bg-single

ประเมินสถานการณ์ ไทย-กัมพูชาจาก RLI

17.06.2025

Agora กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

www.facebook.com/bintokrit

ประเมินสถานการณ์

ไทย-กัมพูชาจาก RLI

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 สถาบันโรเบิร์ต แลนซิง (Robert Lansing Institute) หรือ RLI ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาเผยแพร่เป็นบทความเรื่อง “Rising Tensions Between Thailand and Cambodia : Causes, Scenarios, Consequences, and Foreign Interests” ทางเว็บไซต์ของสถาบัน RLI

ในลิงก์ https://lansinginstitute.org/2025/06/09/rising-tensions-between-thailand-and-cambodia-causes-scenarios-consequences-and-foreign-interests/

โดยสถาบัน RLI แยกประเด็นวิเคราะห์ออกเป็น 4 ด้าน คือ

(1) สาเหตุของความตึงเครียดที่ทวีขึ้น (Causes of Growing Tensions)

(2) ฉากทัศน์ที่น่าจะเป็นหรือสถานการณ์ที่เป็นไปได้ (Possible Scenarios)

(3) ผลที่ตามมาในภูมิภาค (Consequences for the Region)

และ (4) ผลประโยชน์และกำลังของต่างชาติ (Foreign Forces and Interests)

ดังนี้

1.สาเหตุของความตึงเครียดที่ทวีขึ้น

สาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาร้อนระอุขึ้นมาก็เนื่องจากปัจจัย 4 ประการ

อย่างแรกคือข้อพิพาทเรื่องดินแดนและประวัติศาสตร์ (Historical and Territorial Disputes) สืบเนื่องจากคดีปราสาทพระวิหารที่แม้ว่าศาลโลกจะตัดสินใจให้ตัวปราสาทเป็นของกัมพูชาไปแล้ว แต่ข้อขัดแย้งเรื่องดินแดนรอบปราสาทก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้วาทะโวหารกระตุ้นอารมณ์ชาตินิยมขึ้นก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ลุกลามได้

อย่างที่สองการวางกำลังทหารตามแนวชายแดนและกิจกรรมผิดกฎหมายในบริเวณนั้น (Border Militarization and Illegal Activities) การที่กองทัพวางกำลังประชิดตะเข็บชายแดนและมีกิจกรรมผิดกฎหมายหลายอย่าง เช่น การลักลอบตัดไม้ การแอบขนส่งสินค้า การค้ามนุษย์ ฯลฯ ที่ดำเนินไปในแนวพรมแดนได้สร้างความตึงเครียดระหว่างสองประเทศ ทำให้ต่างฝ่ายต่างเผชิญหน้าในพื้นที่พิพาทซึ่งล่อแหลมต่อการปะทะ

อย่างที่สามคือความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและการขาดเสถียรภาพ (Political Changes and Domestic Instability) ทั้งไทยและกัมพูชาต่างก็มีปัญหาเรื่องเสถียรภาพทางการเมืองด้วยกันทั้งคู่ นอกจากนี้การปกครองในไทยยังได้รับอิทธิพลจากกองทัพ ในขณะที่กัมพูชาอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผู้นำใหม่ ซึ่งฮุน มาเนต ทายาทของอดีตนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ยังไม่สามารถสถาปนาอำนาจได้อย่างมั่นคงเหมือนบิดา

ทั้งสองชาติจึงมีแนวโน้มที่จะใช้แนวทางที่เน้นความมั่นคงและท่าทีแบบชาตินิยม ทำให้การทูตแบบทวิภาคีของสองประเทศมีความเปราะบาง ไม่สามารถสนองตอบปัญหาได้อย่างเหมาะสม

อย่างที่สี่คือประเด็นปัญหาด้านแรงงานและชาติพันธุ์ (Ethnic and Labor Issues) กัมพูชามองว่าไทยไม่ปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยด้วยดี และเกิดกระแสต่อต้านกัมพูชาในหมู่คนไทยที่พุ่งสูงขึ้น

(บทความไม่ได้ให้ข้อมูลว่ามีกระแสชาวกัมพูชาต่อต้านไทยเช่นกัน อย่างเช่น การรณรงค์ให้แบนสินค้าไทย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นานแต่รุนแรง แต่เรื่องนี้ชาวไทยส่วนใหญ่ทราบดีอยู่แล้ว)

2.ฉากทัศน์ที่น่าจะเป็นหรือสถานการณ์ที่เป็นไปได้

RLI คาดการณ์ว่ามี “ฉากทัศน์” (Scenario) ที่เป็นไปได้ 4 แบบ คือ

ฉากทัศน์ที่ 1 คือความสัมพันธ์ทางการทูตเพิ่มความตึงเครียดแต่ไม่มีการใช้กำลังอาวุธ

ซึ่ง RLI ประเมินว่าสถานการณ์นี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด โดยจะเกิดความขัดแย้งขึ้นจากการใช้วาทะโวหารที่รุนแรงสร้างความเกลียดชัง การระงับหรือจำกัดวีซ่าเข้าประเทศ การปิดพรมแดนเป็นการชั่วคราว เกิดขบวนประท้วงภายใต้กระแสชาตินิยม แต่หลีกเลี่ยงการเกิดสงครามจากการที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจ และการมีประชาคมอาเซียนเข้ามาช่วยเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้แบบที่ 2 คือการปะทะกันในพื้นที่ชายแดนโดยไม่ได้ตั้งใจมาก่อน โดยเกิดขึ้นตามแนวที่เกิดความขัดแย้งซึ่งอาจมาจากหน่วยลาดตระเวนในพื้นที่หรือไม่ก็กลุ่มที่ทำธุรกิจผิดกฎหมาย

สถานการณ์เช่นนี้เป็นไปตามสภาพการณ์ ไม่ได้มาจากการสั่งการล่วงหน้าหรือวางแผนไว้ก่อนทำให้เกิดการยิงกันเป็นบางช่วง RLI ยกตัวอย่างว่าคล้ายกับเหตุการณ์ที่เขาพระวิหารช่วงปี พ.ศ.2551-2554

ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้แบบที่ 3 คือความขัดแย้งแบบลูกผสมที่ยืดเยื้อ โดยมีผู้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งสองประเทศเข้ามามีส่วนได้ส่วนเสียกับความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สถานการณ์ในแบบนี้จะมีความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นแต่ไม่เกิดสงครามโดยตรง หากแต่ห้ำหั่นกันผ่านสงครามข้อมูลข่าวสาร การคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการใช้ผู้อพยพเข้าเมือง กลุ่มผู้ลี้ภัย หรือพวกอาชญากรในการทำลายฝ่ายตรงข้ามแทนกำลังทหาร

ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้แบบที่ 4 คือมีตัวกลางเข้ามาเจรจาไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง ประเทศที่สามหรือกลุ่มประเทศซึ่งสามารถเข้ามาเป็นตัวกลางได้ก็ เช่น อาเซียน จีน สหรัฐอเมริกา หรือญี่ปุ่น ด้วยการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงทางการทูตเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน

แต่สถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับไทยและกัมพูชาว่าจะยินดีเปิดรับตัวกลางที่เข้ามาประสานมากน้อยแค่ไหน

3.ผลที่ตามมาในภูมิภาค

ผลที่ตามมาจากสถานการณ์นี้มี 4 ด้าน ได้แก่ (1) ความมั่นคง (2) ด้านมนุษยธรรม (3) ด้านเศรษฐกิจ และ (4) ด้านความเป็นเอกภาพของอาเซียน

เริ่มจากข้อแรกด้านความมั่นคงนั้น ผลพวงหรือผลกระทบที่ตามมาจากเหตุการณ์ความขัดแย้งของสองประเทศจะส่งผลไปสู่ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคด้วย (อินโดจีนและอาเซียน)

การปะทะกันด้วยกำลังแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้กระเทือนต่อความมั่นคงในภูมิภาคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจะกระทบไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในจุดอื่นๆ ของภูมิภาคไม่มากก็น้อย

ข้อที่สองด้านมนุษยธรรม เช่น ส่งผลให้เกิดการลี้ภัย ผู้อพยพ กระทบสภาพเศรษฐกิจจนเกิดการชะงักงัน และเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนข้อที่สามด้านเศรษฐกิจนั้นคือภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผลพวงที่ตามมาอย่างแน่นอนคือกระทบต่อการทำงานของแรงงานกัมพูชาในไทย ในขณะที่ไทยก็มีปัญหากับการเข้าไปลงทุนในกัมพูชา

ข้อสุดท้ายคือด้านเอกภาพของอาเซียนซึ่งทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่ชาติสมาชิก ไม่เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

หลักการไม่แทรกแซงกิจการของประเทศอื่นถูกท้าทายว่าจะดำนินต่อไปได้หรือไม่ อย่างไร

4.ผลประโยชน์และกำลังของต่างชาติ

คาดการณ์ว่าชาติต่างๆ ที่มีผลประโยชน์ในภูมิภาคจะมีแสดงบทบาทที่ต่างกันออกไป

ประเทศจีนซึ่งมีความสัมพันธ์ที่แนบชิดกับกัมพูชาเป็นพิเศษทั้งทางเศรษฐกิจและการทหารก็จะใช้โอกาสนี้เพิ่มอิทธิพลของตัวเองในกัมพูชาให้มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และกดดันให้ไทยวางตัวเป็นกลางในยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก

นอกจากนี้ การมีบทบาทสำคัญของจีนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ยังทำให้จีนมีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของประชาคมอาเซียน

ส่วนสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาสนับสนุนไทยโดยวางบทบาทเป็นผู้สร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาค และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตยในไทย

ยิ่งจีนพยายามมีบทบาทมากเท่าไหร่ สหรัฐก็ยิ่งมีแนวโน้มว่าจะขยับมากยิ่งขึ้น แต่สหรัฐไม่มีอิทธิพลมากนักในกัมพูชาซึ่งมีจีนหนุนหลังอยู่

ขณะที่เวียดนามจะสังเกตการณ์อยู่เงียบๆ อย่างระมัดระวัง เนื่องจากความกังวลว่าสถานการณ์อาจลุกลามบานปลายจนกระทบเวียดนาม หรือเหตุการณ์อาจทำให้กัมพูชายิ่งอยู่ภายใต้จีนมากขึ้นเรื่อยๆ

ฉะนั้นเวียดนามอาจเดินเกมลับๆ เพื่อกดดันให้กัมพูชาหาทางคลายความตึงเครียดลง

สุดท้ายก็คือญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจกับทั้งสองประเทศ ดังนั้นจึงพยายามหาทางทำให้เกิดสันติผ่านกลไกคลี่คลายความขัดแย้งของประชาคมอาเซียน เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปสงค์และอุปทานในภูมิภาคซึ่งทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีมีความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนอยู่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง