อัตราภาษี (Tariff) เท่าที่ทราบ (2) สร้างเศรษฐกิจไทย โตจากภายใน ในยุคสงครามภาษี
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
อัตราภาษี (Tariff) เท่าที่ทราบ (2)
สร้างเศรษฐกิจไทย
โตจากภายใน
ในยุคสงครามภาษี
หมายเหตุ
AI Disclosure :
บทความนี้ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อทดสอบสมมุติฐานของผู้เขียน (Hypothesis verification) เท่านั้น โดย AI ถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยประมวลผลข้อมูลใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ตรวจสอบสมมุติฐาน Missing Middle โดยวิเคราะห์ความเหลื่อมล้ำรายได้ของบริษัทระดับบน กลาง และล่างในแต่ละจังหวัด
2. ประเมินศักยภาพ Cluster Strategy โดยวิเคราะห์การกระจุกตัวของบริษัทรายได้สูงสุดในแต่ละจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
3. วิเคราะห์ Revenue Concentration ภายในจังหวัด โดยเทียบช่องว่างรายได้ของ Top 3 บริษัท กับกลุ่มบริษัทรอง
4. เปรียบเทียบ Provincial GDP กับรายได้บริษัท Top 20 เพื่อประเมินโครงสร้างเศรษฐกิจระดับจังหวัด
ข้อค้นพบ ข้อสรุป และข้อเสนอเชิงนโยบายทั้งหมดเป็นความเห็นของผู้เขียนโดยตรง AI ทำหน้าที่เพียงช่วยประมวลผลข้อมูลเบื้องต้นเพื่อสนับสนุนการทดสอบสมมุติฐานเท่านั้น
ในที่สุด! ผมก็ได้กลับเข้าสภาอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปเกือบปีเต็มนับตั้งแต่พรรคก้าวไกลถูกยุบ
คราวนี้ไม่ใช่แค่การเดินกลับเข้าไปในห้องประชุมเก่า แต่เป็นการนั่งถกกับกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ว่าประเทศไทยควรตั้งรับอย่างไรในยุคสงครามภาษีรอบใหม่
ผมยกข้อเสนอที่เพิ่งเขียนไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนมาวางบนโต๊ะ
ตั้งแต่การจัดการอุตสาหกรรมหลบภาษี (Zero Industries) การเลือกนำเข้าอย่างมีกลยุทธ์ ไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจในประเทศให้แข็งแรงขึ้น
ข้อกังวลที่ทุกกระทรวงพูดตรงกันคือสินค้าสหรัฐกำลังจะทะลักเข้ามา โดยเฉพาะหมู ไก่ และสินค้าเกษตร
ผมเลยตั้งคำถามตรงๆ ว่า ถ้าจะแลกจริงๆ เราควรแลกกับอะไรที่ “ยกระดับ” เกษตรกรไทยได้จริง
เช่น เครื่องจักรการเกษตร เทคโนโลยีการให้น้ำ หรือระบบ agri-tech ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจในประเทศ แทนที่จะไปเปิดตลาดให้สินค้าต้นทุนต่ำเข้ามากดราคาชาวบ้าน และถ้าจะต้องนำเข้าจริง
เราควรเลือกจากรัฐที่เป็น swing states อย่าง Wisconsin หรือ Iowa ที่มีโรงงานเครื่องจักรการเกษตรและเป็นรัฐชี้ขาดชัยชนะของทรัมป์ เพื่อให้การต่อรองของไทยไม่ใช่แค่ลด surplus แต่ยังต่อรองเพื่ออนาคตของเกษตรกรไทยเอง
ไทยโตช้าสุดในภูมิภาค
เพราะโครงสร้างเปราะบาง
เมื่อผมหยิบประเด็นนี้มาคุย ผมชอบเริ่มจากคำถามง่ายๆ – ทำไมอินโดนีเซีย อินเดีย ฟิลิปปินส์ ถึงโตต่อเนื่องแบบไม่สะท้อนกับสงครามภาษีเหมือนไทย?
ตัวเลขมันฟ้องชัด อินโดนีเซียมีสัดส่วนการค้าต่อ GDP แค่ 41% อินเดีย 48% ฟิลิปปินส์ 60% ส่วนไทยทะลุ 129% ไปแล้ว
แถมอายุเฉลี่ยคนอินเดียอยู่แค่ 28 ปี อินโดนีเซีย 32 ปี ฟิลิปปินส์เด็กสุดเพียง 25 ปี ขณะที่ไทยทะลุ 40 แล้ว
และหนี้ครัวเรือนก็เป็นอีกประเด็น ไทยสูงเกิน 90% ของ GDP ส่วนอินโดนีเซียต่ำกว่า 20% ฟิลิปปินส์ประมาณ 25% อินเดียราว 35% ไม่มีห่วงหนี้ ไม่มีห่วงแรงงาน มีแค่ห่วงว่าโตเร็วพอไหม
ไม่แปลกเลยที่ประเทศเหล่านี้โต 5-7% ต่อเนื่อง ขณะที่ไทยติดหล่มโตไม่ถึง 3% หลายปี
แต่แน่นอน สิงคโปร์กับเวียดนามก็อยู่ฝั่ง “พึ่งพาการค้า” เหมือนไทย
สิงคโปร์มี trade-to-GDP สูงกว่า 300% แต่ส่งออกของเขาคือโลจิสติกส์ การเงิน เทคโนโลยีระดับสูง
เวียดนามเองก็มีตัวเลขการค้าต่อ GDP ราว 180-200% แต่มีแรงงานหนุ่มสาว มี FDI ใหม่ๆ ไหลเข้าทุกปี
ขณะที่ไทย “ติดอยู่ตรงกลาง” แรงงานเริ่มแก่ หนี้เริ่มสูง การค้าพึ่งพาสินค้ากึ่งสำเร็จรูป ไม่มีตลาดภายในที่ใหญ่พอจะพยุงเศรษฐกิจเองได้ และไม่มี sector high value-added พอจะแข่งกับสิงคโปร์หรือเวียดนาม
นี่คือภาพใหญ่ที่ต้องยอมรับตรงๆ – ถ้าจะรอด ไทยต้องรีบสร้างตลาดในประเทศ ไม่ใช่ฝากอนาคตไว้กับแค่การค้าต่างประเทศ
แล้วถ้าถามว่าจริงๆ แล้วจะ “สร้างเศรษฐกิจในประเทศ” ให้เข้มแข็งได้อย่างไร?
ทุกประเทศมีสูตรของตัวเอง บางประเทศยึดแนวทางของ Michael Porter ที่เน้น Cluster Economy
บางประเทศใช้ Developmental State แบบเกาหลีใต้ ที่รัฐเป็นคนออกแบบยุทธศาสตร์
บางประเทศก็ใช้ Welfare State แบบนอร์ดิก ที่เน้นโอกาสที่เท่าเทียมสำหรับทุกคน
แต่สำหรับผม ถ้าต้องเลือกหนึ่งคนที่เปลี่ยนความคิดเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจได้มากที่สุด คำตอบคือ Ricardo Hausmann ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์การพัฒนาที่ Harvard Kennedy School อดีตรัฐมนตรีวางแผนเศรษฐกิจของเวเนซุเอลา และอดีตหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์ของ Inter-American Development Bank Hausmann
ไม่เพียงแค่สอนเศรษฐศาสตร์ในห้องเรียน แต่เขาศึกษาความลึกของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ ผ่านสิ่งที่เรียกว่า “ความซับซ้อนทางเศรษฐกิจ (Economic Complexity)” วัดจากว่าประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้าที่มีเทคโนโลยีสูง ทักษะสูง และเชื่อมโยงกับตลาดโลกอย่างไรบ้าง
ยิ่งเศรษฐกิจมีความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรม และภูมิภาคมากเท่าไร ก็ยิ่งมีความแข็งแกร่งและฟื้นตัวจากวิกฤตได้ดีกว่าเท่านั้น
รวมศูนย์สุดโต่ง หัวโตตัวลีบ
: เศรษฐกิจไทยติดกับดักทุกมิติ
จากแนวคิดนี้ ผมตั้งสมมุติฐานชัดเจนว่า ปัญหาหลักของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่โตจากการค้าข้างนอก แต่เป็นการที่ “เศรษฐกิจในประเทศ” ของเราถูกออกแบบมาแบบรวมศูนย์สุดโต่ง (Hyper-Centralized) ในทุกมิติ
ไม่ใช่แค่ในแง่ “พื้นที่” ที่รายได้กระจุกตัวอยู่ไม่กี่จังหวัด กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง พระนครศรีอยุธยา รวมกันคิดเป็นสัดส่วนมหาศาลของ GDP ทั้งประเทศ
แต่ยังรวมถึง “อุตสาหกรรม” ที่หมุนอยู่กับ sector เดิมๆ อย่างยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การท่องเที่ยว ขณะที่จังหวัดอื่นๆ ติดอยู่กับภาคเกษตรกรรมพื้นฐาน หรือโลจิสติกส์ต้นน้ำ โดยไม่สามารถไต่ระดับไปสู่กิจกรรมมูลค่าเพิ่มที่สูงกว่าได้
ความกระจุกตัวนี้ลามไปถึงระดับ “บริษัท” ด้วย เศรษฐกิจไทยถูกขับเคลื่อนด้วยบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่กลุ่มทุน ในระดับจังหวัดเอง บริษัทที่มีรายได้สูงสุดในแต่ละจังหวัดก็มีช่องว่างมหาศาลระหว่างอันดับหนึ่งกับอันดับรองๆ ลงไป เมื่อรวมทุกมิติเข้าด้วยกัน เราจึงเห็นเศรษฐกิจที่ “Homogenized” ทำกิจกรรมคล้ายๆ กันทั่วประเทศ ขาดการสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
เพราะฉะนั้น เมื่อเรารู้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยแล้ว คำถามต่อมาคือ “เราจะแก้มันอย่างไรให้ได้จริง ไม่ใช่แค่ในกระดาษ?”
สำหรับผม คำตอบคือเราต้องแก้สองทางพร้อมกัน ทั้งจากบนลงล่าง (Top-Down) และจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up) เพื่อสร้างเศรษฐกิจที่ซับซ้อน กระจายตัว และยั่งยืนกว่าเดิม
ในส่วนของ Top-Down ผมเลือกใช้ข้อมูลมหภาคจาก สภาพัฒน์ (สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ) เพื่อดูว่า โครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคในประเทศแตกต่างกันอย่างไร
จังหวัดไหนที่เป็น top performers และจังหวัดไหนที่กำลังตกอยู่ในกับดักของเศรษฐกิจแบบ low complexity
ในขณะที่ Bottom-Up ผมกับทีมเลือกวิธี “แกะชั้นในของระบบเศรษฐกิจ” ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลระดับบริษัท โดยเรารวบรวมรายชื่อบริษัทที่มีรายได้สูงสุด 20 อันดับแรกในทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดูว่าเศรษฐกิจระดับจังหวัดและชุมชนของเรากำลังเติบโตบนฐานอะไร – เป็นเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง มีความหลากหลาย มีนวัตกรรม หรือเป็นเพียงเศรษฐกิจที่วนเวียนอยู่กับ sector เดิมๆ ที่ไม่มีทางหลุดพ้นจากกับดักเดิมได้
นี่คือชุดข้อมูลที่ผมเชื่อว่าทุกคนควรได้เห็นชัดเจน เพราะมันเล่าเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจไทยแบบไม่ต้องตีความอะไรเพิ่มเติม เริ่มจากแค่ “กรุงเทพมหานคร” จังหวัดเดียวก็สามารถสร้าง GDP ให้ประเทศได้เกือบ 50%
ขณะที่จังหวัดที่เล็กที่สุดอย่างแม่ฮ่องสอน มูลค่าเศรษฐกิจรวมต่ำกว่ากรุงเทพฯ ถึงกว่า 100 เท่า
ถ้ารวม “Top 5 จังหวัดที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุด” คือ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง และพระนครศรีอยุธยา ทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 65% ของ GDP ประเทศ
ในทางกลับกัน “Bottom 5 จังหวัด” – ยโสธร อำนาจเจริญ มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน และบึงกาฬ – รวมกันสร้างเศรษฐกิจไม่ถึง 1.5% ของประเทศ
ข้อมูลนี้ไม่ใช่แค่สะท้อนช่องว่างรายได้แต่คือ “โครงสร้างเศรษฐกิจที่ผิดรูป” ที่ประเทศเติบโตจากแค่หยิบมือของจังหวัด และปล่อยให้โครงสร้างที่เหลือย่ำอยู่กับที่
โครงสร้างธุรกิจผิดรูป
: เติบโตแบบไม่กระจาย โอกาสหายไปทั้งระบบ
สิ่งที่ทำให้ผมอยากรู้อยากเห็นยิ่งกว่าคือข้อมูลชุดใหม่ที่ผมเพิ่งมีโอกาสได้เห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต – ข้อมูลรายได้ของบริษัทที่ทำรายได้สูงสุด 20 อันดับแรกในแต่ละจังหวัดทั่วประเทศ นี่คือ “ชั้นลึก” ที่จะพาเราไปสำรวจว่า ภาพของเศรษฐกิจที่เราเห็นจากข้อมูล GDP จะสอดคล้องกับภาพของธุรกิจจริงในพื้นที่หรือไม่
คำถามคือบริษัทเหล่านี้สร้างโอกาสในพื้นที่หรือแค่สร้างรายได้โดยไม่เหลืออะไรไว้? มีธุรกิจชั้นกลางไหม? มีความหลากหลายหรือถูกผูกขาด? และสัญญาณของความหวังที่ซ่อนอยู่กำลังอยู่ตรงไหน?
เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในกับดัก 4 ประการที่ต้องกล้ายอมรับตรงๆ ว่าเป็นรากของปัญหา : “เศรษฐกิจกับธุรกิจแยกขาดจากกัน ช่องว่างธุรกิจชั้นกลางหายไป ความหลากหลายอุตสาหกรรมแทบไม่ปรากฏ และบทบาทภาครัฐในการสร้างโอกาสสาธารณะถดถอย” หรือในแบบสั้นๆ ว่า “Disconnected Economy, Missing Middle, No Diversity, and a Public Good Vacuum”
หนึ่ง – เศรษฐกิจกับธุรกิจไปคนละทาง หลายจังหวัดที่ GDP โตจากภาคเกษตรหรือค้าปลีก แต่บริษัทที่ทำรายได้สูงสุดกลับเป็นโรงพยาบาลเอกชนหรือกิจการนำเข้าสินค้า ไม่ได้สร้าง supply chain หรือการจ้างงานต่อยอดในพื้นที่ นี่คือปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตในตัวเลข แต่ไม่เติบโตในชีวิตคน
สอง – ข้อมูลบริษัทบอกชัดเจนถึง “ช่องว่างธุรกิจชั้นกลาง” (Missing Middle) ที่บริษัทอันดับหนึ่งในแต่ละจังหวัดมีรายได้มากกว่าบริษัทอันดับสอง สาม หลายเท่าตัว SMEs ไม่สามารถเติบโตข้ามเพดานรายได้ได้ ซึ่งนี่คืออุปสรรคใหญ่ที่สุดของ inclusive growth เพราะช่องว่างชั้นกลางหายไป โอกาสก็หายตามไปด้วย
สาม – ไม่มี “ความหลากหลาย” หรือ cluster ทางเศรษฐกิจที่แท้จริง หลายจังหวัดมีบริษัท Top 20 กระจุกตัวแค่ไม่กี่ประเภทธุรกิจ ขาดกิจกรรมที่ต่อยอด สร้างนวัตกรรม หรือสร้าง value chain ภายในจังหวัดเอง ส่งผลให้เศรษฐกิจระดับท้องถิ่นติดอยู่กับ low complexity trap
สี่ – ที่น่าตกใจที่สุดคือ “ช่องว่างของสินค้าสาธารณะ (Public Good Vacuum)” หลายจังหวัดบริษัทอันดับหนึ่งคือโรงพยาบาลเอกชน ขณะที่ภาครัฐถดถอยจากการดูแลสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐาน เศรษฐกิจจึงไม่ใช่แค่ขาดการเติบโต แต่มันยังทำให้ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพและโอกาสถ่างกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ข้อมูลนี้ยืนยันชัดเจนว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจไทยต้องไม่ใช่แค่เร่งส่งออก แต่ต้องสร้าง “สนามแข่งขันใหม่ในประเทศ” ให้ธุรกิจเติบโตได้ทุกขนาด ทุกพื้นที่ และสร้างรัฐที่กลับมาทำหน้าที่สร้างโอกาสขั้นพื้นฐานให้ทุกคนอีกครั้ง
พลิกข้อจำกัดเป็นข้อได้เปรียบ
: โตจาก pain point
ตอนที่ผมนั่งทบทวนแนวทางออกแบบจากเศรษฐกิจภายใน ผมนึกถึงอาจารย์อีกคนที่มีอิทธิพลกับความคิดผมอย่างมาก นั่นคือ Professor Michael Porter แห่ง Harvard Business School ซึ่งถือว่าเป็นบิดาแห่งแนวคิด Cluster Strategy ที่หลายประเทศทั่วโลกนำไปใช้ในการสร้างศักยภาพการแข่งขันระดับประเทศ
ผมโชคดีที่ได้เรียนกับท่านเมื่อ 14-15 ปีก่อนในวิชาที่ชื่อ Competitiveness of Nations ที่สอนวิธีคิดว่าทำไมบางประเทศเติบโตจากอุตสาหกรรมเดิมๆ แบบจำกัด แต่บางประเทศกลับสามารถแตกตัวไปสร้างอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่สร้างมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ ได้
Porter เคยบอกไว้เสมอว่า เศรษฐกิจของประเทศที่ยั่งยืนไม่ได้โตจากภาคเดียว จังหวัดเดียว หรือบริษัทไม่กี่กลุ่ม แต่โตจาก “Cluster” หรือ “เครือข่ายของผู้เล่นที่หลากหลาย” ทั้งบริษัทหลัก, ซัพพลายเออร์, ผู้ให้บริการสนับสนุน, แรงงานทักษะสูง และการสนับสนุนเชิงนวัตกรรมจากสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยในพื้นที่
ซึ่งเมื่อระบบนิเวศทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน ประเทศจะสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ท่านผู้อ่านอาจจะกำลังแย้งว่าทฤษฎีนี้เก่ามากแล้วประเทศไทยเคยเอามาใช้แล้วในสมัยคุณทักษิณ ชินวัตร ด้วยซ้ำ
ผมก็ต้องเรียนว่าสิ่งที่ทำให้ผมนึกถึงไม่ใช่เรื่อง Cluster ครับ สิ่งที่ผมนึกถึงคือสองสามคาบแรกที่เรียน อุตสาหกรรมแฟกซ์กับรถยนต์ อาจไม่ได้ทันสมัยกับโลกในวันนี้อีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ยังทันสมัยคือ “บทเรียนเชิงโครงสร้าง” ซึ่งชัดเจนมากว่า รัฐสามารถสร้างอุตสาหกรรมจากทั้ง “จุดแข็ง (assets)” และ “จุดอ่อน (liabilities)” ได้พร้อมกัน ไม่ต้องรอว่าต้องมีจุดแข็งก่อนถึงจะพัฒนาได้
ประเทศหมู่เกาะที่มีต้นทุนขนส่งสูงสร้างอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสื่อสาร
ประเทศที่ตลาดในประเทศเล็กแต่ทักษะสูงสร้างอุตสาหกรรมเฉพาะทางที่แข่งในตลาดโลกได้
ประเทศที่ขาดทรัพยากรธรรมชาติก็สามารถพลิกเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีสะอาดได้เช่นกัน
ถ้าประเทศไทยมองแค่สิ่งที่เรามี เราอาจต้องวนกลับไปพึ่งการส่งออกอาหาร การท่องเที่ยว และยานยนต์ต่อไปอีกหลายสิบปี
แต่ถ้าเรากล้ากลับมาถามตัวเองว่า “pain point” ของเราคืออะไร
ไม่ว่าจะเป็นประชากรที่กำลังแก่ หนี้ครัวเรือนที่สูง การกระจุกตัวของเศรษฐกิจในไม่กี่จังหวัด หรือการขาดแคลนแรงงานทักษะสูง
เราอาจค้นพบว่า สิ่งที่เคยเป็นข้อจำกัด กลับกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่สามารถพลิกประเทศไทยจากประเทศส่งออกเดิมๆ ไปสู่ประเทศที่โตจากข้างในได้จริง
และนี่แหละครับ คือพื้นฐานสำคัญของ “วิธีคิดเชิงกลยุทธ์” ที่ฝังอยู่ในตัวผมตั้งแต่วันแรกที่ได้เรียนกับอาจารย์ Porter
มันไม่ใช่แค่กรอบการคิดเพื่อสร้างเศรษฐกิจให้โต แต่เป็นแนวทางที่กำหนดสิ่งที่ผมเชื่อว่าประเทศไทยควรเดินไปข้างหน้า
ประเทศที่เศรษฐกิจต้องโตได้จริง และโตอย่างยุติธรรมไปพร้อมกัน
ผมอยากเห็นเศรษฐกิจที่คนตัวเล็กเติบโตได้ ไม่ใช่แค่บริษัทผูกขาดเพียงหยิบมือ ผมอยากเห็นระบบเศรษฐกิจที่สร้าง “ความสามารถในการแข่งขัน” และ “ความยุติธรรม” ไปพร้อมๆ กัน ไม่ต้องเลือกระหว่างโตหรือเท่าเทียม
นี่คือที่มาของแนวคิดที่ผมเรียกว่า “เศรษฐกิจคนละไม้คนละมือ” ที่ไม่ได้มองแค่จะทำให้ GDP โตขึ้นเท่าไร
แต่ถามด้วยว่า ใครได้ประโยชน์จากการเติบโตนั้น? จังหวัดไหนได้เติบโตบ้าง? ธุรกิจขนาดกลางมีที่ยืนไหม? คนทำงานมีโอกาสพัฒนาตัวเองหรือไม่?
แม้กระทั่งเวลาพูดถึงเทคโนโลยี ผมก็เชื่อว่าประเทศไทยไม่ควรเดินเส้นทางของ “เทคโนโลยีเพื่อความเหลื่อมล้ำ”
แต่ต้องกล้าสร้าง “เทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียม” หรือ Technology for Equality ที่ลดช่องว่าง เพิ่มโอกาส และทำให้คนธรรมดาสามารถมีที่ยืนในโลกเศรษฐกิจยุคใหม่ได้จริง
สูตรฟื้นเศรษฐกิจไทย
: สร้างโอกาสใหม่ ด้วย C-R-I-S-I-S
ถ้าจะพูดถึงอนาคต เศรษฐกิจไทยที่เป็นอยู่ตอนนี้ ถ้าปล่อยไปตามยถากรรมโดยไม่เร่งแก้โครงสร้างอะไรเลย – มันจะเป็น “อนาคตที่สบาย” หรือ “อนาคตที่สาหัส?”
คำตอบคือ… “สบายแน่ๆ” ถ้าคุณเป็นคนมั่งมี
ประเทศไทยในห้าปีข้างหน้าจะผลิตมหาเศรษฐีติดอันดับท็อปเท็นของโลกแบบต่อเนื่อง
จากรายงานล่าสุดของธนาคารยูบีเอส ระบุชัดเจนว่า ไทยจะมีจำนวน Ultra High Net Worth Individuals เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ติดอันดับประเทศที่มีเศรษฐีใหม่เพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก
แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว อนาคตข้างหน้าไม่ได้มีอะไร “สบาย” เลยสักนิด
มันจะเป็น “สาหัส” แบบที่ไม่ต้องใช้สถิติมายืนยันท่านผู้อ่านก็รู้ได้เองจากชีวิตจริง
เงินเฟ้อที่กินค่าแรงแทบหมด โอกาสสร้างธุรกิจที่หดตัว การแข่งขันที่ไม่แฟร์ ความเหลื่อมล้ำที่กัดกินโครงสร้างสังคมจนถึงราก
ถ้าประเทศไทยไม่เปลี่ยนเส้นทาง ไม่สร้างเศรษฐกิจที่โตจากข้างใน ไม่แก้โครงสร้างที่ฝังรากมานาน
อนาคตของประเทศจะเป็น “สบายสำหรับไม่กี่คน” และ “สาหัสสำหรับคนส่วนใหญ่” แบบที่พวกเรารู้สึกกันทุกวันอยู่แล้ว
ถ้าเราจะเปลี่ยนประเทศไทยจากเศรษฐกิจที่เปราะบาง ไปสู่เศรษฐกิจที่โตจากข้างในจริงๆ เราต้องสร้าง “ระบบเศรษฐกิจใหม่” ผ่านกรอบ C-R-I-S-I-S ที่ไม่ใช่แค่คำว่าภัยวิกฤต แต่คือโครงสร้างการเติบโตใหม่ในหกมิติ
C – Climate Economy :
ประเทศไทยไม่ควรเป็นแค่ผู้ตามด้านพลังงานสะอาด แต่ต้องกล้าขึ้นมาเป็น “King of Hybrids” ในอาเซียน เป็นผู้นำด้าน Solar & Smart Grid Net Metering ที่พลิกโครงสร้างไฟฟ้า และลงทุนใน “Sponge City” ที่ทำให้โครงสร้างพื้นฐานของไทยทำงานสองหน้าที่ – ป้องกันน้ำท่วมและเก็บน้ำใช้ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนในช่วงหน้าแล้ง โอกาสการสร้าง green competitiveness ไม่ได้อยู่แค่ในภาคอุตสาหกรรมแต่รวมถึงการออกแบบเมืองและชีวิตประจำวันของประชาชน
R – Reskilling Revolution :
ถ้าเราไม่รีเซ็ตระบบการเรียนรู้ ประเทศเราจะติดกับดักทักษะเดิม เราต้องมีระบบ Nano Degrees และ Micro Credentials ที่รวดเร็ว เข้าถึงได้ พร้อมสร้าง Human Capital Loans และ Alternative Credit Scoring เพื่อปลดล็อกแหล่งทุนการศึกษาสำหรับคนตัวเล็ก การ reskill ต้องไม่ใช่แค่คอร์สออนไลน์ แต่เป็นโครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ที่สร้างโอกาสอาชีพจริง
I – Innovation for Inclusion :
ประเทศไทยต้องไม่ปล่อยให้ระบบนวัตกรรมกระจุกอยู่แค่กรุงเทพฯ เราต้องมี Regional Ambition Fund ที่ปลุกเศรษฐกิจเมืองรอง สนับสนุน Pain Point Innovation และ Niche Innovation ให้เกิดได้ในทุกจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น Niche Tourism, Food Tech หรือแม้แต่ Dementia Village ที่ทำให้ไทยเป็นผู้นำด้าน Silver Economy ของโลก
S – Super Aging Society :
เราต้องเปลี่ยน Aging Society ให้กลายเป็นตลาดใหม่ ตั้งแต่ Smart Assistive Healthcare, Silverpreneur หรือ Aging-in-Place ไปจนถึง Dementia Village ที่ออกแบบโดยคนไทย สำหรับทั้งคนไทยและตลาดโลก เปลี่ยนสังคมสูงวัยจากต้นทุนให้กลายเป็นเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่
I – Infrastructure Beyond Bangkok :
เศรษฐกิจใหม่ต้องการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ตั้งแต่ Duo-Gauge Rail System, Electrification of Rails ไปจนถึง Resilient Tourism ที่กระจายโอกาสทั่วประเทศ ทั้ง Hard Infrastructure เช่น โลจิสติกส์ และ Soft Infrastructure เช่น Digital Infrastructure ต้องพร้อมรองรับ
S – State Reform :
เศรษฐกิจใหม่จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ารัฐยังเป็นอุปสรรค State Reform ต้องเริ่มจาก Regulatory Guillotine ทุบกฎหมายไร้เหตุผล Single Cloud Government ที่บริการประชาชนรวดเร็ว และ Citizen Encryption & AI Humanization ที่ทำให้เศรษฐกิจดิจิทัลเติบโตโดยไม่ทิ้งสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
เมื่อเสาหลักทั้ง 6 ตัวนี้เริ่มขยับพร้อมกัน ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจจะเปลี่ยน แต่ Supporting Industry จะผุดขึ้นมาใหม่ ระบบการศึกษาและแรงงานจะถูกออกแบบใหม่ ระบบกฎหมายและงบประมาณจะเปลี่ยนจากเป็นอุปสรรคกลายเป็นเครื่องมือ
เราจะไม่ใช่แค่ประเทศที่พยายามวิ่งไล่ประเทศอื่น แต่กลายเป็นประเทศที่วิ่งบนสนามของตัวเองและวิ่งได้ไกลกว่าที่เคยเป็นมาก่อน
The possibilities are endless.
