เครื่องราง ‘ลูกอมมหากัณฑ์’ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม พระเกจิชื่อ-ลุ่มน้ำแม่กลอง

พระอุปัชฌาย์คง หรือ หลวงพ่อคง ธัมมโชโต อดีตเจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม
เป็นพระเกจิอาจารย์ลุ่มแม่น้ำแม่กลองอีกรูปที่มีวัตรปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาไม่แพ้ หลวงพ่อแก้ว พรหมสโร วัดพวงมาลัย
วัตถุมงคลและเครื่องรางของขลังทุกรุ่นได้รับความนิยม เป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะเหรียญรุ่นแรก พ.ศ.2484
แต่เครื่องรางที่นับว่าโดดเด่นและเป็นที่รู้จักกันอย่างดี คือ “ลูกอมมหากัณฑ์”
สร้างด้วยเนื้อผงสีขาวผสมด้วยผงดินสอพองที่เขียนจารลงบนแผ่นกระดานชนวน ลบและเก็บรวบรวมไว้นำมาคลุกเคล้าปั้นเป็นลูกอม มีทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ไม่แน่นอน
ที่สำคัญจารอักขระขอมตัวนะ ไว้เพียงตัวเดียวในกระดาษสา ม้วนแบบตะกรุดแล้วจึงนำเนื้อผงที่เตรียมไว้มาหุ้มแล้วปั้นเป็นลูกกลมๆ
ลูกอมนี้ มักเรียกกันว่า “ลูกอมมหากัณฑ์” เชื่อว่ามีความพิเศษ คงกระพันชาตรีนั้นเป็นที่หนึ่ง ของแหลมไม่ได้กินเลือด แม้แต่สุนัขก็กัดไม่เข้า เรื่องเมตตามหานิยมดีเยี่ยม มีประสบการณ์มาก
เวลาจะให้ลูกอมใคร จะสอนก่อนทุกคน ให้เป็นคนดีมีศีลธรรม ห้ามนำไปใช้ในทางที่ผิด คดโกงหรือไปปล้นไปลักของใคร ห้ามผิดลูกผิดเมียใครเด็ดขาด ทุกคนที่ได้ไปก็จะรับปากทุกคน แต่ก็มีบางคนที่ไปทำผิด ก็จะรู้ได้ทันที เนื่องจากลูกอมนั้นจะแตกออกหรือไม่ก็หายไปจากตัวและกลับมาอยู่ที่กุฏิที่หน้าหิ้งบูชาวัดบางกะพ้อม
อาจารย์เภา ลูกศิษย์อีกคน เล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งได้ไปกราบวันก่อนกลับมา 2 หน่วย หมายถึงลูกอมที่ให้ลูกศิษย์ไปแล้วไปทำผิด จึงกลับมาหาหลวงพ่อคง และก็มีบางรายเมื่อลูกอมแตกหรือหายไป กลับมากราบและขอลูกอมลูกใหม่ แต่ก็จะไม่ให้อีกเลย และจะบอกกับผู้นั้นว่า “รอไปก่อนนะจ๊ะ ให้มีความประพฤติดีเสียก่อน จึงค่อยมาเอาใหม่”
ลูกอมมีลักษณะเนื้อผงสีขาวธรรมดา คนที่ได้ไปบางคนก็ใช้อมในปากอย่างนั้นเลย บางคนก็นำไปถักเชือกลงรักถักหูเพื่อห้อยคอ ในสมัยก่อนหาเช่าก็ยังไม่แพงนัก ปัจจุบันหาแท้ยากมาก

ลูกอมมหากัณฑ์ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม
อัตโนประวัติ เกิดในสกุล จันทร์ประเสิรฐ เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2407 ณ ต.บางสำโรง อ.บางคนที จ.สุมทรสงคราม
บิดา-มารดา ชื่อ นายเกตุ และนางทองอยู่ จันทร์ประเสิรฐ
เล่ากันว่าเกิดในเรือนแพ ซึ่งมีความเชื่อกันว่า ถ้าใครถือกำเนิดในห้องเล็กที่ใต้เรือนแพ จะต้องเป็นผู้ชายและครองสมณเพศเป็นพระภิกษุตลอดชีวิต โดยบิดา-มารดาซื้อเรือนนี้มาอีกทอดหนึ่ง
พออายุได้ 12 ปี บรรพชาที่วัดเหมืองใหม่ อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ระหว่างเป็นสามเณรมีความสนใจในวิชาเมตตามหานิยม
กระทั่งอายุได้ 19 ปี ลาสิกขาเพื่อไปช่วยครอบครัวประกอบอาชีพ
ครั้นเมื่อมีอายุครบ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ วัดเหมืองใหม่ เมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือนสิงหาคม 2427 มีพระอาจารย์ด้วง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอธิการจุ้ย เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการทิม วัดเหมืองใหม่ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ธัมมโชโต แปลว่า ผู้รุ่งเรืองในธรรม
จำพรรษาอยู่ที่วัดเหมืองใหม่ คอยอุปัฏฐากรับใช้พระอุปัชฌาย์ ด้วยอุปนิสัยที่รักการศึกษาเล่าเรียน ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางคันถธุระ วิปัสสนาธุระ กับพระอุปัชฌาย์เป็นพื้นฐาน ต่อมาได้ไปศึกษากับพระเถระชื่อดังในยุคนั้นอีกหลายรูป
ได้ศึกษาคัมภีร์มูลกัจจายน์ ซึ่งเป็นตำราเรียนบาลีไวยากรณ์ในสมัยโบราณ กับอาจารย์นก ซึ่งเป็นอุบาสกในละแวกนั้นเป็นเวลา 13 ปี จนมีความคล่องแคล่วสามารถแปลธรรมบทตลอดจนคัมภีร์ต่างๆ ได้
นอกจากนี้ ยังสนใจการศึกษาวิทยาคม โดยร่ำเรียนกับพระเกจิชื่อดัง เริ่มแรกศึกษาคัมภีร์นี้กับพระอาจารย์ด้วง ซึ่งท่านเชี่ยวชาญการลบผงวิเศษ เป็นที่นับถือในสมัยนั้น ต่อมาเล่าเรียนกับหลวงพ่อตาด วัดบางวันทอง พระเถระผู้ที่มีวิทยาคมอันแก่กล้า โดยเฉพาะวิชานะปัดตลอด
อีกทั้งยังได้ไปศึกษากับหลวงพ่อหรุ่น วัดช้างเผือก ผู้เชี่ยวชาญในพระกัมมัฏฐาน

หลวงพ่อคง ธัมมโชโต
ในพรรษา 19 เกิดอาพาธ จึงหยุดพักผ่อน หันมาสอนสมถะกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐานให้กับลูกศิษย์ลูกหา
เอาใจใส่การดูแลก่อสร้างเสนาสนะ เนื่องจากมีฝีมือในเชิงช่าง ในเบื้องต้นซ่อมแซมหอไตรที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรมให้มีสภาพที่ดีขึ้น พร้อมกันนั้นก็ปั้นพระป่าเลไลย์ด้วยฝีมือของท่านเอง
จนกระทั่งพรรษาที่ 21 ในปี พ.ศ.2448 ชาวบ้านใน ต.บางกะพ้อม อาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส ซึ่งในขณะนั้นวัดบางกะพ้อมไม่มีสมภารปกครองวัด และวัดก็อยู่ในสภาพที่ชำรุดทรุดโทรม
ฟื้นฟูบูรณปฏิสังขรณ์ถาวรวัตถุภายในวัดซึ่งชำรุดทรุดโทรม ด้วยท่านมีฝีมือในการพัฒนาเป็นทุนเดิม จึงทำให้การสร้างความเจริญให้แก่วัดสำเร็จลุล่วงในเวลาอันสั้น
พ.ศ.2464 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะตำบลบางกะพ้อม และแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
แม้จะมีภาระงานปกครองวัด แต่ในเดือน 4 ของทุกปี จะไปปักกลดในป่าช้าข้างวัดเป็นเวลาราว 1 เดือน เรียกกันว่า รุกขมูลข้างวัด ชำระจิตใจให้สะอาด หลังจากยุ่งกับเรื่องราวทางโลกเกือบตลอดทั้งปี
ช่วงบั้นปลายชีวิตอาพาธด้วยโรคชรา เนื่องจากมีงานอยู่หลายอย่างต้องทำ ด้วยเป็นกิจของสงฆ์ ทั้งานการสร้างพระพุทธรูป การสร้างวัตถุมงคล ทำให้ไม่มีเวลาพักผ่อน
เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2486 ขณะนั่งร้านเพื่อตกแต่งพระขนงพระพุทธรูปประธานองค์ใหม่ เมื่อสวมพระเกตุพระประธานแล้วเสร็จ ก็เกิดอาการหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม แต่มีสติดี เอามือประสานในอิริยาบถนั่งสมาธิจนหมดลมถึงแก่มรณภาพในอาการอันสงบ
คณะศิษย์เห็นนั่งอยู่นาน จึงประคองร่างลงมาจากนั่งร้าน จึงรู้ว่ามรณภาพไปแล้ว
สิริอายุ 78 ปี พรรษา 58 •
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
