ศิลปะสกุลช่าง-แบบจีน ‘พระกริ่งใหญ่’ วัดสุทัศน์ สมเด็จพระสังฆราช (แพ)
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (แพ ติสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
สถิต ณ วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล รัชกาลที่ 8
ทรงได้รับการยกย่องเป็นพระคณาจารย์ที่โด่งดังในการสร้าง “พระกริ่ง” ของเมืองไทย
เรื่องรูปแบบการสร้าง ส่วนใหญ่ได้รูปแบบมาจากพระกริ่งในประเทศจีน โดยนำมาประยุกต์ใช้สร้างพระกริ่งในประเทศไทย
ที่ถือเป็นต้นแบบ คือ พระกริ่งจีนใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “พระกริ่งใหญ่”
กล่าวกันว่า พระกริ่งใหญ่ สร้างเป็นรูปพระไภษัชคุรุพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในลัทธิมหายาน
พระไภษัชคุรุพุทธเจ้าองค์นี้ มีพุทธเกษร ชื่อ วิสุทธิไพฆูรย์โลกธาตุ อยู่ทางทิศตะวันออกของโลก จุติลงมาเพื่อช่วยเหลือสรรพสัตว์ และการสร้างพระกริ่งแบบแรก เกิดขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 14 ในสมัยราชวงศ์ถัง พบพระกริ่งใหญ่ ในกรุที่มณฑลซัวไซ ประเทศจีน เป็นที่นิยมกราบไหว้บูชาเป็นอย่างมาก
ต่อมา ประเทศจีนมีการค้าขายกับประเทศต่างๆ ได้มีพระกริ่งใหญ่ตกอยู่กับประเทศในแหลมทอง เช่น ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย ในประเทศไทยมีผู้พบพระกริ่งใหญ่บรรจุอยู่ในกรุสถูปร้าง 2 องค์ ที่บริเวณเมืองเก่าพระนครศรีอยุธยา และอีกองค์หนึ่งที่สถูปใน จ.พิษณุโลก
สร้างเป็นแบบองค์พระไภษัชคุรุ ในลัทธิมหายาน องค์พระประทับนั่งปางมารวิชัยบนฐานบัวกลีบซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นละ 7 กลีบ พระหัตถ์ซ้ายถือวชิระ มีพุทธลักษณะอวบท้วมสมบูรณ์ จึงนิยมเรียกกันว่าพระกริ่งใหญ่
พระพักตร์เป็นแบบศิลปะสกุลช่างจีน เนื้อของพระเป็นเนื้อทองสัมฤทธิ์ แก่ทอง สีทองดอกบวบ ผิวออกสีน้ำตาล ที่ใต้ฐานจะปิดด้วยแผ่นทองเหลือง บรรจุเม็ดกริ่งไว้ภายใน
นอกจากนี้ ยังมีความเกี่ยวพันกับการสร้างพระกริ่งในประเทศไทย เช่น การสร้างพระกริ่งปวเรศ และพระกริ่งของสายวัดสุทัศน์ ของสมเด็จพระสังฆราช (แพ) โดยการถอดพิมพ์จากพระกริ่งใหญ่ ซึ่งจะเห็นได้จากพระกริ่งวัดสุทัศน์หลายรุ่น เพียงแต่เนื้อหาของวัสดุอาจแตกต่างกันไปตามความนิยมในสมัยนั้น
ในปัจจุบัน พระกริ่งใหญ่หาชมได้ยากยิ่ง เนื่องจากมีจำนวนการพบน้อยมาก สนนราคาแพงมากเช่นกัน ว่ากันว่าครบเพียบพร้อมทุกด้าน
ยังกล่าวกันว่า เมื่อเสียงกริ่งจากพระที่สร้างเป็นแบบพระกริ่งนี้ ถ้ากังวานครั้งใด จะได้ยินไปถึงองค์ไภษัชคุรุทันที พระองค์จะประทานความรุ่งโรจน์และปกป้องภยันตรายให้แก่บุคคลผู้นั้นได้ตามปรารถนาทุกอย่าง

พระนามเดิม “แพ” ประสูติเมื่อวันพุธที่ 12 พฤศจิกายน 2399 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ครอบครัวเป็นชาวสวนบางลำพูล่าง อ.คลองสาน จ.ธนบุรี
พ.ศ.2411 ปีมะโรง บรรพชาที่วัดราชบุรณะ ศึกษาเล่าเรียนที่วัดทองนพคุณ ต่อมาเมื่ออายุ 16 ปี ติดตามสมเด็จพระวันรัต (สมบูรณ์) มาอยู่วัดพระเชตุพนฯ ครั้นสมเด็จพระวันรัตอาพาธใกล้ถึงมรณภาพ แนะนำให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์พระเทพกวี (แดง) วัดสุทัศน์ ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นสมเด็จพระวันรัต
ปีเถาะ พ.ศ.2422 อุปสมบทที่วัดเศวตฉัตร มีพระเทพกวี (แดง) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์ชุ่ม วัดทองนพคุณ และพระอาจารย์โพ วัดเศวตฉัตร เป็นคู่พระกรรมวาจาจารย์ กลับมาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมกับพระอุปัชฌาย์ที่วัดสุทัศน์ และยังได้ศึกษากับสมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์
ทรงเข้าแปลพระปริยัติธรรม 3 ครั้ง ได้เปรียญธรรม 5 ประโยค
ลำดับสมณศักดิ์ พ.ศ.2432 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่พระศรีสมโพธิ และได้เลื่อนสมณศักดิ์ชั้นราชในพระราชทินนามเดิม เมื่อ พ.ศ.2439 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
พ.ศ.2441 เลื่อนเป็นพระราชาคณะที่พระเทพโมลี พ.ศ.2433 เลื่อนเป็นพระธรรมโกศาจารย์
พ.ศ.2455 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 พระราชทานหิรัญบัฏ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพรหมมุนี
พ.ศ.2466 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระพุฒาจารย์
พ.ศ.2472 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาสมณศักดิ์ที่สมเด็จพระวันรัต

ครั้นเมื่อสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระชินวรวิสุทธิเทวารยวงศ์ สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 11 วัดราชบพิธฯ เสด็จสวรรคต จึงมีประกาศสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2481 โดยประกาศสถาปนาสมเด็จพระวันรัต ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 12 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ในรัชกาลที่ 8
ในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 วันที่ 19 กันยายน 2482 ได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสุพรรณบัฏสมเด็จพระสังฆราชเจ้าว่า “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ”
ทรงปกครองคณะสงฆ์ให้เจริญเรียบร้อยก้าวหน้ามาโดยลำดับ ตั้งแต่เริ่มจัดระเบียบการปกครองคณะสงฆ์
ด้านการศึกษาส่วนพระปริยัติธรรม รับหน้าที่เป็นแม่กองสนามหลวงฝ่ายบาลี สอบวัดความรู้พระปริยัติธรรมพระภิกษุ-สามเณร ตั้งแต่ พ.ศ.2471-2474
แม้จะทรงพระชราภาพ แต่ยังทรงพระปรีชาญาณ และทรงเห็นว่าจะไม่สามารถปกครองสังฆมณฑลให้สัมฤทธิผลได้ดังพระราชประสงค์ จึงทรงพระกรุณาตั้งคณะบัญชาการแทนพระองค์ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อดำเนินศาสนกิจให้ลุล่วง
จวบจนวันที่ 14 ตุลาคม 2484 รัฐบาลได้ประกาศ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ เพื่อประสานนโยบายฝ่ายพุทธจักรกับอาณาจักร จึงมีพระบัญชาให้เปิดประชุมสมัยสามัญแห่งสังฆสภาขึ้น และเสด็จไปทรงเปิดเป็นปฐมฤกษ์ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2485
ทรงแต่งตั้งพระมหาเถรานุเถระในสังฆสภา ให้ดำรงตำแหน่งตามบทแห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2484 โดยครบถ้วน
ในบั้นปลาย ทรงประชวรด้วยพระโรคชรา ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2487 คณะแพทย์ถวายการรักษาจนสุดความสามารถ แต่พระอาการยังทรุดหนัก
จนถึงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2487 สิ้นพระชนม์ที่ตำหนักสมเด็จ ในวัดสุทัศนเทพวราราม
สิริพระชนมายุ 89 ปี พรรษา 66
ทรงดำรงตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชรวมทั้งสิ้น 7 ปี
