บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (75)
ประชาชนคือเป้าหมาย
พ.ศ.2499 การต่อสู้ทางการเมืองระหว่างฝ่ายรอยัลลิสต์กับรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทวีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นตามลำดับ เช่นเดียวกับการต่อสู้ภายในของฝ่ายรัฐบาลระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่ต่างเติบโตมาจากการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ด้วยกันทั้งคู่
การต่อสู้ระหว่าง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ครั้งนี้มีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ครองอยู่เป็นเดิมพัน จอมพล ป.พิบูลสงคราม เกิดเมื่อ พ.ศ.2440 จึงจะมีอายุครบ 60 ปีใน พ.ศ.2500 ซึ่งหากเป็นข้าราชการประจำก็ต้องเกษียณอายุราชการ แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังคงต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป โดยตระหนักดีถึงจุดอ่อนของตนในการขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ว่าปราศจากฐานอำนาจที่เป็นจริงทั้งจากทหารและตำรวจ จึงพยายามสร้างฐานอำนาจจากประชาชนด้วยการเปิดกว้างทางการเมืองและผลักดันเต็มที่ให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในช่วงต้นปี 2500
อย่างไรก็ตาม การเลือกเข้าหาประชาชนทำให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายรอยัลลิสต์และสหรัฐอเมริกาที่กำลังเดินหน้าเต็มที่ตามแผนสงครามจิตวิทยาต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิสต์ด้วยการสนับสนุนให้พระมหากษัตริย์เข้าใกล้ชิดกับประชาชนด้วยการเสด็จเยี่ยมราษฎรในชนบท
สำหรับสหรัฐอเมริกาแล้ว ไม่ว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ยังคงดำรงความมุ่งหมายว่า ผู้นำไทยจะต้องผูกพันกับสหรัฐอเมริกาต่อไปเพื่อต่อสู้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์
วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2499 พล.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบกได้รับพระราชทานยศ “จอมพล” อันเป็นเสมือนสัญญาณบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ที่มีลักษณะพิเศษจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งกำลังมีปัญหาความสัมพันธ์กับรัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม มากยิ่งขึ้นตามลำดับ
ใกล้เลือกตั้ง
การสนับสนุนให้เปิดกว้างทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างเสรีของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทำให้มีพรรคการเมืองเกิดขึ้นสูงถึง 25 พรรค ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ฝ่าย คือ 1) ฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นแกนนำ มีนโยบายเสรีนิยม 2) ฝ่ายขวา พรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ มีลักษณะอนุรักษนิยม มีนโยบายสนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นสูงและผูกพันตนเองกับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเปิดเผย 3) ฝ่ายซ้าย มีลักษณะสังคมนิยม ประกอบด้วย พรรคเสรีประชาธิปไตยและพรรคเศรษฐกิจจากภาคอีสานซึ่งต่อมารวมตัวเป็น “พรรคแนวร่วมสังคมนิยม” นโยบายสำคัญต้องการให้ไทยเป็นกลางในความขัดแย้งระหว่างโลกเสรีกับโลกสังคมนิยม
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ค่อนข้างกังวลกับบทบาทของกลุ่มรอยัลลิสต์มากกว่ากลุ่มฝ่ายซ้าย เนื่องจากเคยต่อสู้กันมาโดยตลอดนับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง แม้จะสามารถปราบปรามลงได้จนแทบสิ้นเขี้ยวเล็บเมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีครั้งแรกใน พ.ศ.2481 แล้วจัดตั้ง “ศาลพิเศษ” เมื่อ พ.ศ.2482 แต่ก็ไม่เคยวางใจและยังคงจับตามองความเคลื่อนไหวของกลุ่มนี้มาโดยตลอดโดยเฉพาะการฟื้นตัวของกลุ่มรอยัลลิสต์หลังการร่วมมือกับทหารนอกราชการก่อรัฐประหารเมื่อ 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 แม้ต่อมาไม่นานกลุ่มรอยัลลิสต์นี้จะถูกจำกัดบทบาทอีกหลังการปฏิวัติเงียบเมื่อ พ.ศ.2494 โดยฝีมือจอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่กลุ่มรอยัลลิสต์ก็ยังคงดำรงอิทธิพลครอบงำระบบราชการอยู่ได้เนื่องจากยังดำรงตำแหน่งระดับสูงทั้งฝ่ายพลเรือนและทหาร
จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงวางยุทธวิธีในการต่อสู้ทางการเมืองให้รัฐบาลถอยห่างและไม่ร่วมมือกับกลุ่มรอยัลลิสต์และสถาบันกษัตริย์ ขณะที่มีรายงานของหนังสือพิมพ์บางฉบับนำเสนอข่าวการหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้นว่าได้นำพระปรมาภิไธยของพระมหากษัตริย์ไปใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งในภาคอีสาน และยังรายงานต่อไปอีกว่าราชสำนักให้การสนับสนุนทางการเมืองและเงินทุนแก่พรรคประชาธิปัตย์
จากปัญหาดังกล่าว จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลกำลังสืบสวนข้อเท็จจริงอยู่ หากได้ความจริงจะกราบบังคมทูลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ แต่เขามั่นใจว่าพระองค์ไม่มีพระราชประสงค์ที่จะเกี่ยวข้องทางการเมืองแต่อย่างใด (ศรีกรุง 21 กรกฎาคม 2499) อย่างไรก็ตาม ระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในปลายเดือนกรกฎาคม สถานทูตสหรัฐอเมริกายังคงมีรายงานว่าพรรคประชาธิปัตย์รณรงค์หาเสียงในภาคอีสานด้วยการประกาศว่าเป็นพรรคของพระเจ้าอยู่หัว
เรียกหาปรีดี
การรุกคืบทางการเมืองของกลุ่มรอยัลลิสต์และพรรคประชาธิปัตย์ทำให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จำเป็นต้องแสวงหาการสนับสนุนจากประชาชนมากขึ้นด้วยการหันไปหานายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งยังคงมีคะแนนนิยมในหมู่ประชาชนอยู่ไม่น้อยโดยเฉพาะในภาคอีสาน เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในเดือนกุมภาพันธ์ 2500
สถานทูตสหรัฐและซีไอเอเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ในการส่งผู้แทนลับหลายชุดไปเยือนจีนโดยสรุปว่ากระทำไปโดยหวังผลประโยชน์ทางการเมือง 2 ประการ คือ ต้องการนำนายปรีดี พนมยงค์ กลับมาไทยเพื่อต่อต้านกลุ่มรอยัลลิสต์ และประการที่สอง ต้องการปูทางสู่การเปิดไมตรีกับจีนเพื่อถอยห่างและถ่วงดุลสหรัฐ
นอกจากการส่งผู้แทนลับไปจีนแล้ว จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังได้ร่วมกับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เริ่มต้นแผนการนำนายปรีดี พนมยงค์ กลับไทยด้วยการใช้หนังสือพิมพ์ของตนสร้างกระแสข่าวให้นายปรีดี พนมยงค์ กลับมาสู่ความสนใจของสาธารณชนอีกครั้ง โดยตีพิมพ์ผลงานเรื่องเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ควบคู่ไปกับการสนับสนุนการค้าระหว่างไทยกับจีนโดยตรง และเรียกร้องเชิญชวนให้คนไทยเปิดฟังวิทยุจากปักกิ่ง
สถานทูตสหรัฐเห็นว่าหนังสือพิมพ์ที่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ให้การสนับสนุนและนำเสนอข่าวนี้มีความโน้มเอียงไปทางสังคมนิยม ในรายงานของสถานทูตสหรัฐอเมริกายืนยันความเป็นไปได้ที่รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลงคราม จะเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศด้วยการแสวงหาความมั่นคงใหม่โดยเปิดความสัมพันธ์กับจีน อีกทั้งจะได้ประโยชน์จากการนำนายปรีดี พนมยงค์ กลับมาเพื่อประโยชน์ทางการเมืองภายในอีกด้วย
กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่วอชิงตันก็วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จะเปิดโอกาสให้นายปรีดี พนมยงค์ เดินทางกลับจากจีนมาไทยได้เนื่องจากรัฐบาลต้องการได้รับการสนับสนุนทางการเมืองจากกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ ในการเลือกตั้งที่จะมาถึงในปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2500 นี้ เพื่อให้มีชัยชนะได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรเหนือพรรคประชาธิปัตย์ที่ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์และกลุ่มรอยัลลิสต์
รายงานของสถานทูตสหรัฐอเมริกายังระบุด้วยว่าทั้ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ไม่นิยมสถาบันกษัตริย์ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้กล่าวกับเอกอัครราชทูตถึงความสำคัญในการต่อสู้ว่า “มีปรีดีเป็นอาวุธที่ใช้ในการต่อต้านกลุ่มรอยัลลิสต์”
สถานทูตสหรัฐอเมริกายังได้วิเคราะห์ต่อไปว่า ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม กับกลุ่มรอยัลลิสต์นั้นมีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองอาจเตรียมการร่างรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อยกเลิกรูปแบบการปกครองที่ดำรงอยู่ไปสู่ระบอบสาธารณรัฐ
นับตั้งแต่ปฏิบัติตามแผนสงครามจิตวิทยาในไทยด้วยการสนับสนุนให้สถาบันกษัตริย์มีความสำคัญเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยกับแผนการสาธารณรัฐของจอมพล ป.พิบูลสงคราม และ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาเห็นว่าสถาบันกษัตริย์เป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองของไทย หากมีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครอง การเมืองไทยอาจจะเดินไปสู่ภาวะสับสนเปิดช่องให้คอมมิวนิสต์เข้าแทรกแซงได้
สหรัฐอเมริกาเชื่อว่านายปรีดี พนมยงค์ เชื่อถือในลัทธิคอมมิวนิสต์โดยมีจีนอยู่เบื้องหลัง
(ขอบคุณข้อมูลจาก “ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของ ณัฐพล ใจจริง)
