Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
ภาพ AI รันวงการอาหารและต้นไม้
ตามปกติแล้วการที่เราจะขายอะไรสักอย่างเราก็จะต้องเริ่มจากถ่ายภาพสินค้าชิ้นนั้นๆ แล้วนำไปใช้โฆษณา ใครมีงบประมาณหน่อยก็อาจจะจ้างช่างภาพมาจัดแสง จัดเงา จัดองค์ประกอบให้ดูเชิญชวนมากที่สุด หรือใครงบฯ น้อยหน่อยก็ใช้กล้องสมาร์ตโฟนถ่ายภาพเอาเองง่ายๆ
แต่ในยุคที่ AI สามารถเสกภาพอะไรขึ้นมาก็ได้ พ่อค้าแม่ค้าบางคนก็เริ่มมองเห็นหนทางว่าจะเหนื่อยถ่ายภาพเองไปทำไม ในเมื่อเราสามารถดีดนิ้วสั่ง AI ให้ทำแทนได้
จึงเป็นที่มาของภาพสินค้ามากมายบนอินเตอร์เน็ตที่แวบแรกดูผิวเผินก็ไม่ได้คิดอะไร แต่ทำไมมองๆ ไปถึงรู้สึกตงิดๆ เหมือนมีอะไรสักอย่างที่มันไม่ถูกต้อง
อย่างเช่น ภาพเมนูอาหาร เป็นต้น
ภาพอาหารเป็นหนึ่งในภาพยอดนิยมที่คนมักจะใช้ AI ช่วยสร้างสรรค์ขึ้นมา แม้กระทั่ง Grab เองก็เคยประกาศว่าได้นำเทคโนโลยี AI มาช่วยสร้างและออกแบบภาพอาหารเพื่อเพิ่มโอกาสทางการขายให้ร้านค้าที่อยู่บนแพลตฟอร์ม
ผู้บริโภคหิวๆ เปิดแอพพ์ขึ้นมาจะสั่งอาหาร ไถไปมาก็เจอภาพเมนูอาหารที่แม้จะดูน่ากินแต่ก็มีความทะแม่งๆ แฝงอยู่ในนั้น พิจารณาดูใกล้ๆ อีกทีถึงได้เห็นว่าเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างของ AI จนกลายเป็นประเด็นให้ต้องมาถกเถียงกันว่าเป็นเรื่องสมควรหรือไม่ที่ร้านอาหารจะใช้ภาพ AI มาใส่ในเมนู แทนที่จะเป็นภาพอาหารที่ทางร้านทำเองจริงๆ
ถึงจะสร้างภาพออกมาได้ใกล้เคียงของจริงแต่ภาพอาหารที่เกิดจาก AI ก็จะยังมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราเกิดความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย คล้ายๆ กับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Uncanny Valley หรือความรู้สึกขนลุกบอกไม่ถูกเวลาเราได้เห็นหุ่นยนต์ที่คล้ายมนุษย์มากๆ แต่ก็ไม่ใช่มนุษย์
คำว่า Uncanny Valley ถูกนำมาใช้ครั้งแรกโดย มาซาฮิโระ โมริ ในช่วงยุคเจ็ดศูนย์ นอกจากจะใช้บรรยายความรู้สึกที่เรามีต่อหุ่นยนต์แล้ว ที่ผ่านมาคำนี้ก็ยังถูกนำไปใช้กับสิ่งอื่นๆ อย่างเช่น อาคารก่อสร้าง สปีชีส์ที่นอกเหนือจากมนุษย์ หรือวัตถุไม่มีชีวิตบางอย่าง แต่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้กับอาหารเสียทีเดียว
จนกระทั่งมีการทำการทดลองขึ้นมาเพื่อดูว่าภาพอาหารที่สร้างขึ้นโดย AI สามารถกระตุ้นให้มนุษย์อย่างเราเกิดความรู้สึกขนลุกในแบบ Uncanny Valley ได้หรือไม่
และถ้าได้ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ภาพอาหาร AI ทำให้มนุษย์รู้สึกไม่สบายใจได้เพราะอะไร
ผลการทดลองก็พบว่าภาพอาหารที่ AI สร้างขึ้น หากสร้างขึ้นมาแบบสมจริงไปเลยหรือไม่สมจริงไปเลย เช่น ใส่ความเป็นการ์ตูนเข้าไป ก็จะไม่ได้ทำให้เกิดความรู้สึกไม่พึงปรารถนาหรือขนลุกได้เท่ากับภาพอาหาร AI ที่ทำออกมาไม่สมบูรณ์แบบ เช่น อาหารที่ขาดๆ เกินๆ หรือบิดเบี้ยว ผิดสัดส่วน
และยังพบอีกว่าเหตุผลที่ภาพอาหาร AI ที่ไม่สมบูรณ์แบบทำให้เรารู้สึกเช่นนั้นได้อาจจะเป็นเพราะมันไปกระตุ้นให้เราเกิดสิ่งที่เรียกว่า neophobia หรือการกลัวสิ่งใหม่ๆ หรือสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย ซึ่งนี่เป็นกลไกที่ช่วยป้องกันมนุษย์อย่างเราไม่ให้ไปกินอะไรที่อาจเป็นอันตรายได้
ย้อนกลับไปที่ประเด็นการใช้ AI สร้างภาพเพื่อขายของและอาจทำให้เข้าข่ายขายของแบบ ‘ไม่ตรงปก’ ไม่ได้เกิดแค่กับภาพอาหารเท่านั้น
บทความของ The Verge เล่าถึงวงการ houseplants หรือต้นไม้ที่ปลูกในบ้าน ว่าได้รับผลกระทบจากภาพ AI ไม่น้อย เพราะหลายๆ คนโดนหลอกให้ซื้อต้นไม้ที่ไม่มีอยู่จริง
ไม่ใช่แค่โอนเงินแล้วไม่ได้รับต้นไม้ที่สั่ง แต่โอนเงินเพื่อซื้อต้นไม้ที่ไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ เพราะไม่ได้มียีนส์ของต้นไม้ที่เห็นในภาพนั้นตั้งแต่ต้น!
ผู้เขียนบทความเกริ่นเล่าก่อนว่าจู่ๆ วันหนึ่งเพื่อนก็ส่งข้อความมาหาว่า “ลองจัดวางต้นไม้ของเธอแบบนี้บ้างสิ” และแนบภาพมาให้ด้วย
ภาพที่แนบมาก็คือภาพกระถางต้นไม้ที่ลอยอยู่กลางอากาศใกล้กับหน้าต่างขนาดใหญ่ที่มีแสงอาทิตย์สาดซัดเข้ามา แม้ว่าเธอจะเป็นมือใหม่ในวงการปลูกต้นไม้ แต่ดูแป๊บเดียวก็แยกแยะได้ทันทีว่านี่เป็นภาพที่ AI สร้าง เพราะนอกจากต้นไม้จะลอยอยู่เฉยๆ ไม่ได้แล้ว มันก็ยังไม่สามารถทนปริมาณแสงแดดเยอะขนาดนั้นได้โดยที่ใบไม่ถูกแผดเผาไปเสียก่อน
ภาพต้นไม้ AI ถูกนำมาใช้หลอกขายของออนไลน์ให้กับคนที่ไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องต้นไม้ อย่างภาพมอนสเตอร่าใบสีชมพูซึ่งไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้เพราะสปีชีส์นี้ไม่มียีนส์เม็ดสีชมพู แม้กระทั่ง AI ของ Google เองก็เคยถูกหลอกให้ยืนยันว่ามอนสเตอร่าสีชมพูมีอยู่จริงมาแล้ว
ร้านต้นไม้ก็บอกว่ามีคนถามเรื่องต้นไม้ที่อยู่ในภาพ AI ว่ามีจริงหรือไม่เข้ามาอยู่บ่อยๆ สัปดาห์ละหลายครั้ง จนต้องมีร้านที่ออกมาทำคอนเทนต์เตือนและให้ความรู้ว่าเราจะแยกภาพต้นไม้ปลอมๆ ที่ AI สร้างขึ้นออกจากภาพต้นไม้จริงได้อย่างไร
นอกจากการถูกหลอกด้วยภาพต้นไม้ปลอมแล้ว คนรักต้นไม้ก็อาจจะถูกหลอกด้วยข้อมูลการดูแลต้นไม้ที่ AI หลอนขึ้นมาเอง หรือไปหยิบข้อมูลมั่วมาจากแหล่งไหนก็ไม่รู้ อย่างการบอกให้ตัดใบไม้แล้วเอาไปจุ่มในน้ำผึ้งเพื่อให้รากงอก หรือการใช้ผงอบเชยมาปิดแผลของต้นไม้
เครื่องมือ AI อย่างแอพพลิเคชั่นที่โฆษณาว่าเพียงแค่ถ่ายภาพต้นไม้ไป AI ก็จะวิเคราะห์ให้ว่าต้นไม้ต้นนั้นกำลังเป็นโรคอะไรก็นับเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ทำลายเจตจำนงของการปลูกต้นไม้ในบ้าน
แทนที่การปลูกต้นไม้จะเป็นงานอดิเรกที่ช่วยให้เราผ่อนคลาย ช่วยฝึกสมาธิ ทำให้เราเป็นคนช่างสังเกต ใส่ใจกับรายละเอียดมากขึ้น ก็กลายเป็นนักปลูกต้นไม้ที่ขี้เกียจ ใช้ทางลัด และอาจจะถูกผลลัพธ์ที่ AI โยนมาให้แบบผิดๆ หลอกเอาได้
ในยุคที่ภาพ AI เกลื่อนแวดวงการค้าออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ในฐานะผู้บริโภคก็ต้องฝึกฝนตัวเองให้สามารถแยกแยะภาพจริงออกจากภาพ AI ให้ได้อย่างรวดเร็ว
ส่วนพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังพิจารณาใช้ภาพ AI ก็ต้องลองตรองดูว่าแม้จะประหยัดต้นทุนไปได้ แต่หากแลกมาด้วยการสูญเสียความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากลูกค้าในระยะยาว
มันคุ้มกว่าการยอมควักกระเป๋าหรือยอมเหนื่อยถ่ายภาพเองหรือไม่
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
