bg-single

รวมพลังฟื้นวิกฤต ‘ปะการัง’

27.06.2025

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

[email protected]

ถ้าไม่มีเรือสัญชาติเมียนมามาเกยตื้นบริเวณแนวปะการัง เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา ชาวบ้านอย่างเราๆ คงจะไม่มีทางรู้เลยว่า พื้นที่จุดเกิดเหตุตรงนั้นเป็นแหล่งปะการังสีน้ำเงินที่หาดูได้ยาก เป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังคงมีชีวิต ตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ หรือราว 60-70 ล้านปีก่อน

อาจารย์ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเรื่องนี้มาโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “เรือพม่าที่วิ่งเข้ามาเกยตื้นลำนั้นทำให้แนวปะการังเสียหายยาว 75 เมตร ที่น่าห่วงคือปะการังสีน้ำเงิน”

ปะการังสีน้ำเงิน (Heliopora coerulea) ด้านนอกดูเหมือนปะการังปกติ แต่โครงสร้างหินปูนข้างในเป็นสีฟ้า น้ำเงิน ปะการังชนิดนี้เป็นญาติกับปะการังอ่อนและกัลปังหา (octocaral) มากกว่าปะการัง (hexacoral) จะเรียกว่าเป็นปะการังอ่อนกลุ่มเดียวที่สร้างโครงสร้างแข็งเป็นหินปูนก็ว่าได้

ปะการังสีน้ำเงินพบเฉพาะเขตอินโดแปซิฟิก และบางที่เท่านั้น ในเมืองไทยมีเป็นดงคือเกาะสิมิลัน เกาะตาชัย และเกาะสุรินทร์ แต่ไม่ได้มีเยอะทุกอ่าว ที่เกาะสุรินทร์เจอกันจริงจังคืออ่าวจากและเกาะสต็อร์ค

ทะเลไทยยุคนี้ มี “ดงปะการังสีน้ำเงิน” เหลืออยู่ไม่เกิน 10 แห่ง แม้ในระดับโลก ปะการังสีน้ำเงินก็หายาก ถึงขั้น IUCN (International Union for Conservation of Nature) หรือสหภาพระหว่างประเทศว่าด้วยการอนุรักษ์ จัดให้ “ปะการังสีน้ำเงิน” อยู่ในสถานภาพถูกคุกคาม

เคยมีเหตุการณ์ที่ปะการังสีน้ำเงินเสียหายรุนแรงมาแล้ว กรณีเรือท่องเที่ยวทิ้งสมอทำลายแนวปะการังบริเวณเกาะตาชัย เป็นเกาะในอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ทะเลอันดามัน เป็นหนึ่งในสาเหตุที่กรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติตัดสินใจเสนอปิดเกาะเมื่อ 9 ปีก่อน

สำหรับเหตุการณ์ที่เรือสัญชาติเมียนมาเกยตื้นเกาะสุรินทร์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน เป็นเรือไม้กว้าง 5 เมตร ยาว 25 เมตร หลังเกิดเหตุมีหลายหน่วยงาน

อาทิ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 จังหวัดภูเก็ต มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยในสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต และชาวไทยมอร์แกน ร่วมแก้ปัญหาและหาทางฟื้นฟูแนวปะการังที่เสียหาย

ปะการังสีน้ำเงิน(Heliopora coerulea) ด้านนอกดูเหมือนปะการังปกติ แต่โครงสร้างหินปูนข้างในเป็นสีฟ้า น้ำเงิน (ที่มาภาพ : กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช)

มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทยประชุมหารือความคืบหน้าแนวทางฟื้นฟูแนวปะการังเกาะสุรินทร์ผ่านวิดีโอคอลล์ได้ข้อมูลใหม่ๆ พบว่า ผลสำรวจระหว่างวันที่ 14-16 มิถุนายน พบความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปะการังน้อยกว่าการสำรวจครั้งแรก

ตอนแรกนั้นคาดจะเกิดความเสียหายประมาณ 150 ตารางเมตร คำนวณเป็นตัวเงินตกราว 12 ล้านบาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปสำรวจอีกรอบพบว่าขนาดความเสียหายไม่น่าเกิน 100 ตารางเมตร ค่าเสียหายก็ลดลง

อาจารย์ทนงศักดิ์ จันทร์เมธากุล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต เล่าถึงการประเมินความเสียหายและการฟื้นฟูปะการังในจุดเกิดเหตุเรือเกยตึ้นว่า ก่อนหน้านี้ประเมินความเสียหายออกมาประมาณ 150 ตารางเมตร เนื่องจากมีข้อจำกัดในการทำงาน เบื้องต้นเรือยังติดค้างอยู่ที่เดิม เลยไม่ได้ประเมินในส่วนที่เรือกดทับอยู่ รวมพื้นที่รอบเรือ

แต่หลังจากใช้วิธีการทดสอบในพื้นที่จริง เริ่มจากวางแนวทดสอบทางท้ายเรือ พบว่าตลอดระยะทาง 42 เมตรจากระยะทางท้ายเรือออกไปตามร่องที่เรือเข้ามาพบความเสียหายกลุ่มหลัก

ทีมนักดำน้ำนำเศษปะการังที่แตกหักจากเหตุเรือเมียนมาเกยตื้นบนแนวปะการังเกาะสุรินทร์ มาปักและผูกเพื่อรอการฟื้นฟูอีกครั้ง (ที่มาภาพ : มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย)

กลุ่มแรก คือกลุ่มปะการังเขากวาง ที่ได้รับความเสียหายส่วนใหญ่จะเป็นรูปทรงแบบกิ่งก้านแล้ว

ต่อมาเป็นกลุ่มปะการังผิวยู่ยี่ ได้รับความเสียหายค่อนข้างมาก เข้าใจว่าน่าจะได้รับแรงดันจากกราบเรือทางด้านขวา ร่องรอยความเสียหายเป็นเศษปะการังผิวยูยี่ป่นกระจัดกระจาย และที่วางกองจะเป็นส่วนของหางปะการัง

ถัดมาเป็นปะการังสีน้ำเงินได้รับความเสียหายพอสมควร ในบริเวณที่เรือผ่านเข้าร่องมา ปะการังสีน้ำเงินจะมีเยอะบริเวณที่เรือกดทับอยู่บริเวณทางด้านหัวเรือเพราะว่าเรือไปหยุดตรงแนวปะการังที่เป็นพื้นที่ปะการังสีน้ำเงิน และลึกออกมาประมาณ 4-5 เมตร ไม่ค่อยได้รับความเสียหาย

ในร่องลึกเข้ามานอกนั้นมีปะการังโขดได้รับความเสียหายเป็นรอยเฉี่ยวชนและเศษชิ้นส่วนเล็กๆ ซึ่งกระจัดกระจายอยู่บนแนวปะการัง การสำรวจเรายังไม่ได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยละเอียด

ส่วนการฟื้นฟูแนวปะการังที่ได้รับความเสียหายในเบื้องต้นตามรวบรวมชิ้นส่วนปะการังที่แตกหัก คัดเลือกปะการังที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็กนำไปยึดติดกับพื้นแนวปะการังหลักใช้ฐานตะปู คือตะปูคอนกรีตตอกแล้วรัดสายเอาไว้ ทำไปได้ประมาณ 700-800 ชิ้น

อีกกลุ่มคือคือปะการังที่มีชิ้นส่วนขนาดใหญ่ พบว่าในระยะเวลาสองอาทิตย์ที่ผ่านมาปะการังที่มีชิ้นส่วนขนาดใหญ่มีการสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่แล้ว เริ่มมีการเชื่อมติดกัน

“เวลาเราเอามือไปจับขยับแล้วเริ่มรู้สึกได้ว่าปะการังมันเริ่มเชื่อมติด บางชิ้นส่วนเราไม่สามารถไปขยับได้ เพราะฉะนั้น ในส่วนที่ไม่สามารถขยับได้ เราก็ไม่ได้นำมาฟื้นฟู เราฟื้นฟูเฉพาะส่วนที่เป็นชิ้นส่วนเล็กๆ” อาจารย์ทนงศักดิ์เล่ารายละเอียด

ทีมนักดำน้ำเก็บรวบรวมเศษปะการังที่แตกหักจากเหตุเรือเมียนมาเกยตื้นบนแนวปะการังเกาะสุรินทร์เพื่อนำไปฟื้นฟู (ที่มาภาพ : มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย)

อีกวิธีหนึ่งเนื่องมาจากพื้นแนวปะการังในบริเวณนั้นมีแนวซอกหลืบหรือช่องว่างที่เกิดจากปะการังตาย ได้นำเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กของกลุ่มปะการังมาดูว่าใส่ลงไปในรูมันเหมาะสมหรือไม่ ถ้าเหมาะสมก็เสียบลงไป วิธีการนี้ก็ช่วยเบื้องต้นให้ปะการังเจริญเติบโตต่อไปได้ แต่ว่าสิ่งที่น่าเป็นห่วงและน่ากังวลคือตอนนี้ไม่สามารถประเมินความเสียหายในส่วนที่อยู่ใต้ท้องเรือได้ แต่อย่างน้อยก็เห็นความสามารถในการฟื้นตัวของประการได้ค่อนข้างดี

จากข้อมูลก่อนหน้า เนื่องมาจากพื้นที่ที่เรือชนเป็นบริเวณอยู่ใกล้แนวเขตที่ทีมงานเฝ้าติดตามผลของการฟื้นฟูปะการังมาประมาณ 20 ปีแล้ว เมื่อปี 2553 พบว่าปะการังได้รับความเสียหายรอบหมู่เกาะสุรินทร์ หลังจากเกิดการฟอกขาวปะการัง เป็นบริเวณที่ได้ฟื้นฟูบริเวณแรก แนวปะการังฟื้นตัวได้ค่อนข้างดีโดยใช้เวลาอยู่ประมาณ 4-5 ปีสามารถกลับมาฟื้นตัวได้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมก่อนหน้านี้

โดยทั่วไปปะการังบริเวณเกาะจากมีศักยภาพในการฟื้นตัวค่อนข้างดี คาดว่าชิ้นส่วนที่ยังหลงเหลืออยู่บนแนวปะการังนี้ที่เรืออับปางจะสามารถปรับตัวและฟื้นตัวเองได้โดยธรรมชาติ

เมื่อถามถึงการฟื้นฟูปะการังสีน้ำเงิน อาจารย์ทนงศักดิ์บอกว่า ปะการังสีน้ำเงินอัตราการเจริญเติบโตจะค่อนข้างต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับปะการังชนิดอื่นๆ โตประมาณ 0.5 เซนติเมตรต่อปี ค่อนข้างต่ำถึงต่ำมากๆ และอาการฟื้นฟูโดยเนื้อเยื่อของตัวเองจะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานกว่าปะการังปกติ

เพราะฉะนั้น จะเห็นว่ารอยแผลมันจะอยู่ค่อนข้างนานเมื่อเปรียบเทียบกับปะการังปกติ

ทีมงานกู้วิกฤตปะการัง เร่งเคลื่อนย้ายวัสดุตกค้างโดยเฉพาะถุงปูนซีเมนต์ 3,000 ลูกในเรือสัญชาติเมียนมาเกยตื้นที่หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา (ที่มาภาพ : มูลนิธิอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย)

ในส่วนของการกู้เรือออกจากแนวปะการังนั้นยังเป็นปัญหาใหญ่ เนื่องจากเรือเกยตื้นและบางส่วนโผล่พ้นน้ำ เมื่อทิ้งเรือไว้นานเกือบสองอาทิตย์ คลื่นลมทำให้ส่วนที่ลอยพ้นน้ำ ตัวเรือบางที่มีการฉีกไปแล้วบางส่วน

ส่วนนี้ทำให้ยากในการกู้เรือ และน้ำหนักของปูนที่อยู่ในตัวเรือตอนนี้มีอยู่ประมาณ 150 ตัน บอลลูนและถังน้ำมันที่ทีมงานเติมอากาศเพื่อจะยกเรือขึ้นเกรงว่าถ้าทิ้งเรือไว้นานกว่านี้อีกสักอาทิตย์ ตัวเรือที่อยู่บนผิวน้ำจะฉีกมากขึ้น จะแยกออกจากกัน ทางทีมงานต้องหาวิธีนำเรือขึ้นบางส่วน มีการขนย้ายพวกปูนออกจากตัวเรือ

ถุงปูน 3,000 ลูก ตอนนี้แข็งตัวหมดแล้ว มีทีมงานของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์และชาวไทยมอร์แกนมาช่วยขนปูนออกไปได้หลายร้อยลูกแล้ว แต่มีข้อจำกัดของเรื่องน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น

ทั้งหมดนี้เป็นความคืบหน้าในการทำงานอย่างขะมักเขม้นของทีมกู้วิกฤตเรือเกยตื้นแนวปะกะรังเกาะสุรินทร์

คอลัมน์นี้นำมาเสนอเพื่อเป็นกำลังใจและด้วยความหวังแนวปะการังเกาะสุรินทร์จะกลับมาสวยงามมีระบบนิเวศน์ยั่งยืนอีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย