บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ในขณะที่สังคมไทยกำลังจับตามองสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างใกล้ชิด ทั้งภาพทหาร แถลงการณ์ และวาทกรรมชาตินิยมที่ถูกขับเคลื่อนขึ้นมาอย่างเข้มข้น
อีกฟากของโลก ความตึงเครียดในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล-สหรัฐ ก่อตัวขึ้นและดำเนินไปอย่างต่อเนื่องไม่จบโดยง่าย
ผลกระทบอาจเดินทางมาถึงหน้าปั๊มน้ำมัน ตลาดสด และโต๊ะอาหารของพวกเราอย่างเลี่ยงไม่พ้น
เข้าใจสถานการณ์
ในตะวันออกกลาง (2015-2025)
หากมองย้อนหลัง ความพยายามของสหรัฐที่จะคลี่คลายปมตึงเครียดกับอิหร่านเริ่มต้นอย่างจริงจังในสมัยประธานาธิบดีบารัก โอบามา ผ่านข้อตกลง JCPOA (Joint Comprehensive Plan of Action) ปี 2015 ที่ให้อิหร่านจำกัดโครงการนิวเคลียร์ แลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร
แต่ดีลนี้ก็ถูกฉีกทิ้งโดยโดนัลด์ ทรัมป์ ในปี 2018 ทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างสองฝ่ายสลายลงอย่างรวดเร็ว
ต่อมา ความสัมพันธ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อมีการโจมตีอิสราเอลจากกลุ่มฮามาสเมื่อ 7 ตุลาคม 2023 และการตอบโต้ด้วยปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและสร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วภูมิภาค
ความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับอิสราเอล-สหรัฐจึงกลับมาทวีความรุนแรงอีกครั้ง
สถานการณ์ล่าสุด
ในช่วง 100 วันที่ผ่านมา
นับตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2025 การโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธระหว่างอิหร่านและอิสราเอลได้เกิดขึ้นจริง โดยมีการขยายแนวรบทางอากาศและไซเบอร์อย่างเปิดเผย
ขณะเดียวกันกลุ่มพันธมิตรอย่างฮูตีในเยเมน หรือกองกำลังติดอาวุธในอิรักและเลบานอน ต่างเคลื่อนไหวตอบโต้ผลประโยชน์ของตะวันตกและอิสราเอลในภูมิภาค
แม้หลายประเทศจะพยายามกดดันให้ลดความรุนแรง – เช่น จีน รัสเซีย สหภาพยุโรป รวมถึงชาติอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ที่เสนอพื้นที่กลางสำหรับเจรจา
แต่ความเชื่อมั่นและการตอบโต้ยังอยู่ในระดับที่เสี่ยงต่อการปะทุเป็นสงครามภูมิภาค
ทางเลือกและความเป็นไปได้
ใน 100 วันข้างหน้า
ในช่วง 100 วันจากนี้ สถานการณ์ในตะวันออกกลางอาจเคลื่อนไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งจากสามแนวโน้มหลัก
เริ่มจากการหยุดยิงแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งแม้จะยังไม่มีข้อตกลงถาวร แต่สามารถเกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันจากประชาคมโลกที่หวั่นเกรงต่อการลุกลามของความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อมหาอำนาจอย่างจีน รัสเซีย และสหภาพยุโรป ต่างเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยับยั้งชั่งใจ ขณะที่ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ก็เริ่มแสดงบทบาทคนกลางมากขึ้น
อีกทิศทางหนึ่งคือการขยายขอบเขตของความขัดแย้ง ไม่ว่าจะผ่านการโจมตีเป้าหมายในเลบานอน ซีเรีย หรืออิรัก หรือการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตร เช่น ฮูตีในเยเมน ซึ่งอาจลากชาติอาหรับเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในสถานการณ์เช่นนี้ อิหร่านอาจพยายามดึงพันธมิตรออกโรงมากขึ้น ขณะที่อิสราเอลและพันธมิตรตะวันตกอาจเร่งสร้างพันธมิตรทางทหารในภูมิภาคเพื่อปิดล้อมอิทธิพลอิหร่าน ซึ่งจะกลายเป็นภาวะ “เกมระเบิดเวลา” ทางยุทธศาสตร์
และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด คือการเข้าสู่ภาวะสงครามยืดเยื้อแบบไร้ข้อยุติ ซึ่งจะไม่เพียงแต่ทำลายโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกตลอดทั้งปี 2025 ไปจนถึงปี 2026 ด้วย
สิ่งที่น่ากังวลเป็นพิเศษ คือหากเส้นทางเดินเรือพลังงานที่สำคัญ เช่น ช่องแคบฮอร์มุซ หรือเส้นทางผ่านทะเลแดง ถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า หรือมีการปิดล้อมจากฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ราคาน้ำมันในตลาดโลกอาจพุ่งทะยานทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเวลาอันสั้น
ไทยซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก จะได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งด้านต้นทุนการผลิต ภาระเงินเฟ้อ และนโยบายการคลัง เพราะยิ่งรัฐต้องแบกรับภาระการอุดหนุนพลังงานมากเท่าใด ความสามารถในการจัดเก็บภาษีและการลงทุนระยะยาวในโครงสร้างพื้นฐานยิ่งถูกบีบคั้นมากขึ้น
ดังนั้น การติดตามและเตรียมความพร้อมต่อความเป็นไปได้ทั้งสามทิศทาง จึงไม่ใช่เรื่องของนโยบายต่างประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนไทยในระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กันไป
5 ผลกระทบต่อไทย
จากวิกฤตตะวันออกกลาง
หนึ่ง : ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางจะส่งผลโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านพลังงาน ขนส่ง และต้นทุนการผลิตในภาคเกษตรกรรม หากราคาน้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ต้นทุนน้ำมันดีเซลในประเทศอาจแตะระดับ 35-40 บาทต่อลิตร ส่งผลต่อราคาสินค้าจำเป็น ค่าขนส่งสาธารณะ และต้นทุนชีวิตของครัวเรือนทั่วประเทศ
สอง : ความมั่นคงด้านพลังงานและภาระทางการคลังของรัฐ
หากรัฐบาลยังคงตรึงราคาน้ำมันผ่านกลไกกองทุนน้ำมัน กองทุนนี้อาจติดลบมากขึ้น จากปัจจุบันที่ขาดดุลอยู่แล้วกว่า 35,400 ล้านบาท (ณ 22 มิถุนายน) ในขณะเดียวกัน ภาษีสรรพสามิตน้ำมันที่เคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐก็ถูกลดลงเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ส่งผลต่อความสามารถในการจัดเก็บรายได้ และลดความยืดหยุ่นทางการคลังของประเทศโดยรวม
สาม : ความปลอดภัยของแรงงานไทยในตะวันออกกลาง
ปัจจุบันมีแรงงานไทยกว่า 38,000 คนในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิสราเอล ซึ่งถือเป็นแหล่งรายได้สำคัญของครอบครัวในหลายจังหวัด หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างฉับพลัน อาจต้องมีการอพยพฉุกเฉิน การหยุดงาน หรือการยกเลิกสัญญาจ้างที่กระทบทั้งรายได้ของแรงงาน และงบประมาณรัฐในการรับมือวิกฤต
สี่ : ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและท่าทีทางการทูต
ไทยจำเป็นต้องวางตัวอย่างระมัดระวังในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในฐานะประเทศมุสลิมเสียงข้างน้อยและสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) การแสดงจุดยืนอย่างเอนเอียงหรือการนิ่งเฉยต่อประเด็นสิทธิมนุษยชนอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออก ความร่วมมือด้านพลังงาน และความไว้วางใจในเวทีนานาชาติ
ห้า : ความเสี่ยงด้านความมั่นคงจากบทบาทของไทยในฐานะจุดผ่านของระบบโลก
ไทยในฐานะประเทศศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เชียงใหม่ และภูเก็ต มักถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการ โลจิสติกส์ หรือจุดเปลี่ยนถ่ายของบุคคล สินค้า หรือทุนข้ามชาติจากทุกมุมโลก หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางลุกลามหรือเกี่ยวพันกับเครือข่ายภายนอก เช่น กลุ่มติดอาวุธ ผู้ลี้ภัย หรือทุนสีเทา
ไทยอาจกลายเป็น “พื้นที่เงา” ที่ถูกแทรกซึมอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงภายใน การข่าว และภาพลักษณ์ของประเทศในระยะยาว
บทส่งท้าย : อย่าประมาทไฟที่อยู่ไกล
แม้ไทยจะไม่มีบทบาทโดยตรงในความขัดแย้งตะวันออกกลาง แต่ผลกระทบแบบลูกรอก (second-order effects) สามารถเดินทางผ่านราคาน้ำมัน นโยบายภาษี การส่งออก แรงงาน ความมั่นคง และแม้กระทั่งความรู้สึกของผู้คนในสังคม
วิกฤตนี้อาจไม่ใช่ “ไฟที่ลุกถึงบ้าน” แต่หากปล่อยให้ไฟนี้ลุกลามโดยไม่มีการเตรียมการรับมือ ผลกระทบจะเดินทางมาถึงโต๊ะอาหาร ปั๊มน้ำมัน และภาษีที่เราทุกคนต้องจ่าย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
