A Thousand and One Nights | พันหนึ่งราตรีของโอซามุ
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หนังการ์ตูนผู้ใหญ่ปี 1970 เรื่อง Cleopatra ของมุชิโปรดักชั่น เป็นผลงานเรื่องที่ 2 ของไตรภาค Animerama Trilogy เป็นฝีมือกำกับการแสดงของเท็ตซึกะ โอซามุ คนเดียว อิอิจิ ยามาโมโตะ เป็นเพียงผู้ช่วย
ยามาโมโตะให้สัมภาษณ์ว่าโอซามุไม่พอใจผลงานกำกับฯ A Thousand and One Nights ของเขาเท่าไรนักจึงขอกำกับฯ เองในเรื่องที่สองนี้ ซึ่งก็จบลงด้วยความไม่พอใจตัวเองอย่างมากดังที่เล่าให้ฟังเมื่อเดือนที่แล้ว
ยามาโมโตะให้สัมภาษณ์ต่อไปว่านายทุนหนังให้ตั้งชื่อโครงการนี้ว่า Animerama ซึ่งไม่มีใครเข้าใจว่าแปลว่าอะไรจนกระทั่งได้รับคำเฉลยว่ามาจากคำว่า Anime กับ Drama นั่นเอง
พันหนึ่งราตรีคือหนังการ์ตูนผู้ใหญ่เรื่องแรกของพวกเขา หนังออกฉายในปี 1969 ทำรายได้ถึงอันดับสามในบอกซ์ออฟฟิศของญี่ปุ่นทั้งที่ออกฉายเฉพาะโรงหนังหนังเกรดบี แต่ไปได้ไม่ดีในตลาดต่างประเทศ อันที่จริงหนังทำรายได้ได้มากกว่าคลีโอพัตราในปีถัดมาด้วยซ้ำ
เวลานั้นมุชิโปรดักชั่นกำลังประสบภาวะการเงินโอซามุจึงคิดสร้างการ์ตูนญี่ปุ่นสำหรับฉายโรงหนังในรูปแบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน
ยามาโมโตะมีผลงานกำกับฯ เจ้าหนูปรมาณูและสิงห์น้อยเจ้าป่าเป็นการ์ตูนทีวีมาก่อนแล้วก็ถูกเรียกตัวมาทำโดยไม่มีประสบการณ์ทำหนังใหญ่มาก่อน เลยอย่าว่าแต่หนังผู้ใหญ่
โจทย์ที่โอซามุให้ไว้มีว่าต้องสร้างลายเส้นที่แตกต่างจากมังงะของเขาและเข้าถึงตลาดต่างประเทศให้ได้
เรื่องพันหนึ่งราตรีนี้โอซามุเป็นคนเขียนเรื่อง ยามาโมโตะเป็นผู้กำกับฯ แต่โอซามุได้ตรวจและเสนอแนะตลอดกระบวนการสร้าง เงาของเขาจึงทาบบนยามาโมโตะและตัวหนัง
ลักษณะทั่วไปจึงเป็นหนังทดลอง นอกเหนือจากลายเส้นที่เราไม่คุ้นตาแล้วยังมีวิธีตัดต่อและเล่าเรื่องที่ออกจะประดักประเดิด ผลงานสุดท้ายโดยรวมกล่าวได้ว่าออกจะน่าเบื่อสำหรับหนังความยาวสองชั่วโมง
นอกจากการตัดต่อและเล่าเรื่องจะมีปัญหาแล้วลายเส้นของการ์ตูนตลอดทั้งเรื่องไม่คงเส้นคงวาเท่าไรนัก
แต่วันนี้หนังไตรภาคทั้งสามเรื่องกลายเป็นหนังคัลต์คลาสสิคไป

ตัวเอกชื่ออัลดิน เป็นพ่อค้าขายน้ำ หนังเปิดตัวอัลดินด้วยดนตรีร็อกคึกคักและท่าเดินตามจังหวะดนตรี มีเงาวาบไหวไปมาทาบบนพื้นทะเลทรายกว้างใหญ่
เขาเดินทางมาถึงแบกแดดและตกหลุมรักทาสสาวที่กำลังถูกประมูลขายกลางตลาด เธอชื่อมิเรียม
ยามาโมโตะว่าอัลดินถอดแบบมาจากดาราฝรั่งเศสโด่งดังเวลานั้นคือ ฌอง พอล เบลมองโด และดนตรีประกอบตั้งใจทำให้ต่างประเทศดูตั้งแต่แรก
พื้นฐานของอัลดินคือนักเดินทาง ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการเดินทาง อะไรๆ ล้วนถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้ทั้งนั้นเพื่อให้ได้เดินทาง
นักวิจารณ์ต่างประเทศให้ความเห็นว่าหนังฉายภาพสตรีตะวันออกกลางแค่สองด้าน คือหากไม่ใช่เหยื่อที่ถูกกระทำในลักษณะแคแร็กเตอร์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ก็จะเป็นอสรพิษที่กลืนกินผู้ชายเป็นอาหาร
ไม่นับว่ามีฉากดื่มไวน์และกินหมูปรากฏในตัวละครมุสลิมอีกด้วย
อัลดินเป็นแค่พ่อค้าน้ำไม่มีเงินสู้บุตรชายนายตำรวจที่ประมูลมิเรียมไปได้ แต่เกิดพายุทรายพัดเข้ามาเสียก่อนอัลดินจึงได้โอกาสพามิเรียมหลบหนีไปและมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันในคืนนั้น
สาวมิเรียมเปลือยอกตั้งแต่ฉากแรกกลางตลาด และเปลือยมากขึ้นเมื่อขึ้นเตียงกับอัลดิน
แต่ทั้งหมดนี้เป็นลายเส้นทดลองซึ่งทำได้น่าสนใจมากกว่าจะเร้าอารมณ์

ตัดภาพมาที่ตัวละครสำคัญอีกคนหนึ่งของเรื่องคือแบดลี่ นายตำรวจชั่ว มันพบสาวน้อยกำลังว่ายน้ำอยู่คนเดียวกลางทะเลจึงข่มขืนหล่อน ที่แท้หล่อนชื่อมาเดีย เป็นบุตรสาวห้าวๆ ของหัวหน้าชุมโจรสี่สิบคน มาเดียสาบานจะฆ่าแบดลีให้ได้ในวันหนึ่ง
แบดลี่นำกำลังตำรวจบุกจับอัลดินและมิเรียม ป้อนข้อหาอัลดินฆาตกรรมเจ้าของบ้านที่สองหนุ่มสาวไปอาศัยและยึดมิเรียมไว้เป็นสมบัติส่วนตัว มิเรียมตายหลังคลอดบุตรสาวคนหนึ่ง ก่อนตายเธอบอกแก่พยานคนหนึ่งว่าพ่อของเด็กหญิงคืออัลดิน พ่อค้าน้ำ
อัลดินหนีจากที่คุมขังได้หลังจากถูกทรมานช้านาน เขาตามล้างแค้นนายตำรวจแบดลี่แต่กลับปล่อยเขาไปในนาทีสุดท้ายเพราะอย่างไรมิเรียมก็ตายแล้วไม่สามารถฟื้นคืนชีพได้อีก จากนั้นอัลดินเดินทางต่อไปจนถึงถ้ำโจรพบหญิงสาวฝีมือดาบคล่องแคล่วหมายฆ่าเขา ที่แท้นางคือมาเดีย
อัลดินเอ่ยวาจาหว่านล้อมมาเดียออกจากถ้ำไปเผชิญโลกร่วมกับเขา ว่าแล้วทั้งสองจึงขโมยม้าไม้บินได้ในถ้ำหนีขึ้นฟ้าไปด้วยกัน ครั้นผ่านหมู่เกาะแห่งหนึ่งถูกเส้นผมยาวสลวยดึงลงไปพื้นผิวเพื่อเผชิญเหล่านางไซเรนเปลือยเปล่านับร้อย
ถึงตอนนี้เป็นที่มั่นใจได้ว่าห้ามเด็กดู
หลังจากนี้หนังจะชุลมุนมากขึ้นเรื่อยๆ ตัวละครคนนี้เข้าคนนั้นออก มีลายเส้นสังวาสเป็นระยะๆ บางตอนออกจะแปลกพิสดาร โดยที่ไม่ต้องอ่านพันหนึ่งราตรีมาก่อนก็สัมผัสได้ว่ากำลังดูอะลาดินกับจินนี่ อาลีบาบากับโจรสี่สิบคน และการผจญภัยของซินแบดผสมปนเปกัน

เวลาผ่านไปสิบห้าปีเท่ากับชั่วโมงกว่าๆ ของนักดูหนังซึ่งรู้สึกได้ว่านานจริงๆ หากจะแซวหนังการ์ตูนเรื่องนี้แรงๆ ก็ต้องว่าหนังยาวสิบห้าปีตามที่บอก
อัลดินตอนนี้คือกัปตันซินแบด เขาล่องเรือกลับมาแบกแดดและชิงบัลลังก์สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์
วิธีชิงบัลลังก์ก็เหลือกิน จากนั้นสั่งสร้างหอคอยให้สูงถึงสวรรค์ วางแผนสมรสกับนางทาสสาวที่ชื่อจาลิส โดยหารู้ไม่ว่าจาลิสเป็นลูกสาวของมิเรียม
หนังจะลงเอยอย่างไร จะเกิดอะไรกับมาเดียในตอนท้าย นายตำรวจชั่วแบดลี่ลอยนวลไปง่ายๆ จริงหรือ ทุกอย่างจะขมวดในไม่กี่นาทีสุดท้ายด้วยความสนุกพอสมควรและบ้ามากตามฟอร์มโอซามุ
หนังเรื่องนี้ไม่มีตัวละครของโอซามุ เช่น เจ้าหนูปรมาณู ปรากฏตัว ยามาโมโตะให้สัมภาษณ์ว่าเขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าโอซามุจะให้ใส่เจ้าหนูปรมาณูเข้ามาทำไม อย่าลืมว่านี่เป็นหนังที่เขาเป็นผู้กำกับฯ แต่ลายเส้นนางสิงห์บั้นท้ายยั่วยวนตอนกลางเรื่องกับฝูงสิงโตดูแล้วก็ชวนคิดถึงสิงห์น้อยเจ้าป่า
นอกจากนี้ ยังมีการตัดภาพคลื่นในมหาสมุทรจริงๆ เข้ามาในฉากเดินเรือของซินแบดหลายครั้ง เหมือนกับที่โอซามุใช้ฟุตเทจหนังจานบินแล่นไปในอวกาศตอนต้นเรื่องคลีโอพัตรา
การ์ตูนญี่ปุ่นตอนนั้นมีให้ดูเฉพาะในทีวีเป็นตอนสั้นๆ แม้ว่าดิสนีย์จะไปไกลมากแล้วแต่สำหรับหนังการ์ตูนญี่ปุ่นในโรงหนังนี่เป็นแค่ก้าวแรก อะไรๆ ก็ทดลองได้ทั้งนั้น
หนังใช้ทีมสร้าง 60,000 คนทำงานหามรุ่งหามค่ำโดยไม่ท้อถอย กว่างานจะเสร็จ ยามาโมโตะให้สัมภาษณ์ว่าทุกคนเบื่อที่จะดูหนังเรื่องนี้มากเพราะดูแล้วดูอีก แก้แล้วแก้อีกไม่รู้กี่ร้อยพันรอบ ไม่มีใครมีใจเป็นกลางที่จะตัดสินหนังได้เลย จึงทดลองฉายให้สถานทูตสวีเดนดู
ปรากฏว่าได้รับคำชมเชยซึ่งสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ทุกคนอย่างยิ่ง
หนังได้ฉายให้เห็นพลังของสตรีและความโง่เขลามัวเมาแต่เพศรสของบุรุษ
