TECHNICAL TIME-OUT | จริงตนาการ
ในที่สุด มาร์คัส แรชฟอร์ด กองหน้าอังกฤษ ก็ได้ย้ายไปร่วมทีมบาร์เซโลน่าสมตามความตั้งใจ เพราะไม่สามารถเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ในยุคที่ รูเบน อโมริม คุมทีมอยู่
แรชฟอร์ดเติบโตมากับอคาเดมีของทีมปีศาจแดง ตั้งแต่ 7 ขวบ และมีแมนยูเป็นอันดับ 1 ในดวงใจเสมอ
แต่เมื่อแนวทางของเขาและโค้ชไปด้วยกันไม่ได้ จึงไม่ใช่นักเตะที่แตะต้องไม่ได้ จนถูกปล่อยให้แอสตัน วิลล่า ยืมตัวไปใช้งานในช่วงครึ่งซีซั่นที่แล้ว ซึ่งก็ไม่มีการซื้อขายเกิดขึ้น ถึงแม้จะมีช่วงเวลาดีๆ อยู่บ้าง แต่ยังขาดเรื่องของความสม่ำเสมอ ทำให้ อูไน เอเมอรี่ กุนซือวิลล่าไม่เก็บเขาไว้กับทีมต่อไป
บาร์ซ่าเป็นทีมที่มีข่าวคราวกับแรชฟอร์ดมาตลอดใน 2 ฤดูกาลหลัง การออกจากอังกฤษ ไปอยู่กับทีมใหญ่ที่สเปน ได้เล่นกับ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้, ลามีน ยามาล ดูจะเป็นสิ่งที่กองหน้าวัย 27 ปี อยากทำมาตลอดในช่วงหลัง ทำให้เขายอมลดค่าเหนื่อยลง เพื่อให้การย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตาม การย้ายไปบาร์ซ่า ก็ยังไม่ได้การันตีว่าแรชฟอร์ดจะได้ลงเล่น เพราะสถานการณ์ทางการเงินของสโมสรที่ไม่ดีมาตลอด อาจจะทำให้บาร์ซ่ายังไม่สามารถลงทะเบียนนักเตะใหม่อย่างแรชฟอร์ดในฤดูกาลใหม่ได้ เหมือนที่เกิดขึ้นกับแข้งหน้าใหม่หลายคนที่ย้ายไปในช่วงที่ผ่านมา
แต่ในช่วงพรีซีซั่น แฟนบอลจะได้เห็นเขาลงสนามไปวาดลวดลายให้กับทีมแชมป์ลาลีก้าอย่างแน่นอน

มองย้อนกลับไปที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด หลายคนยังคงอยากเห็นเด็กปั้นกลับไปเป็นกำลังสำคัญให้แมนยู เพราะรู้ดีว่าในช่วงที่เล่นดีและปล่อยของเต็มที่ แรชฟอร์ดอันตรายขนาดไหน จาก 426 แมตช์ ยิงไป 138 ประตู มีโอกาสที่จะทำลายสถิติดาวยิงสูงสุดของสโมสร ที่ เวย์น รูนี่ย์ เคยทำไว้ 253 ประตู ถ้าเขายังได้อยู่ต่อและเข้ากับแผนของอโมริมได้ดี
แต่ดูเหมือนกับว่าความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะกับโค้ช แตกหักจนประสานกันไม่ได้แล้ว
การย้ายออกไปจึงเป็นทางที่ดีที่สุด เพราะเมื่ออยู่ต่อไป ก็มีแต่ความอึดอัด อโมริมไม่คิดจะส่งเขาลงเล่น นักเตะก็ต้องการเวลาในสนาม เพื่อติดทีมชาติอังกฤษไปลุยฟุตบอลโลก 2026 รอบสุดท้าย ในปีหน้า สโมสรยังได้ประหยัดในเรื่องค่าเหนื่อยที่เขารับอยู่ถึง 325,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์
ดังนั้น การแยกทางกัน จึงไม่ใช่การหักหน้ากัน แต่เป็นการแสดงถึงความเคารพซึ่งกันและกัน สโมสรลดค่าใช้จ่าย แรชฟอร์ดได้ไปตามฝัน บาร์ซ่าได้นักเตะตามสเป๊กที่ต้องการ หลังจากพลาดตัว นิโก้ วิลเลียมส์ จากแอธเลติค บิลเบา แบบสุดช็อก
ถ้ามองไปถึงโอกาสที่จะได้เห็นแรชฟอร์ดกลับมาสวมเสื้อปีศาจแดงลงสนามอีกครั้งหรือไม่ ด้วยสัญญา 2 ปีที่ยังมีอยู่ และความไม่แน่นอนในเรื่องอนาคตของอโมริม
ถ้าแมนยูยังไม่ฟื้นจากสภาพเดิม หลังจากที่กุนซือชาวโปรตุกีสได้รับโอกาสแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่อโมริมจะต้องจากไป วันนั้นก็จะเป็นโอกาสที่แรชฟอร์ดจะกลับเข้ามาสู่ทีมอีกครั้ง ภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่
เว้นเสียแต่ว่า แรชฟอร์ดหมดใจกับทีมรักแล้ว หรือกุนซือคนใหม่ มองในมุมเดียวกับอโมริม ว่านักเตะคนนี้ไม่เหมาะกับทีมของเขา

สิ่งที่ควรเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วงเวลากับบาร์ซ่า คือ แรชฟอร์ดต้องโชว์ฟอร์มให้สะเด่า แล้วติดทีมชาติอังกฤษไปลุยฟุตบอลโลก 2026 หลังจากนั้นโอกาสในการไปสู่ทีมใหญ่อีกครั้ง หรือกลับมาอยู่ในสายตาของอโมริม ก็อาจจะเป็นไปได้เช่นกัน
สถานการณ์ของแรชฟอร์ด ดูดีกว่าหลายๆ คนที่ไม่ได้รับโอกาส แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป อันโตนี่, อเลฮันโดร การ์นาโช่, ไทเรลล์ มาลาเซีย, เจดอน ซานโช่ ทั้งๆ ที่เหลือเวลาอีกแค่ 6 สัปดาห์ ตลาดนักเตะในอังกฤษและในหลายลีกใหญ่จะปิดลงแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อขายออกไม่ได้ การที่จะมีเงินมาจับจ่ายใช้สอยเสริมทัพเพิ่ม ก็ติดขัด เพราะแมนยูไม่ได้ไปเล่นฟุตบอลยุโรปในฤดูกาลหน้า สถานการณ์ทางการเงินในช่วงที่ผ่านมา ก็ดูแย่กว่าที่คิด เมื่อเข้าช่วงปลายตลาด ก็น่าจะถูกบีบจากสโมสรที่ต้องการนักเตะไปร่วมทีม ให้แมนยูยอมลดราคา เพื่อขายออกให้ได้ เหมือนที่เราเคยเห็นในอดีตที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะมีการปลี่ยนทีมบริหารไปแล้วก็ตาม
แมนยูเพิ่งจัดการเรื่องแรชฟอร์ดจบไปเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายเรื่องราวให้ต้องเคลียร์หลังจากนี้ โดยเฉพาะความคาดหวังจากแฟนบอล ที่อยากเห็นทีมกลับมาแข็งแรงทันที ที่เปิดฤดูกาลใหม่ รวมทั้งการเสริมทีมเพิ่มเติม ซึ่งมีแต่งานยากให้อโมริม สต๊าฟโค้ช นักเตะ และบอร์ดบริหารต้องทำ
เพื่อกลับไปสู่จุดที่เคยทำได้ นั่นคือ การเป็นหัวแถวของโลกฟุตบอลอีกครั้ง
