มที่แล้ว ราคาสินค้าหลายๆ อย่างในสังคมอเมริกันที่นำเข้าจากต่างประเทศ จะแพงมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
อย่างไรก็ตาม การประกาศนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ เป็นความคาดหวังว่าจะทำให้บริษัทอเมริกันต้องย้ายฐานกลับเข้าบ้าน แต่อาจไม่ชัดเจนว่าจะเป็นเช่นนั้นได้จริง เพราะบางบริษัทอาจตัดสินใจย้ายไปทำการผลิตในประเทศอื่นก่อนหน้านี้แล้ว อีกทั้งการตั้งกำแพงภาษีที่มีเป้าหมายหลักกับสินค้าจีนนั้น ผลกระทบจริงในทางลบจะเกิดแก่ผู้บริโภคของทั้ง 2 ประเทศโดยตรง
อีกทั้งสภาวะเช่นนี้จะกระทบอย่างมากกับการค้าระหว่างประเทศ และส่งผลให้บรรยากาศของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศมีปัญหาในตัวเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และอาจทำให้ตลาดการเงินและการลงทุนระหว่างประเทศมีความผันผวนตามไปด้วยเช่นกันด้วย
– หนี้รัฐบาลอเมริกัน
ถ้าทรัมป์จะเอาใจชาวอเมริกันด้วยนโยบายแบบประชานิยม เขาอาจจะไม่ขึ้นภาษี เพราะเขากล่าวชัดเจนว่าเขาไม่มีนโยบายขึ้นภาษี แต่การไม่ขึ้นภาษีอาจมีนัยว่า รัฐบาล “ทรัมป์ 2” จะต้องหารายได้ทดแทนจากการกู้เงิน ซึ่งการทำเช่นนั้นจะทำให้รัฐบาลก่อหนี้เพิ่มมากขึ้น และจะเป็นภาระระยะยาวของรัฐบาลเอง
สภาวะเช่นนี้ทำให้นักธุรกิจและนักลงทุนชาวอเมริกันมีความกังวลกับแนวโน้มของการก่อหนี้ภาครัฐ และอาจนำไปสู่การขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้ภาครัฐในอนาคต อันเป็นผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดของการกู้เงินของรัฐบาล และอาจส่งผลให้เกิดการขาดดุลบัญชี ซึ่งอาจจะสูงมากกว่า 7 ล้านล้านเหรียญอเมริกัน
ถ้าการกู้เงินของรัฐบาลจะมีมากขึ้น และดำเนินไปไม่หยุดแล้ว การขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้รัฐบาลจะเป็นสิ่งตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแนวโน้มเช่นนี้ ได้เกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งแล้ว อันเป็นผลจากความกังวลดังที่กล่าวแล้ว อีกทั้งไม่เห็นถึงมาตรการของรัฐที่ลดการขาดดุลลงแต่อย่างใด และการกู้เงินที่เพิ่มมากขึ้นเช่นนี้ พร้อมกับแนวโน้มดอกเบี้ยเงินกู้ภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นนั้น จะกลายเป็นปัญหาของระบบเศรษฐกิจอเมริกันในอนาคต
ในทางกลับกัน ทรัมป์มีนโยบายที่จะลดภาษี ซึ่งการลดภาษีจะกลายเป็นผลประโยชน์โดยตรงของชนชั้นที่มั่งคั่งในสังคม ประเด็นนี้จะยิ่งทำให้รัฐบาล “ทรัมป์ 2” เผชิญกับข้อวิจารณ์เรื่องการขยายช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนในสังคมอเมริกัน อีกทั้งคนในสังคมปัจจุบันมีความรู้สึกว่า บรรษัทขนาดใหญ่เอารัดเอาเปรียบสังคม โดยเฉพาะผู้บริหารมีรายได้สูงมาก ขณะที่คนงานและพนักงานประสบปัญหาเศรษฐกิจในชีวิต
ดังนั้น ทรัมป์อาจจะต้องหาทางที่จะแก้ไขด้วยการลดภาษีให้กับคนจนและคนชั้นกลาง แต่ก็มีนัยของรายได้ของรัฐที่ลดลง ซึ่งทรัมป์อาจเชื่อว่าเขาสามารถทดแทนส่วนนี้ได้จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการตั้งกำแพงภาษีดังที่กล่าวแล้ว
ฉะนั้น ในสภาวะเช่นนี้กำแพงภาษีจึงถูกออกแบบเป็น “หัวใจ” ของนโยบายทรัมโปโนมิกส์ เพราะจะเป็นต้นทางของรายได้ที่สำคัญส่วนหนึ่งของรัฐบาลอเมริกันที่ใช้ทดแทนเรื่องภาษี
– การลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม
ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวในช่วงหาเสียงอย่างชัดเจนว่า เขาจะหาทางปลดข้อกำหนด หรือลดมาตรการที่พยายามควบคุมการใช้พลังงานฟอสซิล เช่น ลดข้อจำกัดในการขุดเจาะน้ำมัน การแสวงหาแหล่งก๊าซธรรมชาติ การทำเหมืองถ่านหิน ซึ่งท่าทีเช่นนี้ยังมาจากสัญญาณที่สหรัฐจะถอนตัวจากความตกลงด้านอากาศที่ปารีส (The Paris Agreement, 2016) เพื่อบอกว่า สหรัฐในยุคของทรัมป์จะไม่ให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่อง “ความเปลี่ยนแปลงของอากาศ” (climate change)
ในเงื่อนไขเช่นนี้ ทรัมป์อาจลดงบประมาณที่ถูกจัดทำในสมัยประธานาธิบดีไบเดนคือ “The Inflation Reduction Act” ที่เกิดขึ้นเพื่อหวังว่าจะส่งเสริมโครงการ ธุรกิจ เทคโนโลยี และกิจกรรมต่างๆ ที่จะให้เกิดความตระหนัก และหาทางแก้ปัญหาภาวะความเปลี่ยนแปลงของอากาศร่วมกัน ซึ่งการผลักดันของทำเนียบขาวเช่นนี้ ยังหวังว่าจะช่วยสร้างแรงจูงใจสำหรับธุรกิจภาคเอกชนในการลงทุนใน “เทคโนโลยีสีเขียว” (green tech) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เทคโนโลยีที่จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอน และแบตเตอรี่ไฟฟ้า เป็นต้น
จุดยืนของทรัมป์ในการรักษาสิ่งแวดล้อมอาจจะแตกต่างจากยุคไบเดนอย่างสิ้นเชิง เพราะในขณะที่รัฐบาลอเมริกันพยายามที่จะมีบทบาทเชิงบวกทางด้านนี้ ทรัมป์กลับต้องการให้สหรัฐหันกลับสู่โลกพลังงานยุคเก่า เช่น ต้องการให้สหรัฐมีสถานะเป็นผู้ผลิตปิโตรเลียมรายใหญ่สุดของโลก และสนับสนุนการใช้พลังงานฟอสซิลภายในประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าทิศทางเช่นนี้จะกระทบกับตัวเลขของการปล่อยค่าคาร์บอน ที่มาจากภาคอุตสาหกรรมภายในของสหรัฐอย่างแน่นอน แต่ทรัมป์ไม่สนใจมาตรฐานระหว่างประเทศเช่นนั้น
แน่นอนว่าการดำเนินการในนโยบายด้านพลังงานแบบทรัมป์ ย่อมกระทบกับปัญหา “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน” (energy transition) ที่รัฐบาลอเมริกันชุดก่อนได้วางแผนไว้ ทั้งยังกระทบโดยตรงกับวัตถุประสงค์ของนโยบายพลังงานอเมริกัน ที่ต้องการลดการใช้พลังงานฟอสซิล และหันทิศทางประเทศสู่ “พลังงานสีเขียว” มากขึ้น แต่นโยบายของทรัมป์กลับมีทิศทางในการพาสังคมอเมริกันกลับสู่โลกพลังงานยุคเก่า
ดังนั้น ด้วยทิศทางเช่นนี้จึงคาดได้ว่ารัฐบาลอเมริกันในยุคของทรัมป์จะลดความช่วยเหลือและความสนับสนุนที่มีต่อโครงการและมาตรการที่จะต่อสู้กับเรื่องของความเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศลง ซึ่งแน่นอนว่าทิศทางเช่นนี้จะมีผลต่อการจัดการกับเรื่องการใช้พลังงานและสิ่งแวดล้อมทั้งในสังคมโลกและสังคมอเมริกันเอง
เนื่องจากสหรัฐมีสถานะเป็นรัฐมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมใหญ่ของโลก และอาจส่งผลให้ความพยายามที่จะผลักดันเรื่องของพลังงานสีเขียวในเวทีโลกนั้น ประสบความยากลำบากมากขึ้น
อนาคต
จากแนวโน้มของนโยบาย “ทรัมโปโนมิกส์ 2.0” ที่จะเริ่มขับเคลื่อนในปี 2025 นั้น พอคาดคะเนได้ว่า สิ่งนี้น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความกังวลให้กับเศรษฐกิจโลกในอนาคตอย่างแน่นอน
หรือที่กล่าวกันเสมอว่า ตลาดเงินและนักลงทุนต้องการความแน่นอน
แต่ดูเหมือนนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์กลับกลายเป็นต้นทางของความไม่แน่นอนเสียมากกว่า!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
