สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
สํานักข่าวบีบีซีแห่งอังกฤษ ส่งนักข่าวไปสำรวจพื้นที่ที่เสี่ยงภัยน้ำทะเลท่วมถึงนำมาเสนอเป็นสกู๊ปข่าวในชื่อเรื่อง เมืองทั่วโลกกำลังจมดิ่งลงด้วยความเร็วที่น่ากังวล (Cities around the world are sinking at worrying speed)
สกู๊ปชิ้นนี้ทำขึ้นหลังผลการศึกษาของ “มหาวิทยาลัยนันยางเทคโนโลยี” แห่งสิงคโปร์พบว่า 48 เมืองทั่วโลกรวมถึงกรุงเทพมหานครเสี่ยงจมใต้ทะเล
บีบีซีนำผลการศึกษาดังกล่าวและข้อมูลประชากรที่สหประชาชาติรวบรวมเอาไว้มาประมวลผล คาดจะมีผู้อยู่ริมชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบกว่า 76 ล้านคน และระหว่างปี 2557-2563 เมืองเหล่านี้จะมีผืนดินทรุดตัวเฉลี่ย 1เซนติเมตรต่อปี และเมืองที่จมทะเลหนักสุด 18.7 เซนติเมตรต่อปี
ปัจจัยที่ทำให้เมืองทรุดตัว อาทิ การสูบน้ำบาดาล การก่อสร้างตึก ทำเหมือง เปลือกโลกเคลื่อนตัว แผ่นดินไหว หลายเมืองแผ่นดินทรุดเพราะสูบน้ำบาดาลมาก
การสูบน้ำบาดาลในปริมาณมากๆ ทำให้น้ำไม่สามารถไหลเข้ามาทดแทนน้ำในช่องว่างของชั้นดินหรือหินที่ถูกสูบได้ทัน ระดับน้ำใต้ดินบริเวณที่สูบน้ำจึงลดลงอย่างรวดเร็ว ชั้นดิน ชั้นหิน หรือชั้นตะกอนด้านบนทรุดตัวตามลงมา และยังเกิดจากการอัดตัวของตะกอนที่รองรับสิ่งปลูกสร้าง เมื่อดินทรุดตัวบ้านและสิ่งปลูกสร้างก็ทรุดตัวตาม
“เชอริล เทย์” หัวหน้าทีมวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยนันยาง บอกกับ “บีบีซี” ว่า ครึ่งหนึ่งของ 48 เมืองทรุดเพราะเกิดจากการสูบน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ดื่มกินและทำเกษตร บางแห่ง เช่น กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ดึงน้ำจากใต้ดินมาใช้มากเกินไป จนผืนดินทรุดตัวอย่างรวดเร็ว
“เมืองใหญ่ทั้งในเอเชียหรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกิดปัญหาแผ่นดินทรุดเพราะประชากรหนาแน่น ความต้องการใช้น้ำมากโดยเฉพาะเขตเมืองที่กำลังพัฒนา” นักวิจัยเทย์ให้ความเห็น และว่า
เมื่อดินทรุดแล้วปัญหาอื่นๆ ก็ตามมา เช่น พื้นที่ตรงนั้นจะมีน้ำท่วมสูงเป็นประจำ บางแห่งเกิดปัญหาดินเค็มเพราะน้ำเกลือใต้ดินซึมเข้ามา มีผลต่อพืชผลเกษตรและคุณภาพน้ำดื่ม
เมืองริมชายฝั่งที่อยู่ใกล้กับปากแม่น้ำอย่างกรุงเทพมหานคร นครโฮจิมินห์ของเวียดนาม นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน และกรุงจาการ์ตา มีความเสี่ยงสูงที่ดินจะทรุดตัวและจมใต้ทะเล
ทีมวิจัยศึกษาพื้นที่ในกรุงจาการ์ตาพบว่าอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล และบริเวณที่แม่น้ำไหลผ่าน 13 สาย เป็นแอ่งน้ำที่เสี่ยงต่อดินทรุดตัว เมื่อเกิดภาวะโลกเดือด น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นยิ่งเร่งให้กรุงจาการ์ตาจมทะเลในอัตราที่เร็วขึ้น
เจ้าหน้าที่ของสำนักอุตุนิยมวิทยา กรุงจาการ์ตาบอกว่า เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงจาการ์ตาทุกๆ 5 ปี ซึ่งกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว และเกิดขึ้นบ่อยกว่าในอดีต ปัจจุบันอินโดนีเซียมีฝนตกหนักมาก ยิ่งมีฝนตกหนักน้ำก็ยิ่งท่วมหนักกว่าเดิม
“บีบีซี” ระบุว่า ในรอบ 10 ปี เกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงจาการ์ตามีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน ต้องอพยพชาวเมืองเกือบๆ 3 แสนคนออกจากบ้านเรือนจนกว่าน้ำลดระดับลง
จากการสำรวจพื้นที่ของกรุงจาการ์ตา บางแห่งมีผิวดินต่ำกว่าระดับน้ำทะเล 4 เมตร จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่รัฐบาลอินโดนีเซียสมัยนายโจโค วิโดโด เป็นประธานาธิบดี ตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปอยู่บนเกาะบอร์เนียว ห่างจากกรุงจาการ์ตาราว 2,000 กิโลเมตร
“นูซันตรา” เป็นชื่อเมืองหลวงใหม่ตั้งอยู่ห่างจากแนวภูเขาไฟและขอบแผ่นเปลือกโลก ปลอดภัยจากแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และยังตั้งอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง 200-4,000 เมตร จึงไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดความเสี่ยงระดับน้ำทะเลท่วมสูง
รัฐสภาอินโดนีเซียเห็นชอบให้ย้ายเมืองหลวงตั้งแต่ปี 2565 ใช้งบประมาณสร้าง “นูซันตรา” ราว 1 ล้านล้านบาท ครอบคลุมโครงการต่างๆ ในพื้นที่ 562 ตารางกิโลเมตร และเตรียมพื้นที่อีกราว 2,500 ตารางกิโลเมตรสำหรับขยายเมืองในอนาคต
นอกจาก “นูซันตรา” จะเป็นศูนย์กลางบริหารประเทศแทนกรุงจาการ์ตาที่รัฐบาลอินโดนีเซียวางให้เป็นศูนย์การเงินและการค้า ยังวางยุทธศาสตร์ให้เมืองหลวงแห่งใหม่เป็นเมืองอัจฉริยะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นศูนย์กลางของนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยี สุขภาพและสาธารณสุข มีระบบการขนส่งสาธารณะทันสมัย
รัฐบาลอินโดนีเซียตั้งเป้าว่าภายในปี 2588 “นูซันตรา” จะเป็นเมืองแรกของโลกที่มีประชากรเกิน 1 ล้านคนแต่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์
ถึงกระนั้นบรรดานักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมยังกังขาว่า นูซันตราจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ดังฝันหรือเปล่า เพราะที่ตั้งของเมืองหลวงแห่งนี้อยู่ใจกลางป่าดงดิบเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดบนผืนโลกใบนี้ การบุกโค่นถางป่าเพื่อสร้างเมืองใหม่จะคุ้มค่ากับความสูญเสียทางธรรมชาติหรือไม่
นักข่าว “บีบีซี” ลงพื้นที่ไปสำรวจบริเวณแผ่นดินทรุดตัวในกรุงจาการ์ตา พร้อมกับสัมภาษณ์ผู้คนที่พักอาศัยในละแวกนั้น
“เออร์มา” เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 22 ปีก่อน ออกไปยืนนอกบ้าน หน้าต่างสูงเท่าอก แต่เวลานี้ดินทรุดหน้าต่างสูงแค่เข่าเท่านั้น บ้านเออร์มาทรุดต่ำจนเกิดน้ำท่วมบ่อยมาก เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่ในกรุงจาการ์ตา ครอบครัวเออร์มาต้องใช้เรือพายเพราะน้ำทะลักเข้าถึงพื้นบ้าน
“จาการ์ตา” เมืองหลวงที่ทรุดตัวเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก บ้าน “เออร์มา” ต่ำกว่าระดับถนนมาก ทั้งสุเหร่าและท่าเรือเก่าตอนนี้ก็อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำ
ถ้าวัดความสูงเมื่อปี 2513 ตอนแรกที่ครอบครัวเออร์มาสร้างบ้านหลังนี้ ทรุดตัวลงราว 1 เมตร และยังทรุดต่ำลงไปอีก แต่ครอบครัวเออร์มาไม่มีเงินมากพอปรับปรุงบ้านป้องกันดินทรุด

“เทียนจิน” หรือเทียนสิน เมืองชายฝั่งทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน ตั้งอยู่ริมอ่าวป๋อไห่ เป็นส่วนหนึ่งของทะเลเหลือง
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนันยางชี้ว่าเมืองนี้เสี่ยงทรุดตัว เพราะเคยมีกรณีตัวอย่างเมื่อปี 2566 ทางการจีนสั่งอพยพชาวเมือง 3,000 คนออกจากตึกสูงและอพาร์ตเมนต์ที่อยู่อาศัย เนื่องจากดินทรุดตัวเป็นหลุมขนาดใหญ่ใกล้กับแนวถนน
บรรดา 48 เมืองที่เสี่ยงดินทรุด “เทียนจิน” เสี่ยงสูงสุด เพราะเป็นเมืองที่พัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งด้านอุตสาหกรรมและโครงสร้างสาธารณูปโภค มีประชากรกว่า 15 ล้านคน ระหว่างปี 2557-2563 ผืนดินของเมืองทรุดตัวเฉลี่ย 18.7 เซนติเมตรต่อปี
ฝั่งทะเลของอินเดีย เมืองที่สุ่มเสี่ยงต่อการจมทะเล ได้แก่ เมืองมุมไบ เชนไน โกลกาตา สุรัต และอาเหม็ดดาบัด
เวลานี้ผู้บริหารเมืองพากันตื่นตัวเร่งรีบหาทางป้องกันปัญหา
เมืองมุมไบ เป็นศูนย์กลางการเงินของอินเดีย เผชิญปัญหาแผ่นดินทรุดตัวปีละ 5.9 เซนติเมตรโดยเฉลี่ย จุดเสี่ยงสุดอยู่บริเวณเขตมาทันกา ใกล้กับสถานีรถไฟคิงส์เซอร์เคิล แถวนี้ดินทรุดทุกปี ปีละ 2.8 เซนติเมตร ชาวมุมไบราว 6.2 ล้านคนพักอยู่ในจุดเสี่ยง
เมืองเชนไน ดินทรุดปีละ 0.01-3.7เซนติเมตร จุดที่ทรุดมากสุดอยู่ที่เขตธารามาณี ทรุด 3.7เซนติเมตรต่อปี ชาวเมืองราว 1.2 ล้านคนพักในเขตเสี่ยงภัย ส่วนสาเหตุมาจากการสูบน้ำบาดาลไปใช้ในครัวเรือน ภาคเกษตรและโรงงานอุตสาหกรรม
เมืองโกลกาตา ดินทรุดราว 0.01-2.8 เซนติเมตรต่อปี เขตพัตพารา ทรุดมากสุด 2.6 เซนติเมตรต่อปี ชาวเมืองราว 1.7 ล้านคนเสี่ยงเพราะอยู่ในเขตดินทรุดสูง เหตุเพราะเมืองนี้ใช้น้ำบาดาลมากเกินไป
เมืองสุรัต ดินทรุดตัวราว 0.01-6.7 เซนติเมตรต่อปี เขตการันจ์ ทรุดหนักสุด ชาวเมืองราว 4.1 ล้านคนอาศัยในเขตเสี่ยงสูง เมืองนี้เป็นแหล่งอุตสาหกรรมสิ่งทอ ใช้น้ำบาดาลในปริมาณมาก
สื่ออินเดียรายงานว่า ผู้บริหารเมืองเชนไน โกลกาตา และมุมไบ เร่งกำหนดผังการขุดใช้บ่อบาดาลและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมในโครงการก่อสร้างต่างๆ ส่วนเมืองสุรัตทำโมเดลแก้ปัญหาน้ำท่วมและวางระบบเตือนภัยล่วงหน้า เมืองอาเหม็ดดาบัดทำแผนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ ดึงน้ำมาทำเกษตรและแผนรับมือกับภาวะโลกเดือด
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยนันยางในพื้นที่เมืองชายฝั่งอื่นๆ ของทวีปแอฟริกา รวมทั้งกรุงลากอส ประเทศไนจีเรีย พบว่ามีความเสี่ยงสูงจะเกิดแผ่นดินทรุดตัว โดยเฉพาะกรุงลากอสเพิ่งเกิดน้ำท่วมใหญ่เมื่อปีที่แล้วชาวเมืองได้รับผลกระทบกว่า 275,000 คน
ชาวลากอสส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและระบบประปาไม่มีประสิทธิภาพ ผู้คนต่างดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดด้วยการขุดบ่อบาดาล มีผลต่อการทรุดตัวของดิน
ไอร์แลนด์เป็นอีกประเทศที่มีเมืองต่างๆ ตั้งอยู่ตามแนวชายฝั่งและอยู่ในกลุ่มประเทศเสี่ยงเจอภัยจากแผ่นดินทรุดและน้ำทะเลท่วมสูง ดังนั้น การปรับตัวของไอร์แลนด์จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่งเนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เก่าล้าสมัยจะต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
น้ำและพลังงานเป็นปัจจัยจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับไอร์แลนด์ เพราะแนวนโยบายของไอร์แลนด์มุ่งพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัล เป็นดาต้าเซ็นเตอร์ของโลก ต้องพึ่งพาพลังงานและน้ำ
แต่แนวคิดการสร้างเขื่อน กำแพงและแนวดินป้องกันน้ำทะเลทะลักใส่เมืองชายฝั่งใช่ว่าเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะถ้าสร้างแนวกำแพงขนาดใหญ่และสูงอาจจะเกิดปัญหาตามมา นั่นคือ ปรากฏการณ์ที่ศาสตราจารย์ปิเอโตร ทีตินี แห่งมหาวิทยาลัยปาโดวา ประเทศอิตาลี เรียกว่า “โบวล์เอฟเฟ็กต์” (bowl effect)
โบวล์เอฟเฟ็กต์เปรียบกำแพงหรือเขื่อนเป็นเหมือนขอบชามข้าวใบใหญ่กั้นน้ำไว้ไม่ให้ไหลลงแม่น้ำหรือทะเล น้ำจึงเอ่อท่วมบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ในกำแพงหรือเขื่อน
“บีบีซี” ยกตัวอย่างกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น วางแผนแก้ปัญหาแผ่นดินทรุดน้ำท่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ปัญหาดินทรุดลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ก่อนปี 2513 กรุงโตเกียวเกิดปัญหาดินทรุดตัวเหมือนๆ กับเมืองอื่นๆ ที่อยู่ริมฝั่งทะเล ผู้บริหารเมืองมองอนาคตปัญหานี้ลุกลามเป็นเรื่องใหญ่จึงออกกฎหมายห้ามสูบน้ำบาดาล ซึ่งมีผลบังคับใช้เข้มงวดเด็ดขาด
นอกเหนือจากการใช้กฎหมายควบคุมแล้ว กรุงโตเกียวยังจัดวางระบบบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพสูงช่วยหยุดยั้งการทรุดตัวของดิน
ทีมวิจัยมหาวิทยาลัยนันยางศึกษากระบวนการแก้ปัญหาดินทรุดตัวของกรุงโตเกียว พบว่าระหว่างปี 2557-2563 มีค่าเฉลี่ยเพียง 0.1-2.4 เซนติเมตรต่อปี ถือว่าต่ำมาก
ไทเป เมืองหลวงของไต้หวัน ใช้กระบวนการคล้ายกับกรุงโตเกียวในการแก้ปัญหาดินทรุดตัวตั้งแต่ยุค 1970 ผลลัพธ์ออกมาดีเช่นกัน
ส่วนนครฉงชิ่งของจีน และกรุงซานซัลวาดอร์ เมืองหลวงของเอลซัลวาดอร์ วางแผนป้องกันดินทรุดตัวและน้ำท่วมด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “เมืองฟองน้ำ” (sponge cities) แทนที่จะทำถนนคอนกรีตหรือราดยางมะตอย ก็เทดินทำถนน ปูหญ้าและปลูกต้นไม้ เมื่อฝนตกพื้นที่เหล่านี้ช่วยซับน้ำเอาไว้ไม่ให้เอ่อท่วมเมือง พร้อมกับสร้างแก้มลิง ออกแบบให้เป็นสวนสาธารณะ พื้นที่สีเขียวกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ในหน้าแล้ง
การป้องกันปัญหาแผ่นดินทรุด น้ำทะลักท่วมเมืองทำได้ถ้าผู้บริหารเมืองมีวิสัยทัศน์มีความมุ่งมั่นตั้งใจ และที่สำคัญคือการใช้งบประมาณจะต้องเป็นไปอย่างคุ้มค่าเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะทุกบาททุกสตางค์คือเงินของประชาชน
