Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
ท่านจะบวชไปทำไม
ถ้าไม่รู้เป้าหมายของการบวช (1)
ข่าวอื้อฉาวคาวโลกีย์ระหว่างบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการพระสงฆ์กับสีกากอล์ฟกลายมาเป็นประเด็นร้อนสะเทือนแผ่นดินแบบ “talk of the town” ตลอดหลายวันที่ผ่านมา
ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้จะไม่มีความผิดในทางกฎหมายและไม่ถูกติฉินนินทาใดๆ เลยหากบุคคลเหล่านั้นมีสถานภาพแบบอื่นที่มิใช่นักบวช
ลองคิดดูว่าถ้าเป็นพฤติกรรมของชายโสดหญิงโสดที่บรรลุนิติภาวะแล้วและมีความเสน่หาต่อกันโดยไม่ได้อาศัยทรัพย์สินเงินทองของคนอื่นเลย ผู้คนก็ไม่อาจเข้าไปก้าวก่ายพฤติกรรมของคนเหล่านั้นได้
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตามหน้าข่าวก็ชัดเจนว่าพระสงฆ์ที่มีสมณศักดิ์สูงลักลอบมีความสัมพันธ์ทางเพศกับสีกานั้นเป็นการกระทำความผิดอย่างชัดแจ้ง ทั้งในธรรมวินัยและในความคาดหวังจากพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธา
รวมทั้งอาจเป็นการทำผิดกฎหมายบ้านเมืองด้วยหากสามารถตีความได้ว่าเป็นการกระทำที่เข้าข่ายทุจริตหลอกลวง ฉ้อโกงประชาชน หรือยักยอกทรัพย์
เพราะพระสงฆ์เหล่านี้มีผู้คนนับหน้าถือตา โดยมีชาวบ้านจำนวนมากหลงเชื่อและให้ความไว้วางใจบริจาคทรัพย์สินสิ่งของและเงินทองให้
การที่พระสงฆ์เหล่านั้นประพฤติผิดอย่างต่อเนื่องหนักหน่วงเช่นนี้ แม้จะรู้ดีว่าสถานภาพของตนมีข้อจำกัดที่ไม่อาจทำอะไรตามใจกิเลสเฉกเช่นฆราวาสทั่วไปได้ ก็อาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะเข้ามาเป็นนักบวชจริงๆ ตามเจตนารมณ์ของศาสนาพุทธ
แต่บวชเข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่ตนต้องการ โดยมองชีวิตนักบวชเป็นสะพานในการตะเกียกตะกายไปสู่ความสุขสบายที่มากกว่าและง่ายกว่าทำมาหากินแบบสุจริต
ในจำนวนผู้ที่กระทำผิดนี้บางคนอาจเข้าใจเป้าหมายของการเป็นนักบวชจริงๆ ก็เป็นได้ และครั้งหนึ่งอาจเคยตั้งจิตมั่นที่จะเพียรปฏิบัติตนไปสู่ทางหลุดพ้น
แต่ทว่า พ่ายแพ้แก่ภัยจากมาตุคามที่เข้าเย้ายวนล่อใจให้ตบะแตก
และเพื่อพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นให้เข้าใจมากกว่าตามที่ปรากฏในหน้าข่าวก็สมควรย้อนกลับมาทบทวนความรู้ความเข้าใจเรื่องการเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา ดังนี้
เจตนารมณ์หรือเป้าหมายของการบวช
เจตนารมณ์หรือเป้าหมายของการบวชนี้ท่านพุทธทาสภิกขุได้อธิบายไว้ในหนังสือ “ตามรอยพระอรหันต์” หัวข้อ “การบวชคืออะไร” ว่า
“การบวชตรงกันข้ามจากการครองเรือน เพราะต้องละสมบัติและวงศ์ญาติ สลัดสิ่งอันเป็นกังวลทุกอย่างเสีย มีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ… เป็นโอกาสให้ได้ใช้กำลังใจและเวลาทั้งหมดแสวงหาวิธีเครื่องดับทุกข์ ด้วยการฝึกใจของตนให้เข้มแข็งอย่างยิ่ง… จนถึงกับวางใจของตนไว้ได้ โดยวิธีที่จะไม่มีอะไรมาทำให้เป็นทุกข์ได้อีก อันเป็นขั้นสุดท้ายของการบวช หรือเรียกว่าบรรลุมรรคผล มีอรหัตตผลเป็นที่สุด นี่คือแก่นแท้ของการบวช”
ส่วนการสึกนั้นพุทธทาสภิกขุเขียนไว้ในเล่มเดิมความว่า
“ครั้งพุทธกาล ตอนแรกๆ ไม่มีการสึก เพราะคนที่เข้าไปขอบวชเป็นคนคิดตกในสภาสังขารมาแล้วจึงขอบวชและบรรลุความเป็นอริยบุคคลไปหมด พระองค์จึงไม่ได้ทรงวางวิธีสึกไว้ให้ มารุ่นหลัง มีคนถลำบวชเพราะตามเพื่อนหรือตามเสียงสรรเสริญคุณค่าของการบวช ต่อมาอยู่ไม่ได้ก็สึก คือแหกการบวชออกมาด้วยการอันไม่เป็นมงคล ไม่มีใครนับถือ… เป็นเพราะเราเพาะพิธีสึกกันขึ้นใหม่ เนื่องจากอยากให้ได้บวชกันทุกคน แม้ 7 วันก็ยังดี เป็นต้น”
จะเห็นว่าการบวชโดยแท้แล้วเป็นการตั้งใจเปลี่ยนสถานภาพตนเองอย่างถาวร ไม่ใช่เพียงพิธีกรรมตามประเพณีที่ทำชั่วครั้งชั่วคราว
ประเด็นต่อมาก็คือ “ถ้าไม่บวชจะได้หรือไม่”
พุทธทาสภิกขุกล่าวว่า
“สำหรับผู้ประสงค์อรหัตตภูมิไม่บวชไม่ได้ พระอรหัตตผลเป็นคุณธรรมขั้นสูงสุดยอด ควรแก่เพศของการบวชอย่างเดียว ไม่มีในเพศฆราวาส แม้จะเกิดบรรลุธรรมขั้นสูงสุดนี้ในเพศฆราวาสขึ้นมาก็ต้องรีบบวช… สำหรับผู้ประสงค์มรรคผลอันต่ำลงมา คือ โสดา สกทาคา อนาคา แล้วจะบวชก็ได้ ไม่บวชก็ได้ แม้ว่าการบรรพชาจะเป็นการช่วยเหลือให้ได้บรรลุมรรคผลเร็วหรือง่ายเข้าก็จริง แต่ผู้ไม่บวชก็อาจบรรลุมรรคผลนั้นได้ภายในเรือน และภายในการงานของฆราวาสนั่นเอง”
เมื่อใช้มุมมองทางศาสนาพุทธพิจารณาเรื่องนี้จะเห็นว่าเจตนารมณ์ของการบวชนั้นคือการละชีวิตทางโลก เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายสูงสุดทางศาสนา นั่นคือการบรรลุอรหัตตผล หรือการเข้าถึงนิพพานนั่นเอง แม้ในความเป็นจริงผู้ที่เข้ามาบวชจะมีแรงจูงใจแตกต่างกันออกไปก็ตาม
แต่ในทางพุทธศาสนานั้นการบวชเป็นไปเพื่อเข้าสู่วัตรปฏิบัติอย่างเคร่งครัดอันเป็นทางนำไปสู่นิพพานเท่านั้น เหตุผลอื่นนอกเหนือไปจากนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ผู้คนคิดหามาใส่ลงไปเองตามความรู้ความเข้าใจที่มี หรือตามประเพณีที่สืบทอดต่อๆ มากันมา หาได้เป็นแก่นหลักของการบวชไม่
ผู้บวชจึงพึงสังวรด้วยว่าฐานะของตนคืออะไร มาบวชเพื่ออะไร หากสิ่งใดไม่สอดคล้องกับทางไปสู่เป้าหมายนั้นก็มิควรกระทำหรือเรียกร้องให้เกิดการกระทำนั้น
กระบวนการบวชและคุณสมบัติของผู้บวช
ขั้นตอนการบวชนับว่าเป็นกระบวนการสำคัญอย่างหนึ่งของตัวผู้บวชและหมู่สงฆ์ เพราะเป็นเสมือนข้อตกลงและการทำความเข้าใจร่วมกันว่านับจากนี้จะมีชีวิตเป็นเช่นไร บทสวดต่างๆ ในระหว่างนี้ล้วนมีความหมายที่บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงคุณสมบัติ บทบาท หน้าที่ หรือสิ่งที่พึงสังวรไว้ในขณะที่ครองเพศบรรพชิต
การบวชนั้นแรกเริ่มเดิมยังไม่มีกระบวนการอะไรมากมาย ใครเลื่อมใสศรัทธาคำสอนของพระพุทธเจ้าก็เพียงกล่าววาจาขอบวช เมื่อพระพุทธเจ้ากล่าวรับว่า “จงมาเป็นภิกษุเถิด” คนผู้นั้นก็ได้เป็นพระสงฆ์แล้ว เรียกการบวชในแบบนี้ว่า “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” การบวชจริงๆ แล้วก็คือขอร่วมเดินไปตามทางเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงยึดถือปฏิบัตินั่นเอง เดินไปที่ใด ก็ไปยังเป้าหมายเดียวกันนั่นคือบรรลุมรรคผลนิพพาน
ต่อมาเมื่อชุมชนสงฆ์มีขนาดใหญ่ขึ้น กระจัดกระจายไปตามที่ต่างๆ มากขึ้น จึงได้มีการกำหนดวิธีการบวชในแบบอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การบวชแบบ “ญัตติจตุตถกัมมอุปสัมปทา” คือการตั้งคณะกรรมการ การจัดระบบในการคัดกรอง และการตรวจสอบคุณสมบัติขึ้น
ซึ่งถ้าเทียบกับโลกของการทำงานในปัจจุบันก็อาจเทียบได้ว่าเป็นกระบวนการ “recruitment” หรือการคัดสรรบุคคลเข้าทำงานหรือเข้ามาในองค์กรแบบหนึ่ง
ลักษณะของการพิจารณาผู้เข้าบวชนี้ต้องทำผ่านคณะกรรมการอันประกอบด้วยพระกรรมวาจาจารย์ พระอนุสาวนาจารย์ และพระอุปัชฌาย์ ทำการซักถามเพื่อขอมติจากหมู่สงฆ์ หากไม่มีพระรูปใดคัดค้านก็สามารถเป็นพระภิกษุสงฆ์ได้
อ่านต่อฉบับหน้า
