Belladonna of Sadness งานศิลปะชั้นเลิศที่เด็กห้ามดู
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
หลังจากที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจกับหนังการ์ตูนผู้ใหญ่สองเรื่องแรกคือพันหนึ่งราตรีและคลีโอพัตรา
สามปีต่อมาคือปี 1973 มุชิโปรดักชั่น โดยเท็ตซึกะ โอซามุ ก็ปล่อยให้อิอิจิ ยามาโมโตะ ฉายเดี่ยวกำกับหนังเรื่องที่สามของไตรภาคคือ Belladonna of Sadness
ผลลัพธ์เป็นที่น่าตื่นตะลึงแม้ว่าจะไม่ประสบความสำเร็จทางการตลาดอยู่ดี แต่เป็นที่ยอมรับจากนักวิจารณ์ทั่วไปว่านี่เป็นหนังคัลต์เรตเอ็กซ์ที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่ง
ในขณะที่สองเรื่องแรกยาวมากกว่าสองชั่วโมงเล็กน้อย หนังเรื่องที่สามนี้มีความยาวเพียง 97 นาที และชวนติดตามได้ตลอดทั้งเรื่องแม้ว่าบางท่านอาจจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจตลอดทั้งเรื่องก็ตาม
ตอนที่เปิดแผ่นบลูเรย์ดูรอบแรกนั้น (ในแง่ศิลปะนี่คือหนังที่ภาพวาดและการลงสีสวยมากจนต้องดูซ้ำอีกครั้งหนึ่ง) ประทับใจทันทีกับเพลงไพเราะเปิดเรื่อง (ซึ่งเป็นเพลงญี่ปุ่น) เสียงดนตรีกินใจ และภาพวาดที่บางเบาล่องลอย ฝีมือของศิลปิน Kuni Fukai สุดยอดมาก
แต่เพียงไม่กี่นาทีนางเอกของเรื่องก็ถูกข่มขืน เป็นฉากข่มขืนที่ชวนช็อกมากที่สุดครั้งหนึ่ง
ไม่มีภาพอะไรน่าเกลียดหรือลามกแต่ภาพที่เห็นนั้นห้ามเด็กดู อันที่จริงจะว่าน่าเกลียดก็ได้แต่ออกจะสะอิดสะเอียนเสียมากกว่า ทั้งๆ ที่ศิลปินทำเพียงวาดลายเส้นขาวดำหญิงสาวนอนเปลือยแล้วป้ายสีแดงสดต่างโลหิตที่กระจายตัวเป็นลิ่มรูปสามเหลี่ยมทิ่มแทงท่อนล่างร่างกายของหญิงสาวไม่หยุดยั้ง
หากจะแก้ตัวว่าศิลปะทำหน้าที่เป็นสื่อให้ผู้เสพรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ฉากนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
เพราะคนปกติดีทุกคนที่เห็นน่าจะรู้สึกได้เลยว่าการข่มขืนสตรีนั้นเป็นเรื่องชั่วช้าสามานย์เพียงใด

หนังสร้างจากหนังสือฝรั่งเศสปี 1862 Satanism and Witchcraft ของ Jules Michelet เล่าเรื่องชาวนาหนุ่มสาวฌอนกับแฌนเข้าพิธีวิวาห์ พระราชาและพระราชินีชั่วร้ายสั่งเก็บภาษีเป็นวัวสิบตัว ฌอนไม่มีจะจ่าย พระราชาจึงให้จับแฌนไว้แล้วข่มขืนเธอต่างภาษี โดยที่พระราชินี นักบวช อำมาตย์ และมหาดเล็กที่ยืนๆ อยู่ไม่มีใครค้านอะไร นี่คือจุดเริ่มต้นของเรื่อง
เมื่อแฌนฟื้นจึงได้พบปีศาจตัวเล็กๆ น่ารักๆ สวมเสื้อคลุมสีชมพูขนาดเท่าฝ่ามือ รูปร่างของปีศาจเป็นท่อนเนื้อดิ้นได้ชวนอีโรติกและสร้างความพึงพอใจทางสรีระให้แก่แฌนถึงกับร้องคราง เป็นว่าแฌนทำสัญญากับปีศาจนับแต่นั้น
อิอิจิ ยามาโมโตะ ให้สัมภาษณ์ในส่วนสเปเชียลฟีเจอร์ของแผ่นบลูเรย์ว่า ในตอนเริ่มต้นของการสร้างหนังการ์ตูนผู้ใหญ่ไตรภาคนี้ (คือประมาณก่อนปี 1969) ความคิดแรกที่จะทำคือ Faust แต่เวลานั้นมีหนังฝรั่ง Doctor Faustus ปี 1967 นำแสดงโดยริชาร์ด เบอร์ตัน และอลิซาเบธ เทย์เลอร์ ออกฉายเสียก่อนโครงการเฟาส์ตจึงพับไป (โอซามุเขียนมังงะเฟาส์ตไว้สองเล่ม Faust ปี 1950 และ Neo Faust ปี 1988)
เมื่อมาถึงหนังผู้ใหญ่เรื่องที่สามซึ่งยามาโมโตะได้อิสระเต็มที่เขาจึงสร้างการทำสัญญากับปีศาจได้แบบสุดสุดไปเลย
หนังเดินเรื่องไปตามขนบของหนังทำนองนี้ พระราชาและบ้านเมืองทำการชั่วช้ามากขึ้นทุกที ชาวไร่ชาวนาประสบทุกข์ยากลำเค็ญสาหัสขึ้นทุกที
รวมทั้งฌอนที่ไม่ว่าจะพยายามมากเท่าไรแม้กระทั่งถูกพระราชาสั่งตัดมือไปข้างหนึ่งก็ไม่สามารถพ้นบ่วงกรรมที่ประดาคนชั่วช้าก่อได้
มีแต่แฌนซึ่งได้พลังอำนาจที่มากขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นจึงจะเอาชนะคนชั่วช้าเหล่านี้ได้
บัดนี้ ปีศาจน้อยเผยร่างของซาตานให้ปรากฏ ความชั่วร้ายลามกของมันปรากฏเป็นลายเส้นการสังวาสเมื่อหนังฉายไปถึงนาทีที่ 60 ซึ่งเด็กห้ามดูเด็ดขาด ทั้งที่ภาพที่เห็นเป็นเพียงลายเส้นสีเอกรงค์เท่านั้นเองแต่เนื้อหาของภาพชวนเบือนหน้าหนีอีกครั้งหนึ่ง
ความเศร้าของเรื่องนี้คือมนุษย์ไม่สามารถเอาชนะความชั่วร้ายได้ด้วยความชั่วร้ายที่มากกว่า
จุดจบของนางแม่มดแฌนที่ช่วยเหลือชาวไร่ชาวนาเอาไว้มากมายต้องเป็นอย่างที่เห็นในตอนจบจริงๆ หรือ คำตอบของคนส่วนใหญ่เป็นไปทางนั้น

หนังล้มเหลวทางรายได้และทำเอามุชิโปรดักชั่นล้มละลายแต่ได้รับคำชื่นชมล้นหลามดังว่า
ตอนจบที่จบลงด้วยรูปการปฏิวัติฝรั่งเศส Liberty Leading the People ของ Eug?ne Delacroix ไม่อาจเป็นที่เข้าใจตรงกันได้นอกเหนือจากจะย้ำว่าเหตุการณ์เกิดในฝรั่งเศส หรือฝรั่งเศสถือกำเนิดใหม่ด้วยวิธีนี้
น่าแปลกใจที่แผ่นบลูเรย์ที่ได้รับการบูรณะแล้วนี้มีแต่บทพูดภาษาญี่ปุ่น ต่างจากสองเรื่องแรกคือพันหนึ่งราตรีและคลีโอพัตราที่มีบทพูดภาษาอังกฤษให้เลือก
จะว่าเป็นหนังเรตเอ็กซ์ก็ใช่ แต่งานศิลปะความยาว 97 นาทีที่เห็นได้ฉายภาพให้เห็นการกระทำรุนแรงต่อสตรีอย่างจะแจ้งต่อจิตใจโดยผสมผสานเนื้อหาทั้งส่วนที่เป็นอีโรติก ความรุนแรง ศาสนา ศักดินา ความคิดขบถ ความไร้ศีลธรรม การจมดิ่งลงขุมนรก และการล่าแม่มด หลากหลายประเด็นเข้าหากันอย่างกลมกลืน ด้วยงานด้านภาพและเสียงที่น่าชมเชย
หนังเรื่องนี้มีลักษณะเป็นภาพนิ่งสีบางเบาประกอบบทพูดและดนตรีประกอบเสียมาก ใช้กล้องไล่ตามลายเส้นไปเรื่อยๆ ต่างการเคลื่อนไหว มีเพลงญี่ปุ่นประกอบบางช่วง มีแอนิเมชั่นภาพเคลื่อนไหวจำนวนไม่มากนักแต่ว่าการเคลื่อนไหวทุกฉากคุ้มค่าการลงทุนเหตุเพราะกระแทกกระทั้นหรือรบกวนความรู้สึกของนักดูหนังได้ทุกครั้งไป
เป็นผลงานศิลปะที่สื่อนำความโหดร้ายได้อย่างดี
ที่โหดร้ายที่สุดคือใจมนุษย์ พร้อมจะลงไม้ลงมือ เข่นฆ่า กดขี่บีฑา และทำทารุณกรรมกันตลอดเวลา ใฝ่สงครามและสร้างสงครามอยู่เสมอโดยไม่เห็นความตายของทหารหรือประชาชนที่เป็นเครื่องมือ เสร็จสงครามตามด้วยโรคระบาดและความอดอยาก ทางการก็จะเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก เช่นนี้แล้วหากมิใช่ปีศาจหรือแม่มดจะช่วยอะไรได้
นักดูหนังหลายคนที่ได้ดูหนังไตรภาคสามเรื่องนี้ในโรงหนังเมื่อออกฉายครั้งแรกต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่น่าเชื่อที่จะได้เห็นการบูรณะสีและเสียงวางจำหน่ายเป็นแผ่นบลูเรย์มีคุณภาพขนาดนี้
และไม่ลังเลเลยที่จะดูซ้ำอีกครั้ง
