เลิกกั๊กแล้วพักก่อน มองออกจาก Deadlock ทางการเมืองไทย หันมองการเมืองโลกกับการปฏิรูปสวัสดิการ
ฝนไม่ถึงดิน | ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
เลิกกั๊กแล้วพักก่อน
มองออกจาก Deadlock ทางการเมืองไทย
หันมองการเมืองโลกกับการปฏิรูปสวัสดิการ
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาความผันแปรของการเมืองไทย ตั้งแต่การลาออกของพรรคภูมิใจไทย
การชุมนุมของกลุ่มที่เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก
โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่
คำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีโดยศาลรัฐธรรมนูญ อันนำสู่การรักษาการนายกรัฐมนตรีของคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ
หากถามผมตอนนี้ต้องเรียนตามตรงว่าแม้จะติดตามการเมืองมาหลายปีก็ต้องบอกว่าเงื่อนไขปัจจุบันมีความซับซ้อนอย่างยิ่ง
ทั้งมิติผลประโยชน์ที่เห็นชัด รัฐพันลึก หรือชุดอุดมการณ์ทางการเมือง
ในบทความนี้ผมจะพาออกจากวังวนการเมืองไทยและชวนทุกท่านติดตามการเมืองในพื้นที่ที่เราอาจไม่คุ้นเคยนักที่ “ลิทัวเนีย”
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณเกศนคร พจนวรพงษ์ โฆษกทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้ร่วมเดินทางไปประชุมเครือข่ายสังคมนิยมประชาธิปไตยภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิ FES ที่ประเทศเยอรมนี โดยได้รายงานประเด็นที่น่าสนใจว่าในประเทศลิทัวเนียกำลังมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่สำคัญ
เพราะการเลือกตั้งที่จะมีเร็วๆ นี้ผู้ที่ได้รับคะแนนนิยมสูงสุดคือ Vilija Blinkevičiūtė ซึ่งผมขอเรียกต่อไปว่า คุณ “วิลิญา” ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประกันสังคมและแรงงาน
และผลงานสำคัญที่ทำให้นักการเมืองมากประสบการณ์ท่านนี้ได้รับความนิยม คือการเพิ่มบำนาญประชาชน!
ซึ่งฟังแล้วดูแปลกมากเพราะหลายประเทศในสหภาพยุโรปหมกมุ่นกับวิธีการลดบำนาญในเงื่อนไขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการขยายอายุเกษียณ เลือกรับบำเหน็จ เปลี่ยนวิธีการจ่าย ฯลฯ ทุกวิถีทางให้จ่ายบำนาญน้อยลง
แต่สิ่งที่คุณ “วิลิญา” ทำในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคือการสวนกระแสด้วยการเพิ่มบำนาญ
ส่งผลให้เธอได้รับความนิยม ทั้งในกลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มคนรุ่นใหม่
ลิทัวเนียมีประวัติศาสตร์การเมืองที่ยาวนานและซับซ้อน
เริ่มจากยุคกรุงลิทัวเนียใหญ่ในศตวรรษที่ 13-18 ที่เคยเป็นจักรวรรดิขนาดใหญ่ในยุโรปตะวันออก ต่อมาได้รวมตัวกับโปแลนด์เป็นสหรัฐโปแลนด์-ลิทัวเนีย
หลังจากล่มสลาย ลิทัวเนียตกอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซีย แล้วจึงถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียตในปี 1940-1990 ซึ่งเป็นช่วงเวลาแห่งการกดขี่ทางการเมืองและวัฒนธรรม
ลิทัวเนียเป็นประเทศแรกในสหภาพโซเวียตที่ประกาศอิสรภาพในปี 1990 และได้เข้าร่วม NATO และสหภาพยุโรปในปี 2004
ในด้านระบบสวัสดิการ ประกอบด้วยการดูแลสุขภาพถ้วนหน้า การศึกษาฟรีทุกระดับ การคุ้มครองแรงงานที่เข้มงวด และระบบบำนาญแห่งรัฐ ลิทัวเนียนำแนวคิดจากยุโรปเหนือมาปรับใช้ รักษาสมดุลระหว่างเศรษฐกิจตลาดเสรีและการแทรกแซงของรัฐ เน้นความเท่าเทียมทางสังคมและสนับสนุนสหภาพแรงงาน
ระบบบำนาญในลิทัวเนียคล้ายๆ ไทยและหลายพื้นที่ในยุโรป กล่าวคือ มีระบบบำนาญเสาแรกคือสวัสดิการของรัฐโดยรวมถึงประกันสังคม
สวัสดิการเสาที่สองคือเป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ส่วนเสาที่สามเป็นภาคสมัครใจ
โดยเสาแรกนี้จะทำให้ได้รับบำนาญโดยเฉลี่ย 25,000 บาทต่อเดือน ทั้งฟรีแลนซ์ พนักงานประจำ ผู้ประกอบการ หรืออาชีพอิสระต่างๆ
“วิลิญา” มีส่วนสำคัญในการปรับระบบบำนาญเสาแรกของลิทัวเนียให้ได้ผ่านการปฏิรูปครั้งสำคัญในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2018 ที่ปรับโครงสร้างพื้นฐานของระบบทั้งหมด
การปฏิรูปปี 2018 ได้นำเข้าโครงสร้างบำนาญแบบใหม่ที่แบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก คือ “ส่วนทั่วไป” หรือเงินพื้นฐานสำหรับทุกคน ที่มาแทนที่ระบบระยะเวลาการทำงาน การปฏิรูปนี้ยังได้แนะนำระบบคะแนนบำนาญและการปรับดัชนีใหม่ เพื่อให้การคำนวณบำนาญมีความยุติธรรมและโปร่งใสมากขึ้น
การปรับปรุงระบบคำนวณบำนาญก็เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นของการปฏิรูป
โดยรัฐมนตรีกระทรวงสวัสดิการสังคมได้ประกาศว่าวิธีการกำหนดบำนาญพื้นฐานใหม่นี้จะสามารถลดความยากจนในหมู่ผู้สูงอายุได้ถึง 25%
รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้บำนาญรวม (ทั้งเสาแรกและเสาสอง) คิดเป็น 50% ของเงินเดือนเฉลี่ยของประเทศ แม้ว่าจะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสหภาพยุโรปที่ 60%
ในปี 2025 ได้มีการปรับปรุงตัวเลขสำคัญต่างๆ เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเพิ่มเป็น 1,038 ยูโร และเงินเดือนเฉลี่ยรายเดือนอยู่ที่ 2,108.88 ยูโร รวมถึงการปรับปรุงสูตรการคำนวณจำนวนเงินที่ไม่ต้องเสียภาษี
ผลจากการปฏิรูปเหล่านี้ทำให้ระบบมีประสิทธิภาพและความโปร่งใสมากขึ้น การเชื่อมโยงระหว่างการสมทบกับผลประโยชน์ที่จะได้รับชัดเจนกว่าเดิม และช่วยเสริมสร้างความยั่งยืนระยะยาวของระบบเพื่อรับมือกับปัญหาประชากรสูงอายุ
เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า ประเทศเล็กๆ ที่มีความฝันทะเยอทะยานในการปฏิรูปสังคม และเดินหน้าสู่ระบบรัฐสวัสดิการเต็มรูปแบบ การปฏิรูปเพียงแค่ปรับระบบแต้มบำนาญและปรับดัชนีที่ใช้คำนวณใหม่ สามารถทำให้คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุดีขึ้นอย่ามีนัยสำคัญ และ “การเมืองเรื่องสวัสดิการ” ในสหภาพยุโรปมีความเข้มข้นมากเป็นวาระหลักของหลายประเทศ และทุกพรรคการเมือง
จุดนี้ไม่ว่าการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต ส่วนตัวผมอยากเห็นบรรยากาศ “การเมืองว่าด้วยสวัสดิการ”
เป็นความสำคัญอันดับแรกของสังคมมากกว่า ประเด็นฉาบฉวยระยะสั้นที่ไม่เกี่ยวพันกับชีวิตของประชาชนคนส่วนใหญ่
