
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (69)
“รัฐประหารทางวิทยุ” เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ.2494 แม้ข้ออ้างหลักคือการคุกคามจากลัทธิคอมมิวนิสต์ แต่ในความเป็นจริงคือ “ฟางเส้นสุดท้าย” ของความสัมพันธ์ระหว่างจอมพล ป.พิบูลสงคราม ผู้นำรัฐบาลคณะรัฐประหาร กับกลุ่มรอยัลลิสต์ เนื่องจากการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 แล้วใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 ทำให้กลุ่มรอยัลลิสต์ที่ร่วมกันทำรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 ไม่สามารถครอบงำรัฐสภาได้อีกต่อไป
สถานทูตสหรัฐอเมริกาและอังกฤษวิเคราะห์ตรงกันว่า เบื้องหลังที่แท้จริงของการรัฐประหารครั้งนี้คือการต่อต้านกลุ่มรอยัลลิสต์ เป็นการชิงไหวชิงพริบตัดหน้าแผนการขยายอำนาจของกลุ่มรอยัลลิสต์ที่จะเข้มแข้งมากขึ้นจากการกลับมาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
“ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของ ณัฐพล จริงใจ สรุปว่า เมื่อการรัฐประหารครั้งนี้เกิดขึ้น สถานทูตอังกฤษรายงานว่าพระองค์เจ้าธานีนิวัต ผู้สำเร็จราชการฯ พยายามติดต่อแจ้งข่าวการรัฐประหารให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ โดยพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้แจ้งต่อสถานทูตสหรัฐอเมริกาว่าพระมหากษัตริย์ทรงไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 และพระองค์อาจจะสละราชสมบัติโดยพระองค์เจ้าธานีนิวัตจะให้คำปรึกษาทางการเมืองแก่พระองค์ภายหลังจากที่เสด็จนิวัติพระนครแล้ว
สำหรับท่าทีของฝ่ายรัฐบาลนั้น หากพระมหากษัตริย์ทรงไม่รับรองรัฐธรรมนูญใหม่แล้วสละราชสมบัติ ไทยก็อาจจะกลายเป็นสาธารณรัฐ
สถานทูตอังกฤษรายงานต่อไปว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนิวัติพระนครเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2494 ด้วยเรือพระที่นั่ง พระองค์เจ้าธานีนิวัตมิได้ขึ้นไปเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับเสด็จ แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในฐานะนายกรัฐมนตรีชั่วคราวและรักษาการผู้สำเร็จราชการตามรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 นั้นได้ไปรอรับเสด็จและเข้าเฝ้าฯ แทน แต่พระองค์ไม่ทรงมีพระราชปฏิสันถารด้วยแต่อย่างใด
ต่อมาจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ไปเข้าเฝ้าฯ พระองค์เป็นเวลาสั้นๆ เพื่อขอให้ทรงรับรองรัฐบาลใหม่ แต่พระองค์ไม่ตอบรับข้อเสนอของรัฐบาล ในวันรุ่งขึ้นพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้เข้าเฝ้าฯ ให้คำปรึกษาเป็นการส่วนพระองค์ จากนั้นพระองค์เจ้าธานีนิวัตได้แจ้งแก่สถานทูตสหรัฐอเมริกาและอังกฤษว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกำลังหาหนทางที่จะคว่ำบาตรการรัฐประหารครั้งนี้ด้วยการไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ที่จำกัดอำนาจทางการเมืองของพระองค์ลง อย่างไรก็ตาม พระองค์เจ้าธานีนิวัตเห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีการประนีประนอมปรับรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับเข้าหากัน
สถานทูตสหรัฐอเมริกาและสถานทูตอังกฤษรายงานสถานการณ์ในช่วงเวลาดังกล่าวอีกว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.อ.ผิน ชุณหะวัณ ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอให้ทรงลงพระปรมาภิไธยรับรองรัฐบาลใหม่และประกาศใช้รัฐธรรมนูญ แต่ทรงปฏิเสธ ทรงมีพระราชประสงค์ให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 2492 ที่ถูกล้มไปกลับมาใช้ใหม่ แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่เห็นด้วย เมื่อการเจรจาไม่สำเร็จ มีข่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่พระองค์จะทรงใช้การสละราชสมบัติเป็นเงื่อนไขเพื่อต่อรองกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม จนนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในเวลาต่อมา
ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลมีแผนเตรียมรับมือการต่อต้านจากกลุ่มรอยัลลิสต์ โดย พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ได้ส่งตำรวจไปควบคุมและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มรอยัลลิสต์และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ที่บ้านพักของพวกเขา เช่น พระองค์เจ้าธานีนิวัต นายควง อภัยวงศ์ และ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นต้น
ต่อมา สถานการณ์คลี่คลายลงเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยินยอมประกาศรับรองรัฐบาลใหม่และรัฐธรรมนูญฉบับ 2475 ให้ “ใช้ชั่วคราว” ในระหว่างการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญฉบับร่างใหม่หรือ “รัฐธรรมนูญ 2475 แก้ไข 2495” ซึ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ.2495 ที่รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม มีส่วนสำคัญในการร่างนั้นยินยอมผ่อนปรนตามพระราชประสงค์แต่เพียงบางประการเท่านั้น
เช่น การให้มีอำนาจในกิจการส่วนพระองค์ในการแต่งตั้งองคมนตรี แต่รัฐบาลไม่อนุญาตให้ทรงมีอำนาจในการแต่งตั้งวุฒิสภาที่จะทำให้มีอำนาจทางการเมืองขัดขวางรัฐบาลดังเช่นที่ผ่านมาอีก
สถานทูตสหรัฐอเมริการายงานว่า ในสายตาของพระองค์เจ้าธานีนิวัต ประธานองคมนตรีทรงประเมินเรื่องดังกล่าวว่า เหตุการณ์นี้แสดงถึงความไม่ลงรอยกันระหว่างพระมหากษัตริย์กับรัฐบาล ถึงแม้ว่าพระองค์จะทรงผ่อนปรนตามความต้องการของรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่พระองค์เจ้าธานีนิวัตทรงให้ความเห็นว่า การโอนอ่อนผ่อนตามของพระมหากษัตริย์เป็นสิ่งที่ถูกต้องเนื่องจาก “เวลาที่สมควรในการแตกหักกับคณะรัฐประหารยังมาไม่ถึง”
หลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2494 ฉบับปรับปรุงแก้ไขจากรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475 ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มรอยัลลิสต์และรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็ยังคงดำรงอยู่ต่อไปในลักษณะชิงไหวชิงพริบกันโดยตลอด สหรัฐอเมริกาเฝ้าติดตามสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิดโดยยังคงให้ความสำคัญการต่อต้านคอมมิวนิสต์เป็นปัจจัยสูงสุดในการกำหนดนโยบาย
สถานทูตอังกฤษได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานภาพของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ว่า การที่รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม สามารถปราบปรามกลุ่มต่อต้านรัฐบาลทั้งกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ กลุ่มรอยัลลิสต์ และกองทัพเรือลงได้นั้นกลับทำให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องพึ่งพิงอำนาจจาก พล.ท.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พล.ต.ท.เผ่า ศรียานนท์ ที่มีอำนาจบังคับบัญชากองทัพบกและกรมตำรวจมากยิ่งขึ้น ขณะที่ตนไม่มีฐานอำนาจใดๆ ค้ำจุน
การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาจึงยิ่งมีความสำคัญต่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทั้งความขัดแย้งกับกลุ่มรอยัลลิสต์และฐานอำนาจทางการเมือง
ปลายปี พ.ศ.2495 จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงพยายามสร้างผลงานสำคัญในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในเหตุการณ์ที่รู้จักกันในชื่อ “กบฏสันติภาพ”
กบฏสันติภาพ
วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2495 รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ใช้อำนาจกรมตำรวจจับกุมประชาชนจำนวนมาก โดยอาศัยอำนาจตามความในกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 มาตรา 102, 104, 177, 181 และ พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายลักษณะอาญา (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2478 มาตรา 4 ซึ่งกรมตำรวจได้ออกแถลงการณ์ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2495 ว่าได้จับกุมบุคคลต่างๆ เป็นจำนวน 104 คน โดยมีเหตุผลสำคัญว่า จากการสอบสวนของกรมตำรวจได้มีบุคคลคณะหนึ่งได้สมคบกันกระทำผิดกฎหมาย ด้วยการยุยงให้มีการเกลียดชังกันในระหว่างคนไทย เพื่อก่อให้เกิดการแตกแยก เกิดการทำลายกันเอง โดยใช้อุบายต่างๆ เช่น ปลุกปั่นแบ่งชั้น เป็นชนชั้นนายทุนบ้าง ชนชั้นกรรมกรบ้าง ชักชวนให้เกลียดชังชาวต่างประเทศที่เป็นมิตรของประเทศบ้าง อันเป็นการที่อาจจะทำให้เสื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ยุยงให้ทหารที่รัฐบาลส่งออกไปรบในเกาหลี ตามพันธะที่รัฐบาลมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ ให้เสื่อมเสียวินัย เมื่อเกิดการปั่นป่วนในบ้านเมืองได้ระยะเวลาเหมาะสมแล้ว ก็จะใช้กำลังเข้าทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบอื่น ซึ่งมิใช่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยการชักจูงชาวต่างประเทศเข้าร่วมทำการยึดครองประเทศไทย จากนั้นยังได้ทยอยจับกุมประชาชนเพิ่มเป็นระยะๆ จนกระทั่งถึงกลางปี พ.ศ.2496
ที่มาของคำว่า “กบฏสันติภาพ” ตามคำเรียกของหนังสือพิมพ์ยุคนั้น เนื่องจากผู้ที่ถูกจับกุมคุมขังจำนวนหนึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการสันติภาพแห่งประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งเมื่อวันที่ 22 เมษายน พ.ศ.2495 โดยมี นพ.เจริญ สืบแสง เป็นประธานคณะกรรมการ นายกุหลาบ สายประดิษฐ์ และพระมหาดิลก สุวรรณรัตน์ เป็นรองประธาน นาย ส.โชติพันธุ์ (ส.ท.เริง เมฆประเสริฐ) เป็นเลขาธิการ ตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านสงครามในคาบสมุทรเกาหลี ต่อต้านรัฐบาลสหรัฐอเมริกาซึ่งสนับสนุนสงครามเกาหลี และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยถอนตัวจากสงครามเกาหลี และกำลังเตรียมตัวเข้าร่วมประชุมกับนานาชาติในประเทศจีนเพื่อต่อต้านสงครามเกาหลี
ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ และ นายปาล พนมยงค์ ภริยาและบุตรของนายปรีดี พนมยงค์ ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวด้วยข้อหาเดียวกันนี้
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
