
บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)
ระวังทุนใหญ่จีน
เพิ่มปัญหาชายแดนใต้
ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขแด่ทุกท่าน
กรณี “บริษัทจีน” เช่าที่ดินผืนใหญ่ในเขต อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อปลูกทุเรียน ทำให้คนชายแดนใต้ต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ว่าจะซ้ำเติมปัญหาชายแดนใต้ในอนาคต หลัง ส.ส.อับดุลอายี สาแม็ง ส.ส.ยะลา จากพรรคประชาชาติ นำไปอภิปรายในสภา เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
อันเป็นจังหวะที่รัฐบาลกำลังเปิดศึกกับ “กลุ่มจีนเทา” ตัดไฟฟ้า น้ำมัน อินเตอร์เน็ต ไม่ให้เป็นท่อน้ำเลี้ยง “เมืองคอลเซ็นเตอร์” ฝั่งประเทศเพื่อนบ้านอยู่พอดี
ปรากฏว่าข่าวทุนจีนเช่าที่ดินทำสวนทุเรียน ทำให้หลายภาคส่วนของคนชายแดนใต้กังวลอย่างมากโดยเฉพาะด้านสุขภาพหากมีการใช้สารเคมีในการฉีดพ่น เพราะจะทำให้สารเคมีตกค้างไหลลงสู่แม่น้ำ จากเบตง ลงมาตามแม่น้ำลำธารต่างๆ ก่อนไหลลงสู่อ่าวปัตตานี
นอกจากนี้ยังมีปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบกับเกษตรกร ชาวบ้านที่ปลูกทุเรียนโดยตรงด้วย ปัญหาที่ดินทำกิน
นอกจากนี้ ประชาชนยังกังวลทุนจีนสีเทาในทางลับ ที่หากร่วมมือกับทุนสีเทาในพื้นที่ไม่สินค้าเถื่อน น้ำมันเถื่อน ยาเสพติด และจิปาถะ
จะทำให้เกิดปัญหาชายแดนใต้ ที่ใหญ่กว่าอุตสาหกรรมความมั่นคง อย่างแน่นอน
นายอับดุลอายี สาแม็ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา เขต 3 ได้ เปิดเผยว่า “บริษัทเอกชนจากประเทศจีนเข้ามาเช่าที่ดินในหมู่ที่ 5 และหมู่ที่ 6 ต.ตาเน๊าะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา เพื่อปลูกทุเรียน บนพื้นที่เกือบ 2,000 ไร่ ซึ่งได้สร้างความกังวลแก่ประชาชนในพื้นที่ เนื่องจากที่ดินที่เช่ามีความใกล้ชิดกับโรงเรียนและชุมชน ขณะเดียวกันการปลูกทุเรียนต้องใช้สารเคมีและเครื่องมือทางการเกษตร เช่น โดรน ซึ่งอาจทำให้สารเคมีฟุ้งกระจายไปยังพื้นที่ชุมชนและโรงเรียน อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพของประชาชน ส.ส.อับดุลอายีจึงขอให้มีมาตรการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างจริงจัง”
นักวิจัยผู้อาวุโสที่ทำวิจัยมายาวนานกับชุมชนชายแดนใต้ท่านหนึ่งสะท้อนว่า
“เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่จะแพ้ยับเยิน แถมระบบการตลาดของจีนจะทำแบบปิด ต่อไปจะรับซื้อตรงของตนเอง คนงานยังนำมาจากประเทศจีน ตลาดทุเรียนในพื้นที่ และอื่นๆ ที่ประชาชนแต่ละพื้นที่ปลูกเป็นรายได้หลักหรือเสริมของชุมชนจะเจ๊งแน่นอน ถ้ารัฐเอื้อแก่ทุนใหญ่ (จีนเทา) แบบที่เป็นอยู่ เมื่อความยากจนมา ปัญหาสังคมด้านต่างๆ ในพื้นที่ก็จะตามมาเป็นทวีคูณอย่างแน่นอน”
เหตุการณ์ที่ชายแดนใต้นั้นสอดคล้องกับเหตุการณ์ภาคตะวันออกที่นายยุคล ชนะวัฒน์ปัญญา รองเลขาธิการคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ วุฒิสภา ได้อภิปรายตั้งกระทู้ เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลมีมาตรการสั่งการปราบปรามกลุ่มทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่า จ.จันทบุรี เพื่อปลูกทุเรียน เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2568
เครือข่ายวิสาหกิจชุมชนทุเรียนคุณภาพชายแดนใต้ เปิดเผยว่า
“ทุเรียนชายแดนใต้ ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็นราชาแห่งผลไม้ (King of fruits) นับว่าเป็นพืชที่สำคัญในจังหวัดชายแดนใต้ สร้างรายได้ให้เกษตรกร นำไปสู่การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนในพื้นที่”
รัฐบาลไทยควรตระหนักถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน โดยเฉพาะคนรากหญ้าซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยควรออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน ป้องกันไม่ให้ธุรกิจจีนเข้ามาผูกขาดตลาด และลดผลกระทบด้านลบต่อชาวบ้าน เกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SMEs ไทย ซึ่งหากรัฐบาลไม่เร่งวางมาตรการรองรับ โดย SMEs ไทยจำนวนมากอาจต้องปิดกิจการ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง
ดังนั้น ทางออกของไทยอยู่ที่การสร้างสมดุลระหว่างการดึงดูดการลงทุนจีนเฉพาะสีขาว (เท่านั้น) กับการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และ SMEs รัฐบาลควรออกมาตรการที่เป็นรูปธรรม เช่น การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของพวกเขา ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และกำหนดกฎข้อบังคับที่ชัดเจนและเป็นธรรม เพื่อป้องกันการผูกขาดและการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม
ซึ่งท้ายสุดจะเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจที่นำไปสู่ความมั่นคงของชุมชน ไม่เพิ่มปัญหาใต้
ในเวทีรับฟังความคิดถึงต่อนโยบายการบริหารและพัฒนาจังหวัดชายแดนแดนใต้ ของสภาความมั่นคงชายแดนใต้ ที่จัดที่โรงแรมลากูน่า จ.สงขลา เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งจะนำเสนอต่อรองนายกรัฐมนตรี ภูมิธรรม เวชยชัย คือ “อยากให้รัฐบาลตระหนักถึงความมั่นคงของชุมชน ความมั่นคงทางวัฒนธรรม ความมั่นคงทางทรัพยากรของไทยให้มากกว่าความมั่นคงของนายทุนจากต่างประเทศและนายทุนที่ได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจที่ทำลายสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติที่ไม่ยั่งยืนโดยยึดโมเดลคนจีนกับมลายูมุสลิมในพื้นที่ร่วมออกแบบพัฒนาไปด้วยกันเหมือนบรรพบุรุษตามที่นายชุมศักดิ์ได้สะท้อนและสอดคล้องกับข้อเสนอแนะทางวิชาการ เพื่อการประคับประคองและปฏิรูปเศรษฐกิจชายแดนใต้ นำไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และสันติภาพที่กินได้ในที่สุด”
จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า ปัญหานโยบายเศรษฐกิจของรัฐที่ผ่านมาคือมุ่งสร้างเขตเศรษฐกิจหลัก เน้นพื้นที่มีศักยภาพ แต่ละเลยพื้นที่ยากจน ถ้าหากข้อตกลงทางเศรษฐกิจ (economic deal) ที่รัฐไทยทํากับคนจีน คือเปิดกว้างให้จีนพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมโดยรัฐเก็บภาษีและค่าเช่าเศรษฐกิจแล้ว
มลายูมุสลิมก็ควรพึงปรับเปลี่ยนเป็นสร้างเศรษฐกิจโดยรวมให้สมดุล โดยเปิดทางให้ชาวบ้านเลือกเข้าสู่เศรษฐกิจพอเพียงซึ่งสอดคล้องกับหลักศาสนาและวิถีชีวิตเดิมของตน
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
