แกะรอย ผบ.เหล่าทัพ กลางศึกเขมร กับ เก้าอี้ ผบ.ทบ.แกร่ง ของ บิ๊กปู และการทิ้งทวนของ บิ๊กไก่ จับตากระแสข่าว ‘ลุงตู่’ รีเทิร์น?? กลางศึก
รายงานพิเศษ
แกะรอย ผบ.เหล่าทัพ กลางศึกเขมร
กับ เก้าอี้ ผบ.ทบ.แกร่ง ของ บิ๊กปู
และการทิ้งทวนของ บิ๊กไก่
จับตากระแสข่าว ‘ลุงตู่’ รีเทิร์น?? กลางศึก
การสู้รบระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาจบลงภายใน 5 วัน จาก 24-28 กรกฎาคม 2568 แต่เป็นการจบที่แตกต่างจากการสู้รบในปี 2554 ที่เกิดจากฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายขอเจรจาหลังการสู้รบที่เสียเปรียบและสูญเสีย
แต่ครั้งนี้การสู้รบต้องหยุดลงเพราะประเทศที่สาม เหตุเพราะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กดดันด้วยการขู่ว่า จะไม่เจรจาเรื่องการลดภาษีตอบโต้ กับทั้งไทยและกัมพูชา
ประกอบกับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ก็พยายามเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ย เพื่อรักษาภาพของการเป็นประชาคมอาเซียนด้วยกัน
จึงกลายเป็นทางลงที่สวยงามของฝ่ายกัมพูชา ที่ไม่ต้องเสียฟอร์มกับการต้องมาขอเจรจาหยุดยิงให้ซ้ำรอยการสู้รบครั้งก่อน
อีกทั้งยังเป็นการยกระดับความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาจากที่เป็นระดับทวิภาคี ให้กลายเป็นเรื่องในระดับภูมิภาค ระดับอาเซียน และระดับโลก เพราะถึงขั้นที่ประธานาธิบดีสหรัฐต้องลงมาหย่าศึกด้วยตัวเอง
รวมทั้งมหาอำนาจอย่างจีนก็ขอมีส่วนร่วม

การสู้รบกับกัมพูชาในปฏิบัติการยุทธบดินทร์ ของกองทัพบก ภายใต้แผนจักรพงษ์ภูวนารถ ของกองบัญชาการกองทัพไทย ที่มี บิ๊กอ๊อบ พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นผู้อำนวยการยุทธ์ และมี บิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ จึงจำเป็นต้องยุติลง เพราะข้อตกลงหยุดยิง เมื่อ 24.00 น. 29 กรกฎาคม 2568 หลังการเจรจาระหว่างนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทย กับ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม เป็นคนกลาง ที่มาเลเซีย
แม้ว่าฝ่ายทหารจะยังไม่ต้องการยุติการสู้รบ เพราะกล่าวได้ว่าการรบยังติดพัน และฝ่ายกองทัพไทยต้องการที่จะใช้โอกาสนี้ในการยึดคืนพื้นที่ต่างๆ จัดระเบียบชายแดนใหม่ เพราะหาโอกาสเช่นนี้ได้ยาก
มีรายงานว่าฝ่ายกองทัพต้องการขอยืดเวลาการหยุดยิงออกไปให้ได้นานที่สุด อย่างน้อย 48 ชั่วโมง หรือหากไม่ได้จริงๆ ก็ภายใน 24 ชั่วโมง
แต่ด้วยแรงกดดันของมหาอำนาจ ภาพลักษณ์ของอาเซียน จึงทำให้นายภูมิธรรม ซึ่งเดินทางไปเจรจาพร้อมด้วย บิ๊กเล็ก พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช. กลาโหมและรักษาราชการแทน รมว. กลาโหม ก็ไม่อาจจะต้านทานในการขอยื้อเวลาหยุดยิงได้
จึงต้องหยุดยิงภายใน 7 ชั่วโมง นับตั้งแต่มีการแถลงร่วมกัน จนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันดังกล่าว

แม้จะเจรจาหยุดยิงกันทั้งที่มาเลเซีย และระดับแม่ทัพภาคของทั้งไทยและกัมพูชาหารือกันแล้ว แต่ฝ่ายทหารกัมพูชาก็ยังคงไม่หยุดยิง ยังมีการยิงก่อกวนยิงเช็กแนวและมีการยิงปืน ค. ขว้างระเบิดมือมาในหลายพื้นที่ของประเทศไทย จนฝ่ายไทยต้องมีการยิงตอบโต้ก็ตาม
แต่ในภาพรวมการสู้รบก็เสมือนจบลงแล้ว คงมีแค่เพียงการเจรจาเพื่อจัดระเบียบชายแดนร่วมกัน และปรับลดกำลังพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์หนักออกจากพื้นที่ชายแดนกลับที่ตั้งปกติ
ตลอดห้วงของการสู้รบ มีรายงานว่า บรรดาผู้บัญชาการเหล่าทัพต่างก็อยู่กันที่วอร์รูมของแต่ละเหล่าทัพ โดยไม่ได้เดินทางกลับบ้าน เพราะต้องติดตามสถานการณ์การสู้รบตลอด 24 ชั่วโมง โดย พล.อ.ทรงวิทย์ ใช้กองบัญชาการกองทัพไทยเป็นที่ติดตามสถานการณ์และร่วมแก้ไขปัญหา
ขณะที่ พล.อ.พนา ที่ได้เดินทางลงพื้นที่ในวันปะทะวันแรกจากนั้นเมื่อกลับมาก็เข้าวอร์รูมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก ที่ บก.ทบ. คอยบัญชาการรบอย่างเคร่งเครียด
เพราะการสู้รบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่กองทัพใช้การรบร่วมทั้งสี่เหล่าทัพ แต่ต่างจากการรบในปี 2554 ซึ่งใช้กำลังของกองทัพบกเป็นกองทัพหลักกองทัพเดียว ในเวลานั้นกองทัพอากาศแค่เพียงบินทำโซนิกบูมเป็นการข่มขู่เท่านั้น ยังไม่ได้มีการใช้กำลังทางอากาศแบบการรบในครั้งนี้
จึงถือเป็นการรบร่วมครั้งแรกของกองทัพไทยอย่างเต็มรูปแบบทั้งกองทัพบก ที่ยกกันมาทั้งกองทัพบก โดยมีแม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาค 2 เพื่อนรักเตรียมทหาร 26 ของ พล.อ.พนา เป็นแม่ทัพบัญชาการศึก
ส่วนกองทัพเรือ ใช้กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราดโดยหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน และกำลังทางเรือของหมู่เรือเฉพาะกิจชายแดนของกองเรือยุทธการเป็นหลัก
ด้านกองทัพอากาศใช้เครื่องบินรบทั้ง F-16 และ Gripen ในการใช้กำลังทางอากาศต่อเป้าหมายในยุทธบริเวณการรบนอกเส้นปฏิบัติการของกองทัพ และถือเป็นเสมือนพระเอกในการรบครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องทุ่นแรงสำคัญให้กับกำลังทหารบกในพื้นราบ
และถือเป็นครั้งแรกที่เครื่องบิน Gripen ที่กองทัพอากาศซื้อจากสวีเดนมาประจำการที่กองบิน 7 สุราษฎร์ธานี มากว่า 10 ปี ในนามฉลามอันดามัน ได้ทำการรบจริงครั้งแรกของเครื่องบินรุ่นนี้

แม้ในภาพรวมกองทัพไทยจะเป็นฝ่ายได้เปรียบและมีกำลังที่เหนือกว่ากองทัพกัมพูชาก็ตาม แต่ก็ถือว่ากัมพูชามีความแข็งแกร่งมากกว่าการสู้รบในปี 2554 เพราะจากที่ พล.ท.บุญสินประเมินสถานการณ์ไว้ว่าหากมีการสู้รบจะสามารถจบได้ใน 3 วันก็ตาม
แต่เมื่อทำการรบจริงมีข้อจำกัดจำนวนมาก อีกทั้งการใช้กำลังทางอากาศด้วยเครื่องบินรบไม่สามารถที่จะทิ้งระเบิดปูพรมให้ฝ่ายเขมรราบคาบได้ เพราะจะต้องยึดหลักการในการทำลายเฉพาะที่เป็นเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และต้องทิ้งระเบิดเฉพาะเป้าหมายที่ได้รับการอนุมัติแล้วเท่านั้น ไม่สามารถทิ้งระเบิดได้ตามใจนักบินหรือที่กองทัพอากาศสั่งการเอง เนื่องจากเป็นการปฏิบัติการนอกเส้นเขตแดนของประเทศไทยแต่อยู่ในยุทธบริเวณการรบ เพราะเป็นพื้นที่บัญชาการรบและตั้งอาวุธในการยิงทำร้ายประชาชนคนไทย
โดยเฉพาะที่ปราสาทตาเมือนธม และประสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ที่มีการรบอย่างดุเดือด โดยเฉพาะในห้วงเวลาสุดท้ายก่อนจะถึงเดดไลน์หยุดยิง ที่ต่างฝ่ายต่างระดมกำลังในการยึดทั้งสองปราสาท จนทำให้มีการสูญเสียและบาดเจ็บของทหารทั้งสองฝ่ายจำนวนมาก
ในส่วนของปราสาทตาเมือนธมนั้น ฝ่ายทหารไทยยังคงคุมพื้นที่ไว้ได้ตามเดิม แต่ทหารกัมพูชาก็ขยับขึ้นมาวางกำลังประชิดอีกด้านหนึ่ง
ขณะที่ปราสาทตาควาย จากเดิมซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทหารไทยและกัมพูชาตกลงอยู่ร่วมกันในปราสาท แต่ในการสู้รบครั้งนี้กัมพูชาสามารถยึดตัวปราสาทได้ และได้เปรียบเพราะอยู่ในพื้นที่ที่สูงกว่าฝ่ายไทยที่วางกำลังโจมตีอยู่ภายนอกปราสาทซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต่ำกว่า
แม้ว่าทหารไทยจะพยายามเข้าตีและยึดเนิน 350 ด้านตะวันตกปราสาทให้ได้ แต่ก็ทำได้ยาก ถึงจะใช้เครื่องบินรบบินถล่มอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในคืนสุดท้ายก่อนหยุดยิงก็ตาม
กองทัพอากาศใช้เครื่องบิน F-16 บินทิ้งระเบิดขนาด 2,000 ปอนด์ถึง 2 ลูก และขนาด 500 ปอนด์ถึง 6 ลูก แต่เนื่องจากทหารกัมพูชาหลบอยู่ในปราสาทซึ่งมีความแข็งแรงจึงเจอผลกระทบไม่มากนัก อีกทั้งฝ่ายกองทัพไทยก็มีนโยบายที่จะไม่โจมตีหรือทำลายโบราณสถานหรือสถานที่สำคัญอีกด้วย
แต่ที่ทำให้มีเสียงชื่นชมกองทัพอย่างมากคือการที่ทหารไทยสามารถขับไล่ทหารกัมพูชาให้พ้นจากภูมะเขือได้สำเร็จและปักธงชาติไทยไว้ที่จะงอยของภูมะเขือ ซึ่งเคยเป็นฐานที่มั่นของทหารกัมพูชาที่วางกำลังและตั้งฐานเอาไว้
ส่วนอีกพื้นที่ที่กองทัพสามารถยึดคืนมาใหม่เพิ่มเติมก็คือในส่วนของช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ที่ก่อนหน้านี้ทหารกัมพูชาเคยยึดครองมาเป็นเวลานาน
ขณะที่พื้นที่ที่ทหารไทยเคยครอบครองดูแลตามเดิม และยังคงรักษาไว้ได้คือ ปราสาทตาเมือนธม ช่องบก ปราสาทโดนตวล เขาสัตตะโสม ช่องจอม ช่องสายตะกู และพลาญยาว
ซึ่งเป็นยุทธบริเวณที่ทหารกัมพูชาเข้าโจมตีอย่างหนักหน่วงเพื่อที่จะยึดครองพื้นที่เหล่านี้ให้ได้แต่ทหารไทยก็มีความแข็งแกร่งและอดทน
แต่ทั้งหมดนี้ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของทหารไทยอย่างน้อย 15 นาย และบาดเจ็บอีกกว่า 150 นาย ท่ามกลางการจับตามองว่าหลังการเจรจาฝ่ายไทยจะเสียท่าเขมร ในการเจรจาต่อรองขอเข้ามามีส่วนอยู่ในพื้นที่ เหมือนข้อเสนอในปี 2554 หรือไม่
เพราะฝ่ายทหารเองคงไม่ยอม เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว 15 ชีวิตของทหารที่เสียไปจะสูญเปล่า

สิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อรัฐบาล ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำอย่างมาก เพราะจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ที่ทำให้การเมืองไทยวุ่นวาย จนที่สุดทำให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องโดนคดีจากเรื่องคลิปเสียง และส่งผลให้รัฐบาลอ่อนแอการเมืองไม่นิ่ง
ที่สำคัญ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมในการเจรจากับกัมพูชาในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC เผชิญแรงกดดันอย่างมากโดยเฉพาะจากกองทัพ ที่ไม่ต้องการจะเสียเปรียบหรือยินยอมฝ่ายกัมพูชาอีกต่อไปแล้ว
เพราะในห้วงที่ผ่านมา พล.อ.ณัฐพลเองก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ จากนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองทัพ ถึงแนวทางในการแก้ปัญหาที่ใช้ไม้นวมและตั้งธงในการเจรจาอย่างเดียว ทั้งที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ส่งสัญญาณว่าต้องการจะเจรจา
จนในที่สุดความพยายามของ พล.อ.ณัฐพลก็ต้องสิ้นสุดลงจากการกระทำของฝ่ายกัมพูชาเอง ที่วางระเบิดใหม่ในพื้นที่ จนทำให้ทหารไทยเหยียบกับระเบิดขาขาดถึง 2 คน จนเป็นที่มาของการแถลงประณามการทำผิดละเมิดอนุสัญญาออตตาวา และนำมาซึ่งการปิดทางขึ้นปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย
จนฝ่ายทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงใส่ทหารไทยก่อนเพราะความไม่พอใจหลังจากที่ผู้นำกัมพูชาได้ประกาศขู่ก่อนหน้านี้แล้วว่า หากฝ่ายไทยปิดปราสาทจะต้องรบกัน

การรบครั้งนี้ถือเป็นการรบครั้งสำคัญของฝ่ายผู้นำกองทัพฝ่ายไทย เพราะทั้ง พล.อ.ทรงวิทย์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็กำลังจะเกษียณราชการใน 30 กันยายนนี้ แต่ก่อนที่จะเกษียณก็ได้มีภารกิจสำคัญในการปกป้องแผ่นดินตามรอยบิ๊กตุ๋ย พล.อ.อิสระพงศ์ หนุนภักดี บิดาซึ่งเป็นอดีต ผบ.ทบ. และอดีตแม่ทัพภาค 2 ที่เคยร่วมรบในยุทธการช่องบก
ขณะที่ก็เป็นการรบส่งท้ายการเกษียณของทั้งบิ๊กแมว พล.ร.อ.จิรพล ว่องวิทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และบิ๊กไก่ พล.อ.อ.พันธ์ภักดี พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ ก่อนที่จะเกษียณเช่นกัน
ทั้งนี้ ผู้นำเหล่าทัพทุกคนต่างพยายามอดทนอดกลั้นมาแล้วอย่างเต็มที่ ปล่อยให้ฝ่ายกัมพูชาดูหมิ่นศักดิ์ศรีทหารไทยและคนไทยมานานหลายเดือน
แม้ว่าการรบครั้งนี้จะยังไม่ไปสุดทาง แต่ก็เป็นการประกาศให้ฝ่ายกัมพูชาได้รู้ว่าฝ่ายไทยก็พร้อมรบอย่างหนักหน่วงเช่นที่เห็นในห้วงห้าวันของการรบทั้งในแนวรบ ช่องบก และแนวรบพระวิหาร
ขณะที่ พล.อ.พนา แม่ทัพบก ที่แม้จะอยู่ในความเงียบแต่ก็บัญชาการรบอย่างใกล้ชิดและส่งผลให้เป็น ผบ.ทบ. ที่มีภาพลักษณ์แข็งแกร่ง จากการสู้รบครั้งนี้ โดยที่ พล.อ.พนาจะเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพคนเดียวที่ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ท่ามกลางผู้บัญชาการเหล่าทัพอื่นที่จะเกษียณราชการแล้ว
จึงทำให้ พล.อ.พนากลายเป็นผู้บัญชาการทหารบกที่มีมีอำนาจและบารมี หลังการสู้รบกับกัมพูชาครั้งนี้อย่างมากโดยเฉพาะการใช้กำลังทหารจากกรมทหารราบที่ 31 รักษาพระองค์ (ร.31 รอ.) ซึ่งเป็นหน่วยที่ พล.อ.พนาเติบโตมาในการรบอย่างกล้าหาญในครั้งนี้ด้วย
และส่งผลให้กระแสข่าวที่จะมีบางฝ่ายผลักดันให้ พล.อ.พนาขยับขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดเพื่อเปิดทางในการจัดวางอำนาจในกองทัพบกใหม่นั้น ยิ่งเป็นไปได้ยาก
เป็นที่รู้กันในกองทัพบกว่าก่อนที่กองทัพบกจะมีการใช้ไม้แข็งกับกัมพูชาและตัดสินใจในการปิดปราสาทและปิดด่านทุกด่านนั้น พล.อ.พนาได้มีการปรึกษาหารือกับหลายคนที่เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้ใหญ่ในชาติบ้านเมืองก่อนแล้วด้วย จึงมีฉันทามติออกมาในการทำการรบเพื่อกู้ศักดิ์ศรีให้ประเทศไทยและคนไทย

ท่ามกลางสถานการณ์การสู้รบที่ชายแดนระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาที่ดุเดือดนั้น
เกมการเมืองภายในก็สุดเข้มข้น หลังจากมีข่าวสะพัดเรื่อง “ดีล” และการต่อสู้คดีคลิปสนทนากับสมเด็จฮุน เซน แห่งกัมพูชา ของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่แน่นอนว่า นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นพ่อ ย่อมต้องพยายามปกป้องอย่างที่สุด
เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นเก้าอี้นายกฯ ก็อาจตามมาด้วยคดีความต่างๆ ดังนั้น จึงมีกระแสข่าวว่าครอบครัวชินวัตรไม่ได้ต้องการสิ่งใดอีกแล้ว และพร้อมที่จะออกจากอำนาจ โดย น.ส.แพทองธาร พร้อมจะลาออก หากรอดคดี
ข่าวที่แพร่กระจายในขั้วอนุรักษนิยมเวลานี้ จึงมีข่าวเชิงบวกกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกฯ ที่ได้รับการสนับสนุนจากคีย์แมนในสายอนุรักษนิยม
แต่การจะไปถึงนายกฯ ยาก ด้วยเพราะจะไม่ได้รับการสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทยในการโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีในสภา
ขั้วอนุรักษนิยมจึงมีแผนสำรองในการดัน บิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ กลับมาอีกครั้ง
ด้วยเพราะนายทักษิณเองก็น่าจะไม่คัดค้าน เพราะถึงอย่างไรก็เคยร่วมดีลจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้วกันมา แม้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไม่ต้องการกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีหรือกลับมาลงสู่สนามการเมืองอีกแล้วก็ตาม
แต่มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ได้พบปะกับคีย์แมนสำคัญระดับสูงของขั้วอนุรักษนิยมเมื่อไม่กี่วันมานี้ เพื่อหารือถึงอนาคตของประเทศชาติจากทั้งปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาและจากปัญหาการเมืองภายใน เพื่อหาทางออกและคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี
เพราะเริ่มมีการคาดการณ์กันว่า น.ส.แพทองธารอาจจะต้องพ้นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ในเดือนสิงหาคมนี้ แม้ว่าอาจจะรอดแบบปาฏิหาริย์ แต่ก็จะต้องลาออกเพื่อเปิดทางให้สภา เลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่
แม้ว่านายอนุทินจะมีแบ๊กอัพที่แข็งแกร่งและไม่ธรรมดาในสายอีลีต สนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ชื่อของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงอยู่ในตัวเลือกของคีย์แมนสายอนุรักษนิยม แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะไม่เต็มใจนักก็ตาม
แต่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นองคมนตรี หากมาเป็นนายกรัฐมนตรี ก็จะมีบารมี และเป็นที่เกรงใจเกรงขาม และสามารถที่จะสร้างความมั่นคงภายในทางการเมืองรวมถึงความมั่นคงทางการทหารและการแก้ปัญหาเรื่องไทย-กัมพูชาได้เป็นอย่างดี
ความเคลื่อนไหวนี้นายทักษิณและ น.ส.แพทองธารรับรู้ และเป็นเสมือนสัญญาณที่เตรียมให้ทำใจที่จะพ้นเก้าอี้นายกรัฐมนตรีในสองรูปแบบ คือ ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิด หรือไม่มีความผิดให้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไป แต่แค่ในระยะสั้นๆ แล้วจะลาออก แม้ว่าในเวลานั้น น.ส.แพทองธารจะมีอำนาจในการยุบสภาก็ตาม แต่หากมีดีลเกิดขึ้นจริง ก็ต้องจบด้วยการลาออก
แต่อาจยื้อเวลาการเลือกตั้งออกไปอีกประมาณสองปี เพื่อให้พรรคอนุรักษนิยมรวมถึงพรรคเพื่อไทยเองได้มีเวลาเตรียมตัวในการสร้างคะแนนนิยมเพื่อชนะเลือกตั้ง ดีกว่าการยุบสภาในทันทีที่จะทำให้พรรคประชาชนมีโอกาสชนะเลือกตั้งสูง
และหาก พล.อ.ประยุทธ์ต้องคัมแบ๊ก กลับมาจริงๆ ก็ต้องกราบบังคมทูลลาออกจากการเป็นองคมนตรี ซึ่งก็จะทำให้สถานภาพการเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์แตกต่างจากยุคก่อน แต่จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจและบารมี แม้จะมาในนามแคนดิเดตนายกฯ ของพรรครวมไทยสร้างชาติซึ่งมีแค่ 36 เสียงก็ตาม
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้รับรู้กันภายในกองทัพ ส่งผลให้มีความสบายใจกันมากขึ้น เพราะหาก พล.อ.ประยุทธ์ได้กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง และมาดูแลกองทัพ การเสริมสร้างศักยภาพและอาวุธยุทโธปกรณ์ให้พร้อมรบก็จะราบรื่นขึ้น เพราะถึงอย่างไรไทยกับกัมพูชาก็ไม่สามารถกลับมามีความสัมพันธ์อันดีเหมือนเดิมในอดีตได้อีกต่อไปแล้ว
แม้จะอยู่กันไปแบบสงบแต่ในอนาคตก็มีโอกาสที่จะรบกันได้อีกเพราะปัญหาเรื่องข้อพิพาทเขตแดนยังไม่สามารถแก้ไขได้และฝ่ายกัมพูชายังคงต้องการเคลมแผ่นดินไทยเป็นของตัวเองต่อไป
