bg-single

คำแนะนำของมาเคียเวลลี ว่าด้วยการเลือกข้างทางการเมือง (1)

13.08.2025

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

คำแนะนำของมาเคียเวลลี

ว่าด้วยการเลือกข้างทางการเมือง (1)

สถานการณ์บ้านเมืองทั้งภายในและภายนอกประเทศช่วงนี้ได้เข้าสู่วิกฤตอันน่าวิตก

ภายนอกเป็นความขัดแย้งรุนแรงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กระทั่งเกิดการปะทะกันอย่างหนักหน่วงตลอดหลายวันที่ผ่านมา

นอกจากนั้นยังมีสงครามในหลายพื้นที่ทั่วโลก ซึ่งล้วนแล้วแต่มีชาติอื่นๆ อยู่เบื้องหลังการห้ำหั่นกันอยู่ด้วยทั้งสนับสนุนหรือไม่ก็ต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศมหาอำนาจของโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน จนเกิดสงครามตามที่ต่างๆ แพร่กระจายไปทั่วอย่างน่าหวาดหวั่นว่าอาจบานปลายกลายไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้ เช่น สงครามรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-ปาเลสไตน์ อิสราเอล-อิหร่าน เป็นต้น

ขณะที่ภายในประเทศก็เกิดความตึงเครียดระหว่างขั้วการเมืองต่างๆ ทั้งที่เป็นพรรคการเมืองและที่เป็นสถาบันทางการเมืองอื่นๆ

ร่องรอยอย่างหนึ่งซึ่งปรากฏให้เห็นเด่นชัดที่สุดก็คือ การโต้ตอบกันไปมาระหว่างพรรคเพื่อไทยกับภูมิใจไทยในเหตุการณ์ต่างๆ

ไม่ว่าจะเป็นการปรับคณะรัฐมนตรี การถอนตัวจากรัฐบาล การรณรงค์ทางนโยบาย การเลือกตั้งซ่อม กรณีที่ดินเขากระโดง คดีฮั้ว ส.ว. อั้งยี่ ซ่องโจร ฟอกเงิน เป็นต้น

การปะทะกันเล็กบ้างใหญ่บ้างระหว่างค่ายแดงกับค่ายน้ำเงินนี้อยู่ในสายตาของพรรคการเมืองอื่นเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ายส้มคือ พรรคประชาชน ซึ่งบางครั้งก็มีท่าทีสนับสนุนฝ่ายหนึ่ง แต่บางทีก็ต่อต้าน และบางครั้งก็เป็นคู่ขัดแย้งเอง

ส่วนพรรคอื่นๆ นอกเหนือไปจากนี้ก็เฝ้ามองความเคลื่อนไหว และจับจังหวะเพื่อตัดสินใจเลือกข้างตามที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด

สถานการณ์ที่ผู้นำของแต่ละประเทศในการเมืองระหว่างชาติและผู้นำของแต่ละพรรคในการเมืองระดับชาติต้องเผชิญก็คือ การที่พวกเขาจำเป็นต้องวินิจฉัยว่ากลุ่มอำนาจของตนสมควรเลือกข้างหรือไม่ เมื่อไหร่ และอย่างไร

ซึ่งแนวทางในการตัดสินใจนี้มีนักปรัชญาหลายคนเคยเสนอมาแล้วมากมายตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

แต่หากถามว่าคำแนะนำของกุนซือทางการเมืองคนใดได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

ชื่อที่ถูกหยิบยกมาคงหนีไม่พ้น “นิคโคโล มาเคียเวลลี” (Niccolò Machiavelli) นักคิดชาวอิตาลีในยุคเรอแนซ็องส์ ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งปรัชญาการเมืองสมัยใหม่

มาเคียเวลลีเสนอหลักการเลือกข้างเอาไว้ในหนังสือเลื่องชื่อของเขาเรื่อง “เจ้าผู้ปกครอง” (The Prince) โดยแนะนำผู้ปกครองว่าเมื่อเกิดความขัดแย้งขึ้นเมื่อใดก็ให้ฟันธงเลือกข้างอย่างเต็มที่ เพราะนโยบายเลือกข้างจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าวางตัวเป็นกลางเสมอ

เนื้อหาส่วนนี้อยู่ในบทที่ 21 เรื่อง “สิ่งที่เจ้าผู้ปกครองควรทำเพื่อจะได้เป็นที่ยกย่องสรรเสริญ” (What a ruler should do to win respect) ซึ่งในที่นี้อ้างอิงจากสำนวนแปลของสมบัติ จันทรวงศ์ ในภาคภาษาไทย และของทิม พาร์กส์ (Tim Parks) ในภาคภาษาอังกฤษ โดยบรรยายไว้ว่า

“เจ้าผู้ปกครองจะเป็นที่ยกย่องสรรเสริญเมื่อเขาเป็นมิตรแท้และศัตรูแท้ด้วย นั่นคือ เมื่อเขาเปิดเผยตนเองว่าเข้าข้างใคร ต่อต้านใคร โดยไม่คํานึงถึงสิ่งใด ส่วนนี้มีประโยชน์มากกว่าการวางตัวเป็นกลางเสมอ” (A ruler will also be respected when he is a genuine friend and a genuine enemy, that is, when he declares himself unambiguously for one side and against the other. This policy will always bring better results than neutrality.)

มาเคียเวลลียกตัวอย่างหลายเหตุการณ์ขึ้นมา แต่เนื่องจากตัวอย่างเหล่านั้นเป็นอดีตที่เกิดขึ้นมาในอิตาลีตั้งแต่เมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อน ซึ่งหากผู้อ่านไม่รู้ประวัติศาสตร์ยุโรปช่วงนั้นก็จะไม่เข้าใจเรื่องราว ทำให้เข้าถึงแนวคิดของเขาได้ยาก

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาเคียเวลลีกล่าวถึงหลักการทั่วไปซึ่งเป็นแนวคิดกว้างๆ ที่ไม่ขึ้นกับยุคสมัย ผู้อ่านก็จะเข้าใจส่วนนี้ได้

มาเคียเวลลีแยกกรณีที่คู่ขัดแย้งเป็นมหาอำนาจกับไม่ใช่มหาอำนาจออกจากกัน

ในสถานการณ์ที่คู่ขัดแย้งเป็นมหาอำนาจ ขณะที่ผู้นำซึ่งต้องตัดสินใจเป็นรัฐเล็กที่มีอำนาจน้อยกว่าคู่ขัดแย้ง สถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าผู้ชนะจะน่ากลัวหรือไม่ก็ตาม ผู้นำของรัฐเล็กต้องเลือกข้างให้ชัดเจน ไม่ควรวางตัวเป็นกลางเด็ดขาด โดยกล่าวว่า

“ถ้ารัฐข้างเคียงท่านสองรัฐทำสงครามกัน รัฐเหล่านั้นก็จะมีสถานการณ์อย่างที่ว่าเมื่อหนึ่งในพวกนี้เป็นผู้ชนะ ท่านจะต้องกลัวผู้ชนะหรือไม่ต้องกลัว และไม่ว่าในกรณีใดๆ การเปิดเผยตนเองและทำสงครามที่แท้จะเป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับท่าน”

(If you have two powerful neighbours who go to war, you may or may not have reason to fear the winner afterwards. Either way it will always be better to take sides and fight hard.)

หลักการของมาเคียเวลลีข้อนี้ขัดกับสามัญสำนึกของคนโดยทั่วไป เพราะส่วนใหญ่มักคิดว่าควรพยายามอย่างถึงที่สุดเพื่อหลีกเลี่ยงการเลือกข้าง และต้องรักษาระยะห่างที่เหมาะสมระหว่างดุลอำนาจสองขั้วให้ได้ ไม่อย่างนั้นหากเลือกข้างผิดไปเลือกฝ่ายแพ้ รัฐของตนจะตกอยู่ในอันตรายภายใต้เงื้อมมือของรัฐที่ได้ชัยชนะ

แต่มาเคียเวลลีมองเรื่องนี้แบบตรงกันข้าม เขาคิดว่าหากไม่เลือกข้างก็จะทำให้กลายเป็นศัตรูกับคู่ขัดแย้งทั้งคู่ แทนที่จะเป็นศัตรูเพียงแค่รัฐเดียว เมื่อใดก็ตามที่สงครามจบลง รัฐที่วางตัวเป็นกลางจะซวยทั้งขึ้นทั้งล่อง เพราะถูกชังจากทั้งผู้แพ้และผู้ชนะ

สำหรับในกรณีแรกที่รัฐเล็กกลัวรัฐมหาอำนาจที่ชนะ หากผู้นำของรัฐเล็กไม่เลือกข้างจะอันตรายมาก ดังที่มาเคียเวลลีอธิบายว่า

“กรณีแรก ถ้าท่านไม่เปิดเผยตนเอง ท่านก็จะเป็นเหยื่อของผู้ชนะเสมอ พร้อมกับความถูกใจและพึงพอใจของฝ่ายที่แพ้ ท่านจะไม่มีข้ออ้างหรือสิ่งอื่นใดที่สามารถจะป้องกันท่านได้และไม่มีใครที่จะต้อนรับท่าน เพราะผู้ชนะจะไม่ต้องการมีมิตรที่น่าระแวงซึ่งไม่ได้ช่วยเหลือเขาในยามคับขัน และผู้แพ้จะไม่ต้อนรับท่านเพราะท่านมิได้ต้องการจะเสี่ยงร่วมโชคชะตากับเขาโดยมีอาวุธในมือ

(If you do have cause to fear but stay neutral, you’ll still be gobbled up by the winner to the amusement and satisfaction of the loser; you’ll have no excuses, no defence and nowhere to hide. Because a winner doesn’t want half-hearted friends who don’t help him in a crisis; and the loser will have nothing to do with you since you didn’t choose to fight alongside him and share his fate.)

ในยามที่เกิดสงครามหรือความขัดแย้งรุนแรงระหว่างสองขั้ว มาเคียเวลลีมองว่าขั้วที่เป็นพันธมิตรกับเราจะเรียกร้องต้องการให้เราร่วมสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปด้วย

ขณะที่ฝ่ายซึ่งไม่ได้เป็นพันธมิตรกับเราก็จะพยายามทำให้เราวางตัวเป็นกลาง

ผู้นำทั้งหลายมักหาทางหลีกเลี่ยงภัยในสถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนใจนี้ ด้วยการเลือกเป็นกลางไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

แต่แทนที่จะรอด การตัดสินใจเช่นนั้นกลับนำมาสู่หายนะ

ต่างกับการกล้าประกาศตัวกระโจนลงไปร่วมกับฝักฝ่าย หากเลือกถูก ฝ่ายที่ถือหางอยู่เป็นผู้ชนะ ฝ่ายชนะจะติดหนี้บุญคุณกับเรา

ดังนั้น ถึงแม้เขาเป็นมหาอำนาจที่มีกำลังเหนือกว่า แต่มิตรภาพที่เกิดขึ้นยามยากยังคงอยู่

รัฐเล็กกับรัฐใหญ่ที่เลือกไปอยู่ด้วยจะกลายเป็นเพื่อนตายสหายศึก ซึ่งมหาอำนาจไม่อาจทำร้ายกลับได้ในภายหลัง เพราะการทำเช่นนั้นย่อมทำให้เขาถูกประฌามหยามเหยียดจนเกิดความละอายและยากจะบากหน้ารับแรงกดดันนั้นได้ เพราะฉะนั้นผู้ชนะจะไม่เป็นภัย

ในขณะที่หากเลือกข้างผิดไปอยู่ในฝ่ายที่พ่ายแพ้ โชคร้ายนี้ก็ไม่ดำรงอยู่ไปตลอด เพราะในโลกความจริงนั้นย่อมไม่มีผู้แพ้ตลอดกาล เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์พลิกผัน ผู้แพ้ก็อาจกลับมาเป็นผู้ชนะ และการที่เราเคยร่วมทุกข์กับเขามาแล้ว เมื่อนั้นก็ถึงเวลารุ่งโรจน์ของเราไปด้วย

อ่านต่อฉบับหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เหยี่ยวถลาลม | หนูไม่รู้
50 ปี 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
บททดสอบสุดท้าย’บิ๊กต่าย’ ระบบตั๋วปะทะระบบคุณธรรม ระวังคลื่นลูกใหญ่ใน ก.พ.ค.ตร.
การกลับมาโสดอีกครั้งของ ปันปัน สุทัตตา
ออสเตรเลีย ยกระดับคุมปืน รับซื้ออาวุธปืนคืนจากประชาชน
เส้นทางความรัก นก อุษณีย์ จนถึงวัน ขอ ‘ม่วย’ แต่งงาน
แนวคิดของมาเคียเวลลีเรื่องการตบตีเทพีแห่งโชค
MatiTalk รมช.คมนาคม โต้ง สิริพงศ์ ว่าด้วย KPI กำแพง อุปสรรค และสิ่งที่ไม่คาดฝัน
ธงทอง จันทรางศุ | ‘ช่องว่าง’ ในครอบครัว
เจาะปมสังหาร ‘นายกฯ เด’ เลือดล้างสัมพันธ์เก่าแก่ อดีต ส.ส.ฉลอง-อ้างหนี้ แต่เบื้องลึกพลิกอีกมุม!
ศ.สุชาติ ชี้แก้คอร์รัปชันไทย ต้องเริ่มจากผู้นำที่สะอาด ใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม
E-DUANG | จังหวะภาพ ทักษิณ ชินวัตร ชุมนุม มังกร ทาง การเมือง