บทความพิเศษ | อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล
กลไกอุดมการณ์หนังไทย
ก่อนลั่นไกฆ่านกพิราบ 6 ตุลา 19
ขอคารวะทุกดวงวิญญาณในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
เอาเข้าจริง สังคมไทยทั้งหมดสูญเสียร่วมกันในหลายด้าน ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจากเหตุการณ์เมื่อ 50 ปีก่อนเป็นบาดแผลลึก เป็นแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย และยังมีมิติอีกมากมายที่ไม่มีการศึกษาอย่างลุ่มลึก
หนึ่งในนั้น เป็นคำถามที่วนเวียนเกี่ยวกับ “จิตสำนึก” ด้านมืดของมนุษย์ เป็นคำถามในคลาสภาพยนตร์ที่นักศึกษาถามทุกรุ่นทุกปี
อะไรทำให้มนุษย์สามารถกระทำต่อมนุษย์อย่างโหดเหี้ยม อำมหิตผิดมนุษย์ได้ ในการสังหารหมู่ในธรรมศาสตร์ตอนเช้ามืดวันที่ 6 ตุลาคม 2519
อะไรทำให้คนไทยส่วนหนึ่ง ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ อาสากระทิงแดง นวพล ชาวบ้านธรมดา ตั้งแต่เด็กไปถึงคนแก่ ณ สนามหลวงในวันนั้นหัวเราะสะใจกับภาพการทรมานศพมนุษย์อันน่าสยดสยองได้
สมมุติว่าเราทั้งเกลียดทั้งกลัวคนคนหนึ่งอย่างรุนแรง เราจะทำแบบนั้นกับเขาไหม
โดยสามัญสำนึก เราย่อมไม่กระทำแน่นอน
แต่อะไรทำให้สำนึกแห่งความเป็นมนุษย์หายไป และลงมือกระทำเช่นนั้นได้ราวกับเป็นเรื่องปกติธรรมดา และ “สะใจ” ที่ได้กำจัดมนุษย์ด้วยกันเองด้วยวิธีวิปริตมากที่สุด
อะไรคือกระบวนการเปลี่ยนแปลง “สำนึกร่วม” ของสังคม และใช้อะไรเป็น “เครื่องมือ” ในการเปลี่ยนแปลงนั้นจนกลายเป็น “กลไก” ของการโน้มน้าวจิตใจของสังคมส่วนใหญ่
มีงานเขียนหลายชิ้นกล่าวถึง “ปฏิบัติการข่าวสารของรัฐไทย” แบบกว้างๆ เช่น การใช้เพลง “หนักแผ่นดิน” กล่อมเกลาทางสถานีวิทยุของทหาร การกระจายข่าวสารข้อมูลเพื่อสร้าง “ปีศาจคอมมิวนิสต์” ผ่านสถานีวิทยุยานเกราะ ปฏิบัติการของสำนักข่าวสารอเมริกัน หรือยูซิส ที่ผลิตสื่อทุกประเภทรวมทั้งภาพยนตร์สารคดี บันเทิง โปสเตอร์ การ์ตูน และเผยแพร่ในพื้นที่ต่างจังหวัด
รวมไปถึงการกระจายข่าวสารของสื่อภาคเอกชน เช่น หนังสือพิมพ์ดาวสยาม ที่ตีพิมพ์ภาพและข่าวสารที่บิดเบือนไปจากความจริง ในช่วงไม่กี่วันก่อนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ในธรรมศาสตร์
คำถามคือ การสื่อสารเหล่านี้เป็นชนวนหลักทำให้มนุษย์กลายเป็น “สัตว์ร้าย” ได้ในเวลาอันสั้นจริงหรือ?
เพราะเอาเข้าจริงแล้ว ไม่มีงานวิจัยที่สำรวจเกี่ยวกับ “การไหลเวียนของข่าวสารในสังคมไทย” ในช่วงก่อนเกิดโศกนาฏกรรม 6 ตุลาอย่างลุ่มลึก รอบด้าน เป็นระบบ มีหลักฐาน และเห็น “กระบวนการการสื่อสาร” อย่างต่อเนื่อง
ที่แน่ๆ มุมมองหนึ่งที่ขาดหายไปคือการศึกษาวิจัยด้าน Film representation หรือการนำเสนอภาพ เนื้อหา สัญญะ และอุดมการณ์เกี่ยวกับ “รัฐไทยและคอมมิวนิสต์” ในสังคมไทยในช่วงก่อน 6 ตุลาคม 2519 ของ “ภาพยนตร์บันเทิง” ที่มีการจัดจำหน่ายเผยแพร่ในวงกว้าง
ย้ำว่าขอบเขตคือ ก่อน 6 ตุลา เป็นภาพยนตร์บันเทิง และมีการจัดจำหน่ายเผยแพร่ในวงกว้าง
บทความนี้มิได้บอกว่า ภาพยนตร์จะเป็นชนวนสำคัญที่นำไปสู่การสังหารหมู่ได้ในเวลาอันสั้น
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ 3 รหัสสำคัญ คือ
ประการแรก การสร้างภาพยนตร์ชาตินิยมในไทยมีมานานตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2500 จากการสืบค้นเอกสารทางประวัติศาสตร์ต่างๆ ร่วมกับภาพยนตรานุกรมของหอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) เล่มที่ 1 พบว่าในยุคจอมพล ป.พิบูลสงคราม เรืองอำนาจทั้งสองช่วง ได้แก่ พ.ศ.2470-2487 และช่วงที่สองคือ พ.ศ.2491-2500 ภาพยนตร์แนวรักชาติ ชาตินิยม เชิดชูทหาร เชิดชูวีรบุรุษกู้ชาติไทย ถูกจัดสร้างจำนวนมาก ภาพยนตร์เหล่านี้เป็นภาพยนตร์บันเทิง
ภาพยนตร์หลายเรื่องรัฐคือแหล่งทุนและถ่ายทำเอง หลายเรื่องรัฐคือแหล่งทุนแต่เอกชนจัดสร้างดำเนินการให้ และหลายเรื่องเอกชนเป็นผู้ดำเนินการเองทั้งหมด*
ประเด็นสำคัญคือ ภาพยนตร์เหล่านี้วางบทบาทว่าใครคือพระเอก มีคุณสมบัติอย่างไร ผู้ร้ายคือใคร มีคุณสมบัติอะไร “อุดมการณ์ชาตินิยม” ในภาพยนตร์เหล่านี้กำลังสร้าง “เรื่องเล่า” แบบใด คนดูได้เรียนรู้อะไรและถูกติดตั้งอุดมการณ์ผ่านรหัสอะไร ซึ่งจะเล่าต่อในประเด็นที่สอง
ประการที่สอง ภาพยนตร์บันเทิงเป็นสื่อที่สามารถถ่ายทอดภาพและเสียง ไปพร้อมกับกำหนดรหัสความดีความเลวในบทบาทของพระเอก ผู้ร้าย และกล่อมเกลาความเชื่อได้อย่างแนบเนียน พูดภาษาชาวบ้านคือ สนุก เพลิน แบ่งแยกบ่งชี้คุณสมบัติของคนดี คนเลว มาตรฐานคุณธรรมกับอธรรมถูกแบ่งชัดเจนภายใต้ศิลปะภาพ แสง สี เสียง เพลง ตัดต่อ และการแสดงของดาราหน้าตาดีที่น่าหลงใหล
ขอยกตัวอย่าง ภาพยนตร์บางเรื่องในยุคจอมพล ป. ที่กล่าวในประการแรก คือ
เลือดทหารไทย สร้างโดยสำนักงานโฆษณาการ กระทรวงกลาโหม และภาพยนตร์เสียงศรีกรุง ประพันธ์โดย ขุนวิจิตรมาตรา
ขุนศึกน่านเจ้า ดำเนินงานโดยกองทัพบก กำกับฯ และเขียนบทโดย ไถง สุวรรณทัต
เกียรติศักดิ์ทหารไทย สร้างโดยนราศิลปภาพยนตร์ ไม่ปรากฏชื่อผู้กำกับฯ และเขียนบท
ทหารเสือพระเจ้าตาก สร้างโดยวิจิตรเกษมภาพยนตร์ กำกับฯ โดยบัณฑูร องค์วิศิษฐ์
เจ้าแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ สร้างโดยกรมตำรวจ ไม่ปรากฏชื่อผู้กำกับฯ และเขียนบท
ทั้งหมด “ติดตั้ง” อุดมการณ์เชิดชูทหาร รักชาติ และเชิดชูบทบาทของผู้ปกครองในแต่ละยุค พระเอกคือทหาร ตำรวจ และกษัตริย์ผู้ปกป้องและกอบกู้ชาติ ส่วนกลุ่มบุคคลต่างชาติเป็นผู้ร้ายของเรื่อง
ต่อมาเมื่อการแผ่ขยายของคอมมิวนิสต์คืบคลานมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังปี 2508 เป็นต้นมา สถานการณ์ในไทยตึงเครียดเนื่องจากการสู้รบระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและกองกำลัง พคท.คุกรุ่นหลายครั้ง ภาพยนตร์บันเทิงยังคงทำหน้าที่เดิมคือสร้างพระเอกและผู้ร้าย โดยบทพระเอกยังเป็นของทหาร ตำรวจ เพิ่มเติมคือ ฮีโร่ ในนามคนดีธรรมดาที่ต้องการปกป้องบ้านเมือง แต่ผู้ร้ายถูกเปลี่ยนมาเป็น ผู้ใดก็ตามที่สงสัยว่าฝักใฝ่ในคอมมิวนิสต์
ภาพยนตร์บันเทิงที่มีอิทธิพลอย่างสูงและเป็นตัวอย่างชัดเจนคือเรื่อง “อินทรีทอง” (2513) หนังเรื่องสุดท้ายของมิตร ชัยบัญชา ที่กำกับฯ และแสดงเอง และเสียชีวิตจากการแสดงเรื่องนี้
โรม ฤทธิไกร ชื่อพระเอกของเรื่อง ตอนยังไม่สวมหน้ากากคือคนธรรมดา พอสวมหน้ากากก็คือผู้พิทักษ์สังคมในนามคนดีมีคุณธรรม และกลุ่มคนร้ายคือ “วายร้ายไผ่แดง” ที่ฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ผู้นำคณะไผ่แดงคือบาคิม มีชื่อจริงว่า ปรีดา พนายันต์ ซึ่งไปพ้องเสียงกับชื่อปรีดี พนมยงค์ โดยไม่ต้องเดาต่อ หนังเฉลยให้ด้วยว่าเป็นพวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ลี้ภัยการเมืองไปปักกิ่ง
Representation ของผู้ร้ายในหนังเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่การเรียกขานกลุ่มคนร้ายว่า “วายร้ายไผ่แดง” แต่คนไผ่แดงเรียกตัวเองว่า “คณะไผ่แดง” หนังเสนอความน่ากลัวของผู้ร้ายกลุ่มนี้ถึงขั้นสะกดจิตตัวเองได้ สะกดจิตคนอื่นได้ แยกร่างได้ เรียนเวทมนต์มาจากรัสปูติน ตั้งโรงงานผลิตอาวุธ และตัวละครที่เป็นนางเอก (เพชรา เชาวราษฎร์) ก็กล่าวชัดเจนว่าเป็น “ศัตรูกับคนไทย”
ส่วนพระเอกของเรื่อง เปลี่ยนจาก “อินทรีแดง” เป็น อินทรีทอง โดยในเนื้อหาคือพวกวายร้ายไผ่แดงปลอมตัวเป็นอินทรีแดงจนสีแดงโดนย่ำยีไปหมดแล้ว ต้องเปลี่ยนเป็นสีทอง มีใจรักชาติบ้านเมือง เก่งการต่อสู้ ไม่ทำร้ายคนดี ฆ่าโจรชั่วของสังคมไทย ที่สำคัญ เป็นผู้พิทักษ์ผู้หญิง คนชรา และผู้อ่อนแอ
ประการที่สาม ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา ภาพยนตร์บันเทิงทำงานร่วมกับสื่อประเภทต่างๆ ตั้งแต่วิทยุที่ออกอากาศทั่วประเทศ หนังสือพิมพ์ สื่อบุคคล เช่น พระสงฆ์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครูอาจารย์ และดารานักแสดง รวมทั้งสร้างบริบทอื่นๆ เช่น การก่อรูปของกลุ่มนวพล กระทิงแดง ที่สุดโต่งไปอีกฝั่งในนามผู้ปกป้องชาติ
แต่ที่สำคัญมากคือ ภาพยนตร์บันเทิงนั้นจะไม่มีพลังอำนาจใดมากนัก หากไม่มีการเผยแพร่หรือจัดจำหน่ายในระดับกว้างขวาง
ก่อนที่มนุษย์คนหนึ่งจะถูกฆ่า เขาต้องถูกฉายซ้ำให้กลายเป็น “ศัตรู” มากี่ครั้ง?
นี่คือ Distribution power อำนาจของการเผยแพร่จัดจำหน่ายหนัง ซึ่งในยุคหลัง พ.ศ.2510 เป็นต้นมา การขยายธุรกิจการฉายหรือโรงภาพยนตร์และหนังกลางแปลงเป็นไปอย่างเฟื่องฟูทั่วประเทศ และหน้าหนังของ อินทรีทอง นอกจากมีดารายอดนิยมคือมิตร เพชราแล้ว ยังเป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายทั่วประเทศจัดจำหน่ายโดยจินตนาฟิล์ม ซึ่งมีความเกี่ยวพันกับเครือข่ายกุหลาบทิพย์ภาพยนตร์ ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายและฉายหนังกลางแปลงรายสำคัญในภาคกลาง
พลังของภาพยนตร์บันเทิงหลายเรื่อง คือ การติดตั้งอุดมการณ์ภายใต้ “ความสุขสนุกสนานเริงรมย์” อาจจะไม่มีหนังเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกคำสั่งว่า “จงฆ่า” แต่ภาพยนตร์สามารถกำหนดว่า
ใครคือพระเอก
ใครคือผู้ร้าย
ใครเป็นเจ้าของชาติ
ใครเป็น “คนอื่น” ที่สมควรถูกกำจัด
และความรุนแรงของฝ่ายใดได้รับอนุญาตให้เรียกว่า “การปกป้องบ้านเมือง”
ภาพยนตร์จึงทำหน้าที่แปรเปลี่ยน “กลไก” ของภาพและเสียงให้กลายเป็น “อุดมการณ์ชาตินิยม เชิดชูกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ติดตั้งความคิดที่แบ่งแยก และกำจัดศัตรู”
ภาพยนตร์จึงเป็น “กลไก” หนึ่งของ “กระบวนการเตรียมความรู้สึกของสังคม” ก่อนสังหารหมู่ 6 ตุลา
หนังอาจไม่ได้เปลี่ยนคนธรรมดาให้เป็นผู้ใช้ความรุนแรงในคืนเดียว แต่มันช่วยสร้าง “โลกความจริง” ที่การแบ่งแยกคนรักชาติ/คนขายชาติ ค่อยๆ ดูสมเหตุสมผลสะสมไปทุกวัน
ในวาระครบรอบ 50 ปี 6 ตุลาคม 2519 สถานการณ์ขณะนี้ คุณคิดว่าสังคมไทยยังอยู่ในวังวน “กลไก” เหล่านี้หรือไม่ มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง??
* ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ และการจัดแบ่งกลุ่มภาพยนตร์ตามแหล่งทุน โปรดอ่านรายละเอียดในหนังสือ 120 ปีภาพยนตร์ไทยในมิติประวัติศาสตร์ เศรษฐกิจและสังคมไทย – อุณาโลม จันทร์รุ่งมณีกุล
ที่มาภาพ : เพจ Thai Movie Posters
