ปัญหาชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’ Blood of innocent children on your hands…
บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
ปัญหาชายแดน ‘ไทย-กัมพูชา’
Blood of innocent children
on your hands…
สัปดาห์นี้ผมมีเรื่องในหัวอยู่ 4 เรื่อง
ทุกเรื่องสำคัญพอๆ กัน และทุกเรื่องก็อยู่ในหัวไม่แพ้กัน
แต่ผมมีพื้นที่ที่มติชนสุดสัปดาห์อยู่ 1 คอลัมน์ ถ้าผมมี 4 คอลัมน์ก็คงจะดี
เรื่องที่ 1 คือการสูญเสียชีวิตที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
เรื่องที่ 2 คือเส้นตายของมาตรการภาษีจากสหรัฐที่กำลังจะมีผลต้นเดือนสิงหาคม
เรื่องที่ 3 คือน้ำท่วมในภาคเหนือจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน “วิภา”
และเรื่องที่ 4 คือผลการเลือกตั้งล่าสุดของญี่ปุ่น ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลทางการเมืองในเอเชีย
ทั้งสี่เรื่องนี้ผมคิดว่ารัฐบาลไทยคงให้ความสำคัญอยู่ มีรัฐมนตรีหลายคนตามเรื่อง
แต่สำหรับพื้นที่มีจำกัด ผมก็คงขอเลือกเรื่องแรกครับ เรื่องที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
เราจะเริ่มกันตรงไหนดี สำหรับผมนึกถึงชีวิตเด็กๆ ที่ต้องสูญเสียด้วยมือเปื้อนเลือดของผู้นำกัมพูชา
ในขณะที่ผมเขียนบทความนี้ มีรายงานยืนยันจากสื่อระดับนานาชาติว่า เด็กวัยเพียง 5 ขวบเสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรงบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
ขณะที่สื่อในประเทศก็รายงานว่ามีเด็กอีกหลายคนถูกไฟคลอกเสียชีวิตภายในพื้นที่พิพาท
เด็กเหล่านี้ไม่ควรต้องตายแบบนี้ ความสูญเสียของผู้บริสุทธิ์เช่นนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้เงียบหายไปเฉยๆ
ผมอยากให้มีการแจ้งไปยังองค์กรระหว่างประเทศ เช่น UNICEF, Save the Children รวมถึงผู้แทนพิเศษของเลขาธิการสหประชาชาติว่าด้วยเด็กในพื้นที่ความขัดแย้ง เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและยืนยันว่า โลกได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น และจะไม่ปล่อยให้ความโหดร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นโดยไม่มีใครรับผิดชอบ
ไทยไม่ควรหยุดอยู่แค่การ “แจ้ง” ต่อองค์กรระหว่างประเทศ แต่ควรเดินหน้าอีกหลายก้าวอย่างจริงจัง
อย่างน้อยที่สุด เราควรเสนอให้มีการสอบสวนร่วมกับหน่วยงานนานาชาติอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่โปร่งใส
โดยอาจเชิญสำนักงานของ “วิเจเนีย กัมบา” หรือคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเข้ามาร่วมสังเกตการณ์
อีกทั้งไทยควรใช้สิทธิในฐานะภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) และสมาชิกของ UNHRC รายงานเหตุการณ์นี้ผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการ เพื่อให้มีการยกระดับไปสู่เวทีโลก
และควบคู่กันไป รัฐบาลต้องจัดให้มีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะครอบครัวของเด็กที่เสียชีวิต ทั้งในมิติทางกฎหมาย จิตใจ และสวัสดิการ
พร้อมสร้างพื้นที่ปลอดภัยและระบบคุ้มครองเด็กในเขตชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม
ต่อมา สิ่งที่เกิดขึ้นยังตั้งคำถามต่อพันธกรณีของกัมพูชาต่อ “อนุสัญญาออตตาวา” (Ottawa Treaty) หรือชื่อเต็มว่า อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามกับระเบิดสังหารบุคคล (Anti-Personnel Mine Ban Convention) ซึ่งกัมพูชาเป็นภาคีมาตั้งแต่ปี 1999
โดยในข้อตกลงระบุชัดว่า ห้ามมิให้มีการใช้ ผลิต สะสม หรือถ่ายโอนกับระเบิดสังหารบุคคลอย่างเด็ดขาด และทุกประเทศต้องเร่งรัดการเก็บกู้กับระเบิดในดินแดนของตน รวมถึงต้องไม่ใช้กับระเบิดในพื้นที่ที่อาจเป็นภัยต่อพลเรือนโดยเด็ดขาด
ในกรณีที่มีข้อสงสัยว่ารัฐภาคีละเมิดพันธะดังกล่าว ประเทศสมาชิกสามารถร้องขอให้มีการส่ง “คณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง” (Fact-Finding Mission) ตามกลไกของอนุสัญญาฯ เข้าไปในพื้นที่ที่สงสัยว่ามีการละเมิด เพื่อเก็บหลักฐาน ตรวจสอบสถานการณ์ และรายงานผลต่อที่ประชุมรัฐภาคี
หากไทยมีข้อมูลเพียงพอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเข้าข่ายการละเมิดอนุสัญญานี้ รัฐบาลไทยควรใช้สิทธิดังกล่าวในการร้องขอให้เกิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการ เพื่อปกป้องพลเรือนของเรา และรักษาความน่าเชื่อถือของกลไกสากลที่มีอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เกิดขึ้นยังสะท้อนความย้อนแย้งที่เจ็บปวด กัมพูชาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากกับระเบิดมากที่สุดในโลก-มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจากกับระเบิดนับหมื่นรายตั้งแต่ยุคสงครามเย็น และยังมีพื้นที่ต้องเก็บกู้กว่า 700 ตารางกิโลเมตร
หากข้อสงสัยในเหตุการณ์ชายแดนครั้งนี้เป็นความจริง นั่นหมายถึงประเทศที่เคยตกเป็นเหยื่อของกับระเบิด กำลังกลับมาใช้กับระเบิดกับเพื่อนบ้านตนเองอีกครั้ง
ในภาพใหญ่ อาเซียนพยายามผลักดันให้ภูมิภาคนี้เป็น “เขตปลอดกับระเบิด” (Mine-Free ASEAN) มานาน ไทยในฐานะหนึ่งในประเทศที่เคยเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐภาคีของอนุสัญญาออตตาวา ควรแสดงบทบาทนำในการปกป้องหลักการนี้อย่างจริงจัง
โดยเฉพาะเมื่ออนุสัญญาฯ เปิดช่องให้ภาคีสมาชิกสามารถร้องขอให้มี “หน่วยตรวจสอบข้อเท็จจริง” (Fact-Finding Mission) ลงพื้นที่ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการละเมิดพันธกรณี
การใช้สิทธินี้ไม่ใช่เรื่องเผชิญหน้า แต่คือการยืนยันว่าอาเซียนยึดมั่นในความปลอดภัยของพลเรือน และไม่อาจปล่อยให้ความรุนแรงต่อเด็กและประชาชนผู้บริสุทธิ์เกิดขึ้นโดยไม่มีคำตอบ
เรื่องสุดท้าย ในศตวรรษที่ 21 การป้องกันชายแดนไม่ใช่แค่การส่งกำลังพลหรือสร้างแนวลวดหนาม แต่คือการลงทุนในเทคโนโลยีที่ช่วยชีวิตผู้บริสุทธิ์ ทั้งจากการโจมตีที่มองเห็น และกับระเบิดที่ฝังอยู่ใต้ดิน
หลายท่านเข้าใจผมและอดีตพรรคก้าวไกลผิดมานานว่าต่อต้านเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง
กลับกัน เราสนใจเรื่องความมั่นคงมากแต่เป็นความ “มั่นคงที่มีมนุษยธรรม” ที่ทันสมัยได้สัดส่วนกับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้ปกป้องชีวิตเลือดเนื้อประชาชนได้และสามารถดูแลชีวิตของทหารที่ต้องอยู่ด่านหน้า ลดความเสี่ยงการปะทะอย่างไม่จำเป็น
อย่างที่ผมเคยเขียนไปแล้วว่า การรีดไขมันกองทัพในสิ่งที่ไม่จำเป็นและไปลงทุนกับเทคโนโลยีความมั่นคงที่ยกระดับความสามารถของกองกำลังชายแดนอย่างเร่งด่วน ด้วยระบบเทคโนโลยีที่ประเทศแนวหน้าใช้กันแล้วอย่างแพร่หลาย เช่น
– UAV แบบ VTOL (vertical take-off and landing drones) ที่บินนาน 6-12 ชั่วโมง ตรวจการณ์ภาพความร้อนได้ทั้งกลางวันและกลางคืน เหมาะกับแนวป่าชายแดน
– AI-powered border surveillance system ที่เชื่อมต่อกล้องอินฟราเรด, เซ็นเซอร์ตรวจจับเสียง, เรดาร์ตรวจการเคลื่อนไหว และระบบวิเคราะห์แบบ real-time ซึ่งสามารถแจ้งเตือนฐานใกล้เคียงในทันทีผ่านระบบ command center
– Wearable tech สำหรับเจ้าหน้าที่แนวหน้า เช่น หมวกนิรภัยอัจฉริยะพร้อม HUD (heads-up display), ชุดเกราะน้ำหนักเบาแต่ป้องกันแรงระเบิดจากกับระเบิดได้ระดับ IIIA และระบบสื่อสารความถี่สูงไม่ต้องพึ่งคลื่นโทรศัพท์
– การใช้ autonomous ground vehicles (AGVs) ในภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่เสี่ยง โดยไม่ต้องส่งมนุษย์เข้าไปก่อน
– ระบบ “Blue Force Tracking” แบบที่ NATO ใช้ เพื่อติดตามตำแหน่งหน่วยปฏิบัติการของตนเอง ลดโอกาสเกิด friendly fire และเพิ่มการประสานงานในภาวะฉุกเฉิน
Ground Penetrating Radar (GPR) แบบมือถือที่ใช้ AI วิเคราะห์ความลึกและรูปทรงของวัตถุต้องสงสัย
– หุ่นยนต์เก็บกู้ขนาดเล็ก (mine clearance UGVs) ที่เคลื่อนที่ผ่านภูมิประเทศซับซ้อนได้
เป็นการโชว์แสนยานุภาพที่ใช้ได้จริงและเชื่อว่าใครที่คิดจะมารุกรานอธิปไตยไทยแบบเดิมๆ คงต้องคิดซ้ำสองอย่างแน่นอน
