จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของ ‘น้ำดอกไม้เทศ’ ว่า เป็นหัวน้ำหอมทำจากดอกกุหลาบชนิดหนึ่ง แม้น้ำชนิดนี้จะมีกลิ่นหอมก็มิใช่ ‘น้ำหอม’ ธรรมดาทั่วๆ ไป แต่เป็น ‘หัวน้ำหอม’ คือ น้ำหอมที่เข้มข้น ใช้ทำน้ำหอมโดยนำมาผสมให้เจือจางลง กลิ่นที่หอมแรงเกินไปก็จะกลายเป็นหอมพอดีๆ ตามต้องการ
‘น้ำดอกไม้เทศ’ หรือ หัวน้ำหอมนี้กลั่นมาจากกลีบกุหลาบ จะเรียกว่า ‘น้ำกุหลาบกลั่น’ ก็ได้ คำว่า ‘น้ำกุหลาบกลั่น’ พบในพระราชนิพนธ์บทละครนอก เรื่อง “สังข์ทอง” รัชกาลที่ 2 ทรงเล่าถึงตอนที่ท้าวสามลให้พระธิดาทั้งเจ็ดเลือกคู่ บรรดากษัตริย์ต่างเตรียมพร้อมแต่งองค์ทรงเครื่องเต็มที่
“๏ ครั้นรุ่งแสงสุริย์ใสไตรตรัส ทั้งร้อยเอ็ดกษัตริย์ทรงภูษา
สอดเครื่องประดับระยับตา แต่งกายาโอ่อวดประกวดกัน
บ้างถือห่อบุหงาทัดยาดม ผ้าห่มชุบน้ำกุหลาบกลั่น
ต่างองค์กรายกรจรจรัล พากันเข้าไปในวัง”
‘นํ้ากุหลาบกลั่น’ หรือ ‘น้ำดอกไม้เทศ’ นี้ คือ ‘น้ำหอมฝรั่ง’ หรือ ‘น้ำอบฝรั่ง’ นั่นเอง ดังที่ ขุนวิจิตรมาตรา หรือ “กาญจนาคพันธุ์” กล่าวไว้ในหนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ว่า
“ต่อพานหวีออกมาตั้งขวดน้ำอบ มีน้ำอบไทยอย่างหนึ่ง กับน้ำอบฝรั่งสองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นขวดสี่เหลี่ยมใหญ่ มีตราปิดเป็นลายดอกไม้ หอมเหมือนดอกกุหลาบ เรียกว่า ‘น้ำดอกไม้เทศ’ น้ำดอกไม้เทศนี้ใช้เป็นกระสายยาได้ อีกอย่างหนึ่งเป็นน้ำอบฝรั่ง ขวดเล็กแบนๆ หอมมาก มีตรารูปแหม่มดีดพิณ เรียกกันว่า น้ำดีดพิณ”
คนไทยรู้จักดอกกุหลาบมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนกลางในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ดังจะเห็นได้จาก “จดหมายเหตุ ลาลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม” (ฉบับ สันต์ ท. โกมลบุตร แปล) เล่าถึงไม้ดอกหอมที่ปลูกไว้ในสวนว่า
“ข้าพเจ้าได้เห็นดอกซ่อนชู้ (Tubereuse) เป็นอันมากในสวนของชาวสยาม แต่ดอกกุหลาบนั้นมีน้อย และดอกไม้เหล่านี้มีกลิ่นหอมน้อยกว่าในทวีปยุโรป ฉะนั้น ดอกกุหลาบจึงแทบจะไม่มีกลิ่นเอาเสียเลยทีเดียว”
นอกจากนี้ แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระราชโอรสของพระองค์ คือ ‘เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร’ กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลาย ทรงบรรยายถึงดอกกุหลาบไว้ในพระนิพนธ์หลายเรื่อง เริ่มจาก “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารทองแดง”
“๏ ชาตบุษป์พุทธชาดซาบ กุหลาบกนาบทั้งสองทาง
เบงระมาดยี่สุ่นกลาง กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง ฯ
๏ ชาตบุษป์พุทธชาดขึ้น เคียงกลาง
กุหลาบกนาบสองทาง กลิ่นฟุ้ง
เบงระมาดยี่สุ่นกาง ตรงกลีบ
สาวสาวฉวยชิงหยุ้ง เก็บร้อยรอยกรอง ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
จะเห็นได้ว่าสมัยนั้นปลูก ‘กุหลาบ’ สองข้างทาง ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง เป็นหนึ่งในไม้ดอกหอมซึ่งเป็นที่ปรารถนาของสาวๆ สมัยอยุธยา แย่งกันเก็บมาร้อยเป็นพวงมาลัย
นอกจากนี้ พระนิพนธ์ “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก” ตอนหนึ่งนั้นบรรยายว่า
“๏ กุหลาบบานกลีบช้อย คิดกะทงน้อยวางพานทอง
หอมรื่นชื่นสมสอง หยิบดอกไม้ให้นางดม ฯ
๏ กุหลาบกลิ่นเฟื่องฟุ้ง เนืองนอง
นึกกะทงใส่พานทอง ก่ำก้าว
หอมรื่นชื่นสมสอง สังวาส
หยิบรอจมูกเจ้า บ่ายหน้าเบือนเสีย ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
เมื่อเห็นดอกกุหลาบ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรก็หวนระลึกถึงดอกกุหลาบที่บรรจุในกระทงใบน้อยวางบนพานทองอีกทีหนึ่ง จึงทรงหยิบดอกไม้นั้นไปจ่อที่จมูกนางให้สูดดมกลิ่นหอมรื่น
จากดอกกุหลาบกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ปลูกกันไม่มากเท่าไหร่สมัยอยุธยาตอนกลาง กลายเป็นดอกกุหลาบกลิ่นหอมฟุ้งหอมรื่นหอมชื่นใจ ที่ปลูกกันเป็นจำนวนมากสมัยอยุธยาตอนปลาย แสดงว่าดอกไม้ต่างประเทศชนิดนี้เป็นที่นิยมอย่างยิ่งในแผ่นดินไทย
ที่สำคัญ คือ “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก” ไม่ได้กล่าวถึงแต่ ‘ดอกกุหลาบ’ เท่านั้น แต่ยังกล่าวถีง ‘น้ำดอกไม้เทศ’ ด้วย ดังที่ผู้เขียนเคยอ้างไว้ในเรื่อง “เทศในไทย” ก่อนหน้านี้ว่า
“๏ น้ำดอกไม้เทศแท้ เปรียบปาน
น้ำกลิ่นเมืองเทศปาน กลิ่นเกล้า”
ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ กุหลาบยังเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย บ้านเรือนใหญ่โตของเศรษฐีอย่างขุนช้างก็ปลูกกุหลาบไว้เช่นกัน ดังที่เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้างกลางดึก จะพานางวันทองหนี ยังอดยืนชมความงามของบรรยากาศยามนั้นไม่ได้
“๏ โจนลงกลางชานร้านดอกไม้ ของขุนช้างปลูกไว้อยู่ดาษดื่น
รวยรสเกสรเมื่อค่อนคืน ชื่นชื่นลมชายสบายใจ”
ตอนหนึ่งบรรยายว่า “แสงพระจันทร์จับแจ่มกระจ่างตา
ยี่สุ่นกุหลาบมะลิซ้อน ซ่อนชู้ชูกลิ่นถวิลหา”
อย่างไรก็ดี คำว่า ‘กุหลาบ’ มิได้มีความหมายว่า ดอกกุหลาบ หรือต้นกุหลาบอย่างที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจกัน ดังจะเห็นได้จากสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงตั้งข้อสังเกตไว้ในหนังสือ “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” เล่ม 5 ว่า
“มีคนบอกว่า กุหลาบ ก็เปนภาษาเปอร์เซีย คือ กุล (อ่าน ก เปน g) กับ อาป แขกเขาพูดหมายความถึง ‘น้ำดอกไม้เทศ’ คือ ‘น้ำกุล’ เลยถือเอาคำนั้นเปนชื่อดอกกุหลาบต้นกุหลาบไปเสียทีเดียว จะจริงหรือไม่อยู่แก่ผู้กล่าว” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
พระยาอนุมานราชธน หรือเสฐียรโกเศศ ได้สนับสนุนยืนยันไว้ในหนังสือเล่มเดียวกัน ดังนี้
“ที่ตรัสว่ามีผู้กราบทูลว่า กุหลาบ เป็นภาษาเปอร์เซีย มาจาก กุล กับ อาป แปลว่า น้ำกุล นั้นถูกต้อง……..อาป เป็น ภาษาเปอร์เซีย แปลว่า น้ำ แคว้น Punjab ก็เป็นภาษาเปอร์เซีย ตรงกับ ปัญจ + อาป แปลว่า แม่น้ำทั้งห้า” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
น่าสังเกตว่าบทความของคุณสุดารา สุจฉายา เรื่อง “ประวัติศาสตร์เก็บตกที่อิหร่าน (เปอร์เซีย) ย้อนรอยสายสัมพันธ์จากยุคสุวรรณภูมิถึงปัจจุบัน” ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม 2547 มีความเห็นไปในทางเดียวกับ “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” เล่ม 5 ข้างต้น แต่ให้รายละเอียดด้านความหมายเพิ่มเติม ดังนี้
“คำว่า ‘กุหลาบ’ นั้นเป็นคำที่มาจากภาษาเปอร์เซียแต่มิได้หมายถึงดอกกุหลาบอย่างที่เราเรียกขาน หากหมายถึง ‘น้ำดอกไม้’ เพราะดอกไม้ในภาษาเปอร์เซีย เรียก ‘กุ้ล’ ส่วนคำว่า น้ำ คือ ‘อบ’ เมื่อเรียกน้ำดอกไม้ ก็คือ ‘กุล้อบ’ ซึ่งคนไทยออกเสียงเพี้ยนเป็น ‘กุหลาบ’ และเนื่องจากน้ำดอกไม้ที่ส่งเข้ามาขายติดฉลากเป็นภาพวาดดอกกุหลาบ คนไทยจึงอาจเข้าใจว่า ดอกไม้ชนิดนี้เรียกขานเช่นนั้น และโดยแท้จริงแล้วน้ำนั้นก็เป็นน้ำที่กลั่นจากดอกกุหลาบจริงๆ”
‘น้ำดอกไม้เทศ’ หรือ หัวน้ำหอมที่กลั่นจากดอกกุหลาบ แต่เดิมนั้นกลั่นมาจากดอกกุหลาบพันธุ์ใด
ติดตามฉบับหน้า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
