bg-single

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (69)

11.06.2025

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

ปรีดี แปลก อดุล

: คุณธรรมน้ำมิตร (69)

“รัฐประหารทางวิทยุ” เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 แม้ข้ออ้างหลักคือการคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ในความเป็นจริงคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ของความสัมพันธ์ระหว่างจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้นำรัฐบาลคณะรัฐประหาร กับกลุ่มรอยัลลิสต์ เนื่องจากการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 แล้วใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ทำให้กลุ่มรอยัลลิสต์ที่ร่วมกันทำรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ไม่สามารถครอบงำรัฐสภาได้อีกต่อไป

สถานทูตสหรัฐอเมริกาและอังกฤษวิเคราะห์ตรงกันว่า เบื้องหลังที่แท้จริงของการรัฐประหารครั้งนี้คือการต่อต้านกลุ่มรอยัลลิสต์ เป็นการชิงไหวชิงพริบตัดหน้าแผนการขยายอำนาจของกลุ่มรอยัลลิสต์ที่จะเข้มแข้งมากขึ้นจากการกลับมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

“ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของ ณัฐพล จริงใจ สรุปว่า เมื่อการรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้น สถานทูตอังกฤษรายงานว่าพระองค์เจ้าธานีนิวัต ผู้สำเร็จราชการฯ พยายามติดต่อแจ้งข่าวการรัฐประหารให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ โดยพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้แจ้งต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกาว่าพระมหากษัตริย์ทรงไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 และพระองค์อาจจะสละราชสมบัติโดยพระองค์เจ้าธานีนิวัตจะให้คำปรึกษาทางการเมืองแก่พระองค์ภายหลังจากที่เสด็จนิวัติพระนครแล้ว

สำหรับท่าทีของฝ่ายรัฐบาลนั้น หากพระมหากษัตริย์ทรงไม่รับรองรัฐธรรมนูญใหม่แล้วสละราชสมบัติ ไทยก็อาจจะกลายเป็นสาธารณรัฐ

สถานทูตอังกฤษรายงานต่อไปว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2494 ด้วยเรือพระที่นั่ง พระองค์เจ้าธานีนิวัตมิได้ขึ้นไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับเสด็จ แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรีชั่วคราวและรักษาการผู้สำเร็จราชการตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 นั้นได้ไปรอรับเสด็จและเข้าเฝ้าฯ แทน แต่พระองค์ไม่ทรงมีพระราชปฏิสันถารด้วยแต่อย่างใด

ต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ไปเข้าเฝ้าฯ พระองค์เป็นเวลาสั้นๆ เพื่อขอให้ทรงรับรองรัฐบาลใหม่ แต่พระองค์ไม่ตอบรับข้อเสนอของรัฐบาล ในวันรุ่งขึ้นพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้เข้าเฝ้าฯ ให้คำปรึกษาเป็นการส่วนพระองค์ จากนั้นพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้แจ้งแก่สถานทูตสหรัฐอเมริกาและอังกฤษว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังหาหนทางที่จะคว่ำบาตรการรัฐประหารครั้งนี้ด้วยการไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ที่จำกัดอำนาจทางการเมืองของพระองค์ลง อย่างไรก็ตาม พระองค์เจ้าธานีนิวัตเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการประนีประนอมปรับรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับเข้าหากัน

สถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานทูตอังกฤษรายงานสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวอีกว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.อ.ผิน ชุณหะวัณ ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอให้ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองรัฐบาลใหม่และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ทรงปฏิเสธ ทรงมีพระราชประสงค์ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 ที่ถูกล้มไปกลับมาใช้ใหม่ แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่เห็นด้วย เมื่อการเจรจาไม่สำเร็จ มีข่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่พระองค์จะทรงใช้การสละราชสมบัติเป็นเงื่อนไขเพื่อต่อรองกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในเวลาต่อมา

ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลมีแผนเตรียมรับมือการต่อต้านจากกลุ่มรอยัลลิสต์ โดย พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ได้ส่งตำรวจไปควบคุมและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มรอยัลลิสต์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่บ้านพักของพวกเขา เช่น พระองค์เจ้าธานีนิวัต นายควง อภัยวงศ์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นต้น

ต่อมา สถานการณ์คลี่คลายลงเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยินยอมประกาศรับรองรัฐบาลใหม่และรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ให้ “ใช้ชั่วคราว” ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่หรือ “รัฐธรรมนูญ 2475 แก้ไข 2495” ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2495 ที่รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีส่วนสำคัญในการร่างนั้นยินยอมผ่อนปรนตามพระราชประสงค์แต่เพียงบางประการเท่านั้น

เช่น การให้มีอำนาจในกิจการส่วนพระองค์ในการแต่งตั้งองคมนตรี แต่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งวุฒิสภาที่จะทำให้มีอำนาจทางการเมืองขัดขวางรัฐบาลดังเช่นที่ผ่านมาอีก

สถานทูตสหรัฐอเมริการายงานว่า ในสายตาของพระองค์เจ้าธานีนิวัต ประธานองคมนตรีทรงประเมินเรื่องดังกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงผ่อนปรนตามความต้องการของรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่พระองค์เจ้าธานีนิวัตทรงให้ความเห็นว่า การโอนอ่อนผ่อนตามของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ถูกต้องเนื่องจาก “เวลาที่สมควรในการแตกหักกับคณะรัฐประหารยังมาไม่ถึง”

หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2494 ฉบับปรับปรุงแก้ไขจากรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มรอยัลลิสต์และรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในลักษณะชิงไหวชิงพริบกันโดยตลอด สหรัฐอเมริกาเฝ้าติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดโดยยังคงให้ความสำคัญการต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นปัจจัยสูงสุดในการกำหนดนโยบาย

สถานทูตอังกฤษได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานภาพของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ว่า การที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม สามารถปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทั้งกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ กลุ่มรอยัลลิสต์ และกองทัพเรือลงได้นั้นกลับทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องพึ่งพิงอำนาจจาก พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ที่มีอำนาจบังคับบัญชากองทัพบกและกรมตำรวจมากยิ่งขึ้น ขณะที่ตนไม่มีฐานอำนาจใดๆ ค้ำจุน

การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาจึงยิ่งมีความสำคัญต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทั้งความขัดแย้งกับกลุ่มรอยัลลิสต์และฐานอำนาจทางการเมือง

ปลายปี พ.ศ.2495 จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงพยายามสร้างผลงานสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ “กบฏสันติภาพ”

กบฏสันติภาพ

วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้อำนาจกรมตำรวจจับกุมประชาชนจำนวนมาก โดยอาศัยอำนาจตามความในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 มาตรา 102, 104, 177, 181 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2478 มาตรา 4 ซึ่งกรมตำรวจได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2495 ว่าได้จับกุมบุคคลต่างๆ เป็นจำนวน 104 คน โดยมีเหตุผลสำคัญว่า จากการสอบสวนของกรมตำรวจได้มีบุคคลคณะหนึ่งได้สมคบกันกระทำผิดกฎหมาย ด้วยการยุยงให้มีการเกลียดชังกันในระหว่างคนไทย เพื่อก่อให้เกิดการแตกแยก เกิดการทำลายกันเอง โดยใช้อุบายต่างๆ เช่น ปลุกปั่นแบ่งชั้น เป็นชนชั้นนายทุนบ้าง ชนชั้นกรรมกรบ้าง ชักชวนให้เกลียดชังชาวต่างประเทศที่เป็นมิตรของประเทศบ้าง อันเป็นการที่อาจจะทำให้เสื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ยุยงให้ทหารที่รัฐบาลส่งออกไปรบในเกาหลี ตามพันธะที่รัฐบาลมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ ให้เสื่อมเสียวินัย เมื่อเกิดการปั่นป่วนในบ้านเมืองได้ระยะเวลาเหมาะสมแล้ว ก็จะใช้กำลังเข้าทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบอื่น ซึ่งมิใช่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยการชักจูงชาวต่างประเทศเข้าร่วมทำการยึดครองประเทศไทย จากนั้นยังได้ทยอยจับกุมประชาชนเพิ่มเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงกลางปี พ.ศ.2496

ที่มาของคำว่า “กบฏสันติภาพ” ตามคำเรียกของหนังสือพิมพ์ยุคนั้น เนื่องจากผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังจำนวนหนึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2495 โดยมี นพ.เจริญ สืบแสง เป็นประธานคณะกรรมการ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ และพระมหาดิลก สุวรรณรัตน์ เป็นรองประธาน นาย ส.โชติพันธุ์ (ส.ท.เริง เมฆประเสริฐ) เป็นเลขาธิการ ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ต่อต้านรัฐบาลสหรัฐอเมริกาซึ่งสนับสนุนสงครามเกาหลี และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนตัวจากสงครามเกาหลี และกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมกับนานาชาติในประเทศจีนเพื่อต่อต้านสงครามเกาหลี

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และ นายปาล พนมยงค์ ภริยาและบุตรของนายปรีดี พนมยงค์ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวด้วยข้อหาเดียวกันนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
‘ฝ่ายอนุรักษนิยม (กว่า)’ ประสานเสียง วิพากษ์ ‘การเมืองวิปริต’ ใต้ ‘รธน.2560’