bg-single

ท่านจะบวชไปทำไม ถ้าไม่รู้เป้าหมายของการบวช (จบ)

29.07.2025

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

ท่านจะบวชไปทำไม

ถ้าไม่รู้เป้าหมายของการบวช (จบ)

กระบวนการบวชและคุณสมบัติของผู้บวช (ต่อ)

ในระหว่างพิธีการบวชนั้นพระกรรมวาจาจารย์จะถามถึงคุณสมบัติต่างๆ ให้ผู้บวชยืนยันหรือปฏิเสธ

เช่น เป็นนาคหรือไม่ เป็นมนุษย์หรือไม่ เป็นโรคติดต่อเรื้อรังบางโรคหรือไม่ เป็นชายหรือไม่ เป็นอิสระหรือไม่ มีหนี้สินติดตัวหรือไม่ เป็นข้าราชการหรือไม่ ได้รับอนุญาตจากบิดามารดาแล้วหรือไม่ อายุครบ 20 ปีแล้วหรือไม่ มีบาตรมีจีวรครบถ้วนแล้วหรือไม่ ฯลฯ

ซึ่งแสดงให้เห็นถึงเงื่อนไขสำคัญของการเป็นนักบวช หากขาดคุณสมบัติเหล่านี้เสียแล้วย่อมไม่อาจเป็นนักบวชในพุทธศาสนาได้

นอกจากนี้ในขั้นของการขานนาคซึ่งมีทั้งแบบอุกาสะและเอสาหัง โดยแบบอุกาสะนั้นแปลว่า “ขอโอกาส”

เนื้อความท่อนหนึ่งก็กล่าวไว้ว่า “สัพพะทุกขะ นิสสะระณะนิพานะ, สิจฉิกะระณัตถายะ, อิมัง กาสาวัง คะเหตะวา, ปัพพาเชถะ มัง ภันเต, อะนุกัมปัง อุปาทายะ ฯ” ซึ่งแปลว่า “ขอท่านโปรดเอ็นดู รับผ้ากาสาวะนี้แล้ว จงให้ข้าพเจ้าบรรพชาเถิด เพื่อกระทำให้แจ้งพระนิพพานเป็นเครื่องสลัดทุกข์ทั้งปวง”

บทขานนาคนี้ต้องกล่าวซ้ำถึง 3 ครั้งเป็นการยืนยันอย่างหนักแน่นและแสดงเจตนาอันแน่วแน่

การเข้าสู่ชีวิตนักบวชจึงเป็นการอาสาโดยสมัครใจในการเปลี่ยนทางเดินชีวิตจากทางโลกเข้าสู่ทางธรรม จากโลกฆราวาสเข้าสู่หมู่สงฆ์ แม้ไม่ได้แยกขาดจากสังคมโดยสิ้นเชิงแต่ก็เป็นไปในทางเกื้อกูลกันในชุมชน มิใช่คร่อมรวมอยู่ในโลกเดียวกันโดยสมบูรณ์ คืออยู่ร่วมกับผู้คนแต่มีสถานภาพและบทบาทที่แตกต่าง

ยิ่งเมื่อผ่านขั้นตอนทำความเข้าใจเรื่องต่างๆ จากพระอุปัชฌาย์ผู้เป็นอาจารย์ และที่ประชุมของหมู่สงฆ์ในวันบวชแล้ว ย่อมมิอาจอ้างได้เลยว่าไม่รู้สถานะใหม่ ตลอดจนบทบาทและหน้าที่ ซึ่งบังเกิดขึ้นใหม่หลังเสร็จพิธี

และไม่อาจอ้างได้เลยว่าพิธีนี้มิได้เป็นไปเพื่อมุ่งเดินไปสู่นิพพาน

วิถีของนักบวช

เมื่อเข้าสู่เพศบรรพชิตแล้ว พระสงฆ์ก็เข้าสู่ “วิถีชีวิตใหม่” ภายใต้ธรรมวินัยอันเคร่งครัด ดังที่ปรากฏให้เห็นในศีล 227 ข้ออันมีนัยหมายถึงเรื่องปกติที่พระสงฆ์ทุกรูปต้องยึดถือปฏิบัติให้เป็นปกติธรรมดา

ระดับของความเข้มงวดนี้แสดงให้เห็นตั้งแต่ศีล 10 ข้อแรกที่บังคับใช้สำหรับสามเณรแล้ว ซึ่งความหมายของศีลนับจาก 5 ข้อแรกก็คือ ข้อ 6 ละเว้นการบริโภคอาหารตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป ข้อ 7 ละเว้นการขับร้องฟ้อนรำ ฟังดนตรี ดูการละเล่นและมหรสพ ข้อ 8 ละเว้นการประดับตกแต่งร่างกายด้วยดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ เครื่องประดับต่างๆ ข้อ 9 ละเว้นการนั่งนอนบนที่นั่งนอนขนาดใหญ่และอ่อนนุ่ม ข้อ 10 ละเว้นการรับและใช้เงินทอง เงินตราต่างๆ

หากพินิจดูนัยความหมายของข้อห้ามก็จะรู้ว่าทั้งหมดเป็นละเว้นจาก “ความเพลิดเพลินทางผัสสะ” (sensational pleasure) ทั้งสิ้น เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เป็นทิศทางตรงกันข้ามกับการไปสู่นิพพาน

อันมีเป้าหมายที่จะเป็นอิสระหรือพ้นไปจากการติดหลงอยู่กับวังวนความทุกข์ที่เกิดในสังสารวัฏ และรสชาติที่ได้จากผัสสะต่างๆ นี้เป็นตัวการสำคัญที่เหนี่ยวรั้งให้คนลุ่มหลงติดยึดและเดินผิดทางไปจากเป้าหมายดังกล่าว

แนวทางเช่นนี้คือนัยที่อาจแฝงอยู่ในเรื่องเล่าเชิงอิทธิปาฏิหาริย์หลายเรื่องในพระพุทธประวัติ

เช่น การอธิษฐานเสี่ยงทายให้ถาดลอยทวนน้ำหลังจากที่พระพุทธองค์เสวยข้าวเสร็จสิ้นแล้ว หรือการเผชิญกับมารผจญในรูปแบบต่างๆ ที่มาเย้ายวนก่อนเอาชนะจิตใจตนเองและบรรลุธรรมในที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีผู้คนเข้าบวชเป็นภิกษุสงฆ์อยู่ในน้อย คือมีอยู่ประมาณ 250,000-300,000 รูป ในวัดกว่า 43,000 วัด ท่ามกลางพุทธศาสนิกชนราว 57 ล้านคน แต่มีน้อยคนนักที่จะสนใจศึกษาความหมายของการบวช ความหมายของบทสวด และวิถีของนักบวช กระทั่งไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการบวชคืออะไร

เมื่อไม่รู้ว่าพิธีสำคัญอันเป็นประหนึ่งการประกาศสัตย์สาบานต่อหน้าธารกำนัลหมายความว่าอย่างไร พิธีกรรมจึงว่างเปล่า ไร้ความหมาย เหลือเพียงเปลือกที่ทำตามๆ กันไปพอเป็นพิธี

และวัตรปฏิบัติในผ้าเหลืองก็เป็นแค่กฎเกณฑ์ที่ปราศจากความศักดิ์สิทธิ์ เป็นเพียงข้อบังคับที่รับไปแค่พอให้รู้ รอคอยจังหวะคิดหาทางพลิกแพลงหลบเลี่ยงไปเรื่อย

แบบที่ได้ยินกันจนชินหูว่าคือการ “เลี่ยงบาลี” นั่นเอง

เป้าหมายของการบวช วิธีการบวช และวิถีของนักบวช ทั้งสามแง่มุมนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางของนักบวชในศาสนาพุทธว่าควรมีความสัมพันธ์กับโลกและผู้อื่นอย่างไร อันจะนำมาสู่การตอบคำถามได้ว่าพระสงฆ์สามารถยุ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินเงินทอง อำนาจ วาสนา และกามารมณ์ได้หรือไม่ เพียงใด ด้วยท่าทีเช่นไร

ซึ่งเมื่อมองจากโลกของนักบวชในพุทธศาสนาแล้วเห็นว่าไม่ควรเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้เพราะไม่ใช่กิจของสงฆ์ สวนทางกับวัตรปฏิบัติ และไม่ใช่ทางไปสู่การพ้นทุกข์

แต่ทั้งนี้ก็มิได้หมายความว่าพระสงฆ์ต้องแยกตัวออกจากสังคมมนุษย์ หากแต่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันภายใต้ขอบเขตจำกัดและมีระยะห่างอันเหมาะสม

ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าฐานคิดดั้งเดิมของพุทธศาสนานั้นไม่ได้แยกเป็นเอกเทศจากโลกทัศน์เก่าแก่ของอินเดีย นั่นคือหลัก “อาศรม 4” (Asrama) ซึ่งเป็นวิถีทางในการใช้ชีวิตตามครรลองที่เหมาะสม โดยแยกออกเป็น 4 ขั้น ได้แก่ พรหมจรรย์ คฤหัสถ์ วานปรัสถ์ และสันยาสี ซึ่งเดิมทีอาจไม่จำเป็นต้องเป็นต้องเรียงลำดับตามช่วงวัยก็ได้

แต่ในยุคหลังก็มักจะเรียงลำดับเป็นขั้นตอนของชีวิตช่วงละ 25 ปี

คือ 25 ปีแรกเป็นช่วงพรหมจรรย์ หมายถึงวัยเยาว์ที่ใช้ชีวิตไปกับการศึกษาเล่าเรียน

25 ปีต่อมาเป็นช่วงคฤหัสถ์ คือวัยทำงาน ครองเรือน สร้างฐานะ ดูแลตัวเองและครอบครัว

ส่วน 25 ปีถัดมาเป็นวานปรัสถ์ คือเมื่อเติบโตขึ้นจนพ้นจากภาระหน้าที่เรื่องการงานและครอบครัวตามสมควรแล้วก็ถึงเวลาของการฝึกฝนจิตใจ หันเข้าสู่การปฏิบัติภาวนาในทางศาสนา แต่ยังไม่ตัดขาดจากโลก

กระทั่งพอถึงช่วง 25 ปีสุดท้ายจะเข้าสู่สันยาสี คือการเข้าป่าแสวงหาสัจธรรม ถ้าแบบฮินดูก็คือแสวงหาโมกษะหรือทางหลุดพ้น อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชีวิตในอุดมคติ

ศาสนาพุทธซึ่งเกิดมาในภายหลังก็อยู่ท่ามกลางโลกทัศน์ของชาวอินเดียเช่นนี้ การตัดสินใจออกบวชของเจ้าชายสิทธัตถะก็คือการกระโจนเข้าสู่ขั้นสันยาสี โดยละทิ้งสิ่งต่างๆ ทางโลกไว้ข้างหลัง หันหน้าเข้าสู่ป่าเพื่อแสวงหาหนทางหลุดพ้น

เจตนารมณ์ของการบวชโดยเบื้องต้นแล้วจึงมิได้อินังขังขอบอะไรกับเรื่องราวทางโลก

เมื่อเข้าใจเจตนารมณ์ที่แท้จริงของการออกบวช ก็จะทำให้พระสงฆ์ทุกรูปสามารถวินิจฉัยได้เองว่าอะไรควรมิควร

และมี “หิริโอตตัปปะ” คือความละอายและเกรงกลัวต่อบาป

จึงยากที่จะทำผิดพลาดหรือกระทำผิดอย่างต่อเนื่องได้

ข่าวฉาวคาวโลกีย์ในหมู่สงฆ์ที่สะเทือนแผ่นดินไทยในช่วงนี้ก็เป็นผลบั้นปลายอันมาจากจุดเริ่มต้นของการบวชผิดทิศผิดทางมาตั้งแต่แรก

คือบวชด้วยแรงจูงใจอื่นๆ ที่เป็นผลประโยชน์ส่วนตัวเสียมากกว่าเป้าหมายที่แท้จริงของการบวช

ดังนั้นการคำนึงถึงเป้าหมายของการบวชก่อนตัดสินใจบวชจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก หากขาดความเข้าใจเจตนารมณ์ของการบวชและวิถีของนักบวชในพุทธศาสนาที่แท้จริงเสียแล้ว กฎหมายจะออกมาเพิ่มอีกมากมายขนาดไหน และมีบทลงโทษรุนแรงเพียงใด

ก็แก้ไขปัญหาไม่ได้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จากแม่ฮ่องสอน ถึงฝาง จากเชียงคำ ถึงลำพูน
เสียลับให้กับทหารจีน | เดนตายในผ้าเหลือง
ไทยพีบีเอส เตรียมร่อนหนังสือขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง มาตรฐานการตรวจเงินแผ่นดินของ สตง.
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษา หันคา 1 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
ปิดฉาก ‘โคนันเมืองไทย’ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ จากผู้ช่วยเหลือสู่ผู้ถูกดำเนินคดี
เปิดปมจับอีก ‘อัจฉริยะ’ ผันเงินบริจาค 350 ล้าน แทงมวย-โยงเว็บพนัน เจ้าตัวโต้ยิบ-กลั่นแกล้ง
เหยี่ยวถลาลม | น้ำท่วมระคนน้ำลาย
ส่อง 2 งาน Exclusive มติชน ในบรรยากาศใหม่ๆ ว่าด้วยพื้นที่ของความโกรธ/ความทรงจำ กับลลิตา (พม่า) และ (6 ตุลา) ธงชัย
ธงทอง จันทรางศุ | น้ำท่วม หมา ‘จรจัด’ และความหมดท่า ของการหา ‘ทางออก’
การเมืองใต้เรื่องเล่า : คุยกับ กิตติศักดิ์ คงคา เจ้าของผลงานเล่มล่าสุด “ปาเจราจาบัลย์”
ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐและนักธุรกิจพันล้าน : โลกของทรัมป์อีกด้านหนึ่ง
ไฉนทรัมป์ถล่มอิหร่าน แต่เรียกคิมว่า ‘เพื่อนฉัน’?