อำนาจรัฐในยุคทุนนิยมใหม่ : เมื่อการเมืองคือกุญแจ สู่ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ

ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
อำนาจรัฐในยุคทุนนิยมใหม่
: เมื่อการเมืองคือกุญแจ
สู่ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ
ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ “The Spectre of State Capitalism” โดย Ilias Alami และ Adam D. Dixon “ทุนนิยมโดยรัฐ”
ตามความหมายดั้งเดิม เป็นคำที่มักถูกใช้ในเชิงลบสื่อถึงภาพของระบอบเผด็จการที่รัฐเข้าควบคุมทุกอณูของระบบเศรษฐกิจ
แต่ในโลกยุคหลังวิกฤตการเงิน 2008 เราได้เห็นการกลับมาของบทบาทรัฐในรูปแบบที่ซับซ้อนและแยบยลกว่าที่เคย
ในบทความนี้ผมขอสรุปข้อเสนอที่สำคัญจากหนังสือที่ว่า อำนาจทางการเมือง และอำนาจทางเศรษฐกิจล้วนเป็นเรื่องเดียวกันไม่อาจแยกขาดได้
หรืออีกทางหนึ่งหากเราต้องการปฏิรูปเรื่องเศรษฐกิจให้มีความยุติธรรมมากขึ้น เราย่อมไม่สามารถปฏิเสธอำนาจกลไกเงื่อนไขอำนาจทางการเมืองได้
เพราะในทางกลับกันการธำรงไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ำกลุ่มชนชั้นนำก็มิได้อาศัยเพียงแค่ตรรกะทางเศรษฐกิจ แต่ใช้อำนาจทางการเมืองด้วยเช่นกัน

ผู้เขียนได้ขยายความถึงแรงจูงใจทางการเมือง ที่รัฐต้องเข้าควบคุมเศรษฐกิจออกเป็นแรงจูงใจ 4 ด้านประกอบด้วย
แรงขับเคลื่อนแรก คือ “ผลิตภาพนิยม” (Productivist) ที่รัฐเข้าไปขับเคลื่อนการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันโดยตรง ไม่ใช่แค่การถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจแบบเดิมๆ แต่รวมถึงการลงทุนในการวิจัยและพัฒนา การสร้างระบบนวัตกรรมแห่งชาติ และการผลักดัน “กลุ่มทุนแห่งชาติ” ให้แข่งขันในเวทีโลก
ดูอย่างเกาหลีใต้ที่รัฐบาลทุ่มสนับสนุน Samsung จนกลายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก
หรือสิงคโปร์ที่ใช้ Temasek Holdings ลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีชั้นแนวหน้า
แรงขับเคลื่อนที่สอง คือการ “ดูดซับส่วนเกิน” (Absorptive) ที่รัฐทำหน้าที่บริหารจัดการความมั่งคั่งและกระจายการลงทุน ผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติและรัฐวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เหมือนนักลงทุนสถาบัน
นอร์เวย์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ที่เอารายได้จากน้ำมันมาตั้งกองทุน Government Pension Fund Global มูลค่ากว่าล้านล้านดอลลาร์ เพื่อลงทุนระยะยาวสำหรับคนรุ่นหลัง
หรือจีนที่ใช้ทุนสำรองเงินตราผ่าน China Investment Corporation ไปลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลก เพื่อให้ส่วนเกินหรือกำไรทางเศรษฐกิจที่กระจายสู่กลุ่มทุนทั่วไป เป็นผลตอบแทนของรัฐเพื่อภารกิจเฉพาะของตน
แรงขับเคลื่อนที่สาม คือการ “รักษาเสถียรภาพ” (Stabilizing) ที่รัฐต้องเข้ามาจัดการกับความผันผวนในระบบการเงินโลก ทั้งการควบคุมการเคลื่อนย้ายเงินทุน การแทรกแซงค่าเงิน และการอัดฉีดสภาพคล่องยามวิกฤต
จีนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการใช้การควบคุมเงินทุนและการแทรกแซงค่าเงินหยวนเพื่อรักษาเสถียรภาพ
ขณะที่รัสเซียตั้งกองทุน National Wealth Fund เพื่อรองรับความผันผวนของราคาน้ำมันและรายได้จากการส่งออก
แรงขับเคลื่อนสุดท้าย และมีความสำคัญอย่างมาก คือแรงจูงใจของรัฐในคือมิติเชิง “วินัย” (Disciplinary) ที่รัฐใช้อำนาจควบคุมทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ตั้งแต่สงครามการค้า การควบคุมการลงทุนต่างชาติ ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเฝ้าระวังประชาชน
เห็นได้จากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ที่ทั้งสองฝ่ายใช้มาตรการทางการค้าและการควบคุมเทคโนโลยีต่อสู้กัน
หรือระบบเครดิตสังคม (Social Credit System) ของจีนที่ใช้ควบคุมพฤติกรรมทั้งธุรกิจและประชาชนในบรรดาเครื่องมือควบคุมของรัฐสมัยใหม่
ระบบเครดิตทางสังคม (Social Credit System) ของจีนถือเป็นนวัตกรรมที่ทั้งน่าทึ่งและน่าหวาดหวั่น ระบบนี้ทำงานเสมือน “คะแนนความประพฤติ” ที่ติดตามพลเมืองตลอดเวลา ผ่านการผสานเทคโนโลยีการเฝ้าระวังและการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่
ระบบนี้ให้คะแนนบวกสำหรับพฤติกรรม “พึงประสงค์” เช่น การชำระหนี้ตรงเวลา การบริจาคเลือด การดูแลผู้สูงอายุ
และหักคะแนนสำหรับพฤติกรรม “ไม่พึงประสงค์”
เช่น การฝ่าฝืนกฎจราจร การสร้างข่าวปลอม
คะแนนเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อสิทธิและโอกาสในชีวิต ตั้งแต่การอนุมัติสินเชื่อ ส่วนลดค่าบริการ ไปจนถึงการเข้าถึงการศึกษาและการเดินทาง
การควบคุมยังขยายไปถึงภาคธุรกิจ โดยบริษัทถูกประเมินจากการปฏิบัติตามกฎหมาย การรักษาสิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติต่อพนักงาน
คะแนนต่ำอาจส่งผลต่อการเข้าถึงสินเชื่อและโอกาสทางธุรกิจ
ระบบนี้อาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการเฝ้าระวัง ทั้งกล้อง AI ระบบจดจำใบหน้า การติดตามพฤติกรรมออนไลน์ และการเชื่อมโยงข้อมูลจากทุกภาคส่วน สร้างผลกระทบทางสังคมที่ลึกซึ้ง ทั้งการกดดันให้ประชาชนต้องระวังตัวตลอดเวลา
การแบ่งชนชั้นทางสังคมตามคะแนน และการสร้างวัฒนธรรมการเซ็นเซอร์ตัวเอง แม้ระบบนี้อาจช่วยสร้างความมีระเบียบวินัยในสังคม
แต่ก็นำมาซึ่งคำถามสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน ความเป็นส่วนตัว และขอบเขตที่เหมาะสมของอำนาจรัฐในการควบคุมชีวิตประชาชน
สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงขับเคลื่อนเหล่านี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศที่เรียกว่า “ทุนนิยมโดยรัฐ” แบบจีนหรือรัสเซีย
แม้แต่ในประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเสรีนิยมอย่างสหรัฐก็มีการแทรกแซงของรัฐในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอัดฉีดเงินช่วยธนาคารในวิกฤตซับไพรม์
การใช้งบประมาณกลาโหมสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี
หรือการใช้มาตรการความมั่นคงทางเศรษฐกิจจัดการกับการลงทุนจากจีนและตอกย้ำให้เห็นว่าอำนาจรัฐยังเป็นกลไกสำคัญในการกำหนดแนวทางเศรษฐกิจ
เนื่องด้วย ประการแรก รัฐยังเป็นองค์กรเดียวที่สามารถจัดการความเสี่ยงขนาดใหญ่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเทคโนโลยีที่มีความไม่แน่นอนสูงอย่าง AI หรือการรับมือกับวิกฤตระดับระบบอย่างโควิด-19 ภาคเอกชนไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงระดับนี้ได้โดยลำพัง และต้องพึ่งพากลไกรัฐในการกระจายความเสี่ยง ทั้งผ่านการประกัน การอุดหนุน และการช่วยเหลือยามวิกฤต
ประการที่สอง รัฐยังเป็นผู้กำหนดกติกาหลักของระบบเศรษฐกิจ แม้จะเน้นการเปิดเสรี แต่กรอบกติกาพื้นฐาน ทั้งการให้สัมปทาน การกำหนดมาตรฐาน และการควบคุมการแข่งขัน ล้วนถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐ แม้แต่บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ก็ต้องปรับตัวตามกฎเกณฑ์ที่แต่ละรัฐกำหนด
ประการสุดท้าย รัฐมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบังคับใช้กฎหมายและนโยบาย ทั้งการให้รางวัลผ่านสิทธิพิเศษทางภาษี และการลงโทษผ่านการปรับหรือเพิกถอนใบอนุญาต พร้อมกับพัฒนาเครื่องมือควบคุมที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น
ผสมผสานทั้งการบังคับตรงและการสร้างแรงจูงใจ
หากต้องการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างถึงราก การยึดกุมอำนาจรัฐเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เพราะกลไกตลาดเสรีไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้โดยลำพัง และไม่มีองค์กรใดมีอำนาจเพียงพอที่จะปฏิรูประบบ
สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงสับเปลี่ยนตัวบุคคล แต่ต้องปฏิรูปโครงสร้างทั้งหมด มิฉะนั้นระบบจะหวนกลับสู่วงจรเดิมที่เอื้อให้คนรวยยิ่งรวย ในขณะที่คนจนยิ่งจนลง
ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้เพื่อยึดกุมอำนาจรัฐจึงมิใช่เพียงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย
หากแต่เป็นเงื่อนไขสำคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นในสังคมด้วย
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
