
ผ่านมาถึงปลายเดือนพฤษภาคม นับได้ 9 เดือนแล้วรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ไม่ปรากฏว่ามีผลงานให้ชาวบ้านฮือฮาสักโครงการ แถมยังบริหารงานอืดอาด ขาดการตัดสินใจแน่ชัด ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจทรุดหนักลงทุกวัน ผู้คนทั่วประเทศเผชิญกับภาวะฝืดเคือง ค้าขายเหือดแห้ง หนี้สินรุงรังจนรู้สึกเหมือนไม่มีผู้นำ ไม่มีรัฐบาล ชาวบ้านก็ทนอยู่กันได้
12 กันยายนปีที่แล้ว คุณอุ๊งอิ๊งประกาศกลางรัฐสภาว่า มี 10 นโยบายเร่งด่วนจะทำทันที ตั้งแต่เรื่องปรับโครงสร้างหนี้ทั้งในระบบ นอกระบบ แก้หนี้เอสเอ็มอี แก้ปัญหายาเสพติด ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ยกระดับเกษตรทันสมัย กระตุ้นเศรษฐกิจ ผลักดันดิจิทัลวอลเล็ต ปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย
ทั้งหมดที่กล่าวมายังไม่มีโครงการไหนบังเกิดผลในทางบวกจนชาวบ้านยิ้มออก หรือถ้าเป็นบวกจริงเศรษฐกิจจะไม่ทรุดหนักอย่างที่เห็น
การบริหารจัดการของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดเหตุใหญ่ๆ ก็ล้วนชักช้าอืดอาดจนรู้สึกเหมือนไม่ต้องมีผู้นำ งานก็เดินไปได้ ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ กรณีตึก “สตง.” สูง 29 ชั้น มูลค่ากว่า 2 พันล้านบาท ตึกเดียวในโลกที่อยู่ห่างจากจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวกว่า 1 พันกิโลเมตร พังราบกลางกรุงเทพมหานครในเวลาไม่ถึง 1 นาที 89 ชีวิตสังเวยใต้ซากเหล็กปูนไร้มาตรฐาน เหตุการณ์ผ่านมา 2 เดือนเต็มๆ รัฐบาลยังควานหาคนผิดมาลงโทษไม่ได้
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว นายกฯ ในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศหยิบฉวยเอาวิกฤตนี้มาพลิกเป็นโอกาสโชว์ความเด็ดขาดสร้างความเชื่อมั่น ดังเช่นออกคำสั่งโยกย้ายผู้บริหาร สตง.ระดับสูงออกจากตำแหน่งเป็นการชั่วคราวก่อน เพราะทรัพย์สินของรัฐเกิดความเสียหายเป็นที่ประจักษ์แล้ว และเพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างโปร่งใสราบรื่น คดีไม่ถูกบิดเบือนหรือถูกแทรกแซงใดๆ
การใช้คำสั่งเด็ดขาดเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณบอกให้คนทั้งโลกรู้ว่า “ฉันเป็นนายกฯ ที่มาดมั่นยืนเคียงข้างประชาชน” ถ้าผลสอบออกมาผู้บริหาร สตง.ไม่เกี่ยว นายกฯ ก็ค่อยออกคำสั่งย้ายกลับมา
กรณีคานเหล็กบนถนนพระราม 2 บนทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง หล่นลงมาทับคนข้างล่างเสียชีวิต 6 คนเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เป็นอุบัติเหตุเกิดซ้ำเกิดซ้อนไม่รู้จบสิ้น เวลาข้ามพ้น 3 เดือนแล้วรัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง” ไม่สามารถเอาผิดกับใครได้
คุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการคมนาคมที่ดูแลเรื่องนี้ ได้แต่ท่องคาถาแบล็กลิสต์ผู้รับเหมา ทั้งที่ย้อนไปแค่ปี 2567 สถิติเกิดอุบัติเหตุกับโครงการบนถนนสายนี้มีมากถึง 6 ครั้ง จนมีคนตั้งคำถามเหน็บคุณสุริยะว่า “สมุดพกผู้รับเหมาจะออกฤทธิ์กี่โมง”
อีกกรณีแม่น้ำกก แม่น้ำสายปนเปื้อนสารพิษเกินค่ามาตรฐานก็เป็นอีกประเด็นที่บ่งบอกว่า รัฐบาลชุดนี้บริหารงานยืดยาดอืดอาดไร้ประสิทธิภาพ เพราะเหตุการณ์เกิดขึ้นและมีสัญญาณเตือนมานานแล้ว รัฐบาลไม่แยแส แสดงท่าทีนิ่งเฉยจนสื่อหยิบฉวยคำพูดของชาวบ้านไปพาดหัวว่า “เรามีรัฐบาลหรือเปล่า?”
สื่อนำเสนอข่าวชาวแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ชาวอำเภอเมืองเขียง แม่สาย เวียงชัย เวียงเชียงรุ้ง แม่จัน ดอยหลวงและเชียงแสน จังหวัดเชียงรายที่อยู่ริมแม่น้ำประสบความเดือดร้อน นักท่องเที่ยวไม่มา ธุรกิจร้านอาหาร โฮมสเตย์ ปางช้างเจ๊งยับเยิน พืชเกษตรอย่างกระเทียม ปลูกกันมากในแถบนั้น เอาไปขายก็ไม่มีคนซื้อ ปลาติดเชื้อเป็นโรค
ต้นเดือนเมษายน กลุ่มชาวบ้านเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐตรวจเลือดชาวบ้านที่ใช้น้ำในแม่น้ำทั้ง 2 สายเพื่อหาทางแก้ไขและเยียวยารักษา เพราะผิวหนังบางคนเป็นตุ่มแผลผุพอง แต่เสียงเรียกร้องไม่ได้รับความสนใจจากฝั่งรัฐบาล
ช่วงเวลาเดียวกัน แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ อธิบดีกรมอนามัย ออกมาระบุการปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วในแม่น้ำกก อำเภอแม่อาย โดยเฉพาะบ้านแก่งตุ้มมีค่าสารหนูสูงถึง 0.026 มิลลิกรัม/ลิตร ขณะที่ค่ามาตรฐานที่ตั้งไว้ 0.01 ม.ก/ล. และสารตะกั่ว 0.076 ม.ก./ล. ค่ามาตรฐานกำหนดไว้ไม่เกิน 0.05 ม.ก./ล.
ข่าวการตรวจพบสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำกกของกรมอนามัยแพร่สะพัดออกไปยิ่งทำให้ชาวบ้านหวาดผวามากขึ้น
ดังในหนังสือของเครือข่ายสิทธิชุมชนจังหวัดเชียงราย 13 แห่ง ทำถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ไล่เรียงประเด็นปัญหาที่ชี้ให้เห็นว่า หน่วยงานราชการไม่สามารถแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษในแม่น้ำกกและการแก้ปัญหาล่าช้าสร้างความเดือดร้อนอื่นๆ ตามมา ไม่สามารถใช้น้ำจากแม่น้ำหรือน้ำในบ่อบาดาลมาทำเกษตร เกรงจะมีสารพิษ
ชาวบ้านแสดงความสงสัยถึงที่มาของ “สารพิษ” มาจากการทำเหมืองแร่ทองคำและแร่แรร์เอิร์ธ ฝั่งเมียนมาจริงหรือไม่ และกระบวนการทำเหมืองใช้สารพิษอะไรบ้าง ทำตั้งแต่เมื่อไหร่
เวลานี้ข้อมูลที่ชาวบ้านรับรู้เป็นเพียงการตั้งข้อสังเกตจากภาพถ่ายดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือจิสด้า เป็นภาพแสดงพื้นที่ในฝั่งเมียนมา เปิดหน้าดินใกล้ๆ กับลำน้ำและต้นน้ำกกราวๆ 40 จุด

สื่อนำมาข้อมูลออกมาแฉว่า นักธุรกิจจีนเข้าไปลงทุนทำเหมืองแร่ในเมียนมามีทั้งเหมืองทองและเหมืองสกัดแร่หายาก หรือแรร์เอิร์ธ (rare earth elements (REEs) อาทิ แร่ทอร์เบียม แร่ดิสโพสเซียม ซึ่งเป็นแร่ที่อุตสาหกรรมไฮเทคมีความต้องการสูงมาก
การสกัดแร่แรร์เอิร์ธต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายขั้นตอน ต้องใช้สารเคมี อาทิ สารปรอท ไซยาไนด์หรือสารหนู และกรดกำมะถันสกัดเนื้อแร่ น้ำปนเปื้อนสารปรอทจะถูกปล่อยลงในแหล่งดิน แหล่งน้ำ
รัฐบาลไทยยังไม่เคยเปิดเผยเรื่องนี้อย่างเป็นทางการว่า ฝั่งเมียนมาทำเหมืองแร่และใช้สารพิษในการผลิตแร่จริงหรือไม่?
ส่วนจุดเริ่มต้นของวิกฤตน้ำกกเปื้อนสารพิษมาจากเหตุน้ำท่วมอำเภอแม่สาย เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว เวลานั้นแม่น้ำกกและแม่น้ำสายพัดเอาโคลนถล่มบ้านเรือนจนเละ ความผิดปกติอยู่ที่ปริมาณโคลนมีมากมหาศาล
หลังเกิดเหตุโคลนถล่มแม่สาย นักข่าว “ไทยพีบีเอส” หยิบประเด็นนี้ไปถามคุณภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ระหว่างเดินทางไปดูพื้นที่เกิดเหตุ คุณภูมิธรรมบอกว่า “ดินโคลนที่มาจากเหมืองในดินแดนพม่าต้องเจรจาเพราะเป็นสิทธิในอาณาเขตของเขา”
แสดงว่า ข้อมูลการทำเหมืองแร่ในฝั่งเมียนมา รัฐบาลไทยรู้มานานแล้วแต่ทำเฉย
ต้นปี 2568 ชาวแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ตั้งข้อสังเกตน้ำในแม่น้ำกก “ขุ่นผิดปกติ” เพราะช่วงปีใหม่น้ำในแม่น้ำจะใสกว่านี้ และตั้งแต่นั้นมาน้ำขุ่นตลอด ชาวบ้านจึงเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษตรวจสอบจึงได้รู้ว่า คุณภาพน้ำในแม่น้ำกก แม่น้ำสายและแม่น้ำโขงมีสารพิษเกินค่ามาตรฐาน
แม้ว่าในเดือนมีนาคมจะมีประกาศเตือนของกระทรวงสาธารณสุขให้งดสัมผัสน้ำ แต่รัฐบาลยังแสดงท่าทีนิ่งเฉยกับเสียงเรียกร้องให้แก้ปัญหาต้นเหตุการปนเปื้อนสารพิษเช่นเดิม จนกระทั่งข่าวโหมกระพือหนักขึ้น ปลายเดือนพฤษภาคมรัฐบาลจึงออกมาเต้นแร้งเต้นกาแสดงท่าทีกระตือรือร้น
คุณภูมิธรรม เวชยชัย นั่งหัวโต๊ะประชุมแก้ปัญหาดินโคลนถล่ม ปัญหาสารพิษตกค้างในแม่น้ำกก แม่น้ำสายและแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม คุณภูมิธรรมยอมรับว่า สารพิษตกค้างมีสาเหตุมาจากการทำเหมืองแร่ที่ต้นน้ำในเมียนมา
“แม่น้ำในฝั่งไทยมีสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานหลายจุด แต่ไม่เป็นอันตรายในระยะสั้น ให้กรมทรัพยากรน้ำ ออกแบบการสร้างเขื่อนที่มีคุณสมบัติกรองสารพิษ และดูดตะกอนที่ติดค้าง เพื่อรองรับผลกระทบในอนาคต” คุณภูมิธรรมโชว์วิชั่น
วิชั่นของคุณภูมิธรรม ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันในเชิงวิศวกรรมว่าการสร้างเขื่อนเพื่อกรองน้ำที่ปนเปื้อนสารพิษไหลลงแม่น้ำกกซึ่งมีความยาว 285 กิโลเมตร และแม่น้ำสาย ยาว 30 กิโลเมตร ทำได้จริงหรือฝันเฟื่อง?
ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่า ต้องใช้เงินลงทุนก่อสร้างสูง แม้จะดักกรองสารพิษ แต่ก็ทำได้แค่บางส่วน เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ โดยเฉพาะในฤดูน้ำหลาก ถ้าเขื่อนมีความสูงไม่เพียงพอ น้ำเปื้อนสารพิษทะลักล้นลงสู่เบื้องล่างอยู่ดี
แนวคิดสร้างเขื่อนกรองสารพิษแม้ทำได้จริง แต่ต้องใช้เงินงบประมาณเท่าไหร่ เอามาจากที่ไหน และคุ้มค่าหรือไม่
ทางออกที่ดีที่สุดคือการแก้ปัญหาที่ต้นตอ น่าจะถึงเวลารัฐบาล “อุ๊งอิ๊ง” ต้องหยิบฉวยให้ได้ด้วยการโชว์ความสามารถหยุดยั้งปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำกก แม่น้ำสายและแม่น้ำโขง
หลายๆ ฝ่ายเสนอให้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งเปิดโต๊ะเจรจากับรัฐบาลเมียนมาหรือผู้นำว้าแดงที่มีอิทธิพลในพื้นที่ทำเหมืองทอง เหมืองแร่หายากโดยตรง หรืออาจจะใช้เวทีอาเซียน คณะกรรมการลุ่มน้ำโขง เป็นตัวการประสานงาน
แม้การเจรจาให้เจ้าของเหมืองหยุดปล่อยสารพิษลงในแม่น้ำกก แม่น้ำสายและแม่น้ำโขงดูเหมือนเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญเพราะมีหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง
นักธุรกิจจีนไม่ยอมควักเงินลงทุนเพิ่มเพื่อบำบัดน้ำเสียก่อนทิ้งลงแม่น้ำเป็นแน่ รัฐบาลเมียนมาเอื้อมมือมาแก้ปัญหาเป็นไปได้ยากเพราะเป็นพื้นที่คุ้มครองของชนกลุ่มน้อย ส่วนว้าแดงต้องคุ้มครองผลประโยชน์จากการทำเหมืองเป็นสำคัญ
แต่ถ้ารัฐบาลไทยใช้มาตรการตอบโต้เข้มข้น ทั้งปิดชายแดน หยุดการซื้อขายสินค้ากับกลุ่มว้าแดงหรือเมียนมา บีบให้ทุกกลุ่มหันมาเจรจาแก้ปัญหาการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำ อาจจะเป็นอีกหนทางโชว์ความเด็ดขาดเรียกความเชื่อมั่นในตัวคุณอุ๊งอิ๊ง
และจะได้รับเสียงชื่นชมในฐานะนายกฯ ผู้ปกป้องสิ่งแวดล้อมไทยดูแลประชาชนชายขอบที่แท้จริง •
สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
