สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ในทางการเมือง เดือนสิงหาคมนี้ร้อนฉ่าที่สุดเดือนหนึ่งของปีก็ว่าได้ โดยเฉพาะคดี 2 พ่อลูกตระกูล “ชินวัตร” ต้องจับตาดูเป็นพิเศษว่าจะรอดพ้นกับดักระเบิดที่มาจาก “เนติสงคราม” หรือไม่
ฝ่าย “ทักษิณ” มีอยู่ 2 คดีรอการตัดสินจากศาลอาญา กรณีให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติคาบเกี่ยวกฎหมายอาญามาตรา 112 และคดี “ชั้น 14” โรงพยาบาลตำรวจ
ส่วน “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร ทำคำร้องชี้แจงกรณีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ประธานวุฒิสภากัมพูชา ไปยังศาลรัฐธรรมนูญเมื่อต้นสิงหาคม รอคำวินิจฉัยที่คาดว่าจะมีขึ้นในเดือนกันยายน
ถ้า “อุ๊งอิ๊ง” หลุดจากข้อกล่าวหาก็มีคำถามตามมาว่าจะทำหน้าที่เป็นนายกฯ ต่อได้อย่างราบรื่นหรือไม่
เพราะมีปมปัญหาใหญ่รอท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำมีแค่ 260 เสียง ปัญหาเศรษฐกิจที่ดิ่งเหวฉุดไทยรั้งท้ายโลก
อีกทั้งตลอดระยะเกือบ 1 ปีที่ “อุ๊งอิ๊ง” เข้ามาบริหารประเทศ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มทั้งในเรื่องศักยภาพความเป็นผู้นำ หรือเรื่องวัยวุฒิและวุฒิภาวะอ่อนด้อย จนนำไปสู่ปัญหา “คลิปเสียง”
หาก “อุ๊งอิ๊ง” ไม่รอด ใครจะมาเป็นนายกฯ คนใหม่ของประเทศไทย? เป็นคำถามตัวใหญ่ให้คอการเมืองขบคิดกันต่อ ด้วยกระบวนการเลือกนายกฯ นั้น
พรรคเพื่อไทยจะกุมสภาพกำหนดให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลเลือก “ชัยเกษม นิติสิริ” เป็นนายกฯ ได้หรือไม่
อีกทางเลือกหนึ่งคือ “ยุบสภา” เลือกตั้ง ส.ส.กันใหม่อีกรอบ ย้อนดูไทม์ไลน์ พรรคเพื่อไทยกรุยทางผ่าน “มติคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ” เมื่อต้นเดือนกรกฎาคมให้สิทธิและอำนาจ “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาราชการแทนนายกฯ ทำหน้าที่เช่นเดียวกับนายกฯ
นั่นเท่ากับ “ภูมิธรรม” ประกาศยุบสภาได้เลย
เมื่อสถานการณ์การเมืองง่อนแง่นอย่างนี้ การจัดการบริหารประเทศในเรื่องต่างๆ ก็พลอยง่อนแง่นตามไปด้วย ขณะที่ปัญหาใหญ่ก็ถาโถมเข้ามา สงครามชายแดน เรื่องภาษี “ทรัมป์” ปัญหาอื่นๆ จึงกลายเป็นเรื่องเล็กจิ๊บจ๊อยที่ถูกมองข้าม
ปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ฝั่งเมียนมาไหลปนเปื้อนแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง เป็น 1 ในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รัฐบาลชุดนี้เห็นเป็นเรื่องเล็กมองข้ามไปเฉยๆ ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่กระทบกับประเทศเพื่อนบ้านทั้งไทยและลาวมาหลายเดือนแล้ว
เมื่อต้นเดือนสิงหาคมนี้ สำนักข่าวอัลจาซีรา นำประเด็นสารพิษปนเปื้อนมาตีแผ่ให้โลกรู้ว่า สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสาย แม่น้ำกก และแม่น้ำรวก บัดนี้กำลังไหลปนเปื้อนกับแม่น้ำโขง กระทบกับชาวลาวแล้ว
“ฟาบิโอ โพลีส” (Fabio Polese) นักหนังสือพิมพ์และช่างภาพอิสระ นำเรื่องนี้มาเสนอผ่านสำนักข่าวอัลจาซีรา ระบุว่า
“แม่น้ำโขงกำลังเผชิญอันตรายด้วยมลพิษปล่อยจากเหมืองเถื่อนในฝั่งเมียนมา”
โพลีสเดินทางไปยังเมืองบ่อแก้ว บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของลาว สัมภาษณ์ผู้คนที่นั่นเพื่อนำมาเสนอเป็นรายงานชิ้นล่าสุด
“คอน” ชาวลาวให้ข้อมูลกับโพลีสว่า แม่น้ำโขงเปลี่ยนสภาพ ปลาที่เคยจับได้ก็น้อยลง เพราะมีสารพิษจากเหมืองแร่ฝั่งเมียนมาไหลปนเปื้อนในแม่น้ำโขง
“แม่น้ำโขงเปลี่ยนสภาพเพราะมีการสร้างเขื่อนทำให้ระดับน้ำเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา และเดี๋ยวนี้มีหลายคนบอกว่าแม่น้ำเปื้อนสารพิษ เป็นสารพิษที่มาจากเหมืองแร่ไหลผ่านภูเขาและลำน้ำมาปนเปื้อนกับแม่น้ำโขง” คอนบอกกับโพลีส
ในรายงานข่าวชิ้นนี้ระบุว่า พื้นที่ฝั่งเมียนมาเป็นดินแดนห่างไกลจากผู้คน เป็นแหล่งปลูกฝิ่น ผลิตยาเสพติดชื่อกระฉ่อนโลก เวลานี้พื้นที่แห่งนั้นเปลี่ยนเป็นแหล่งทำเหมืองแร่ทั้งแร่ทองคำและแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ ที่นำมาใช้เป็นชิ้นส่วนในอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ รถขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้าหรืออีวี
“กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบอกว่า ผลตรวจคุณภาพน้ำของแม่น้ำรวก แม่น้ำสาย แม่น้ำกก พบมีระดับสารหนู ตะกั่ว นิกเกิล และสังกะสีมากผิดปกติ” โพลีสอ้างข้อมูลฝ่ายไทย และว่า แม่น้ำทั้ง 3 สายไหลลงสู่แม่น้ำโขง สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำสายหลักมีผลกระทบต่อผู้คนในฝั่งลาว
คณะกรรมการลุ่มน้ำโขงประกาศให้สถานการณ์นี้อยู่ในขั้นอันตรายปานกลาง
“เพียรพร ดีเทศน์” ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ บอก “อัลจาซีรา” ว่า เป็นที่ประจักษ์ชัด คุณภาพน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านชายแดนฝั่งลาวและไทยปนเปื้อนด้วยสารหนู
เป็นสัญญาณเตือนว่าจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตหากเหมืองแร่ยังเปิดดำเนินการต่อ ชาวประมงติดเชื้อรวมถึงปลาและสัตว์น้ำ มีผลต่อสุขภาพผู้คน และต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหานี้โดยด่วน
ศ.ซาคารี อาบูซ่า จากวิทยาลัยสงครามแห่งชาติ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ เป็นผู้เชี่ยวชาญภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บอกอัลจาซีราว่า มีเหมืองแร่ในฝั่งรัฐฉานตอนใต้ของเมียนมาราวๆ 20แห่ง เหมืองเหล่านี้เน้นขุดเฉพาะทองคำและแร่หายากเท่านั้น
ขณะที่เมียนมาเผชิญกับสงครามกลางเมือง มีการสู้รบระหว่างทหารเมียนมากับกองกำลังรัฐฉานและกองทัพสหรัฐว้าหรือกลุ่มว้าแดงอย่างรุนแรงหนักหน่วงมานานถึง 4 ปีแล้ว พื้นที่ชายแดนติดต่อกับไทยเป็นฐานที่มั่นของฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลเมียนมา เป็นแดนเถื่อนและเขตสงคราม ไร้กฎหมาย รัฐบาลเมียนมาทำอะไรไม่ได้
กองทัพรัฐฉานและกลุ่มว้าแดงพากันฉกฉวยโอกาสหารายได้จากการเปิดเหมืองแร่ให้กับกลุ่มทุนจีน
รัฐบาลเมียนมาประกาศให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแหล่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ไม่อนุญาตให้ทำเหมืองแร่
การทำเหมืองแร่ในเมียนมาใกล้กับชายแดนไทย-ลาวมีผลต่อคุณภาพแม่น้ำอย่างเห็นได้ชัด และเกิดผลร้ายกับระบบนิเวศ
แม่น้ำโขงได้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว เนื่องจากประเทศต่างๆ ที่แม่น้ำโขงไหลผ่านเร่งตักตวงผลประโยชน์จากการทำเขื่อน ยังมาเจอผลกระทบจากสารพิษอีกระลอก
เขื่อนตลอดแนวแม่น้ำโขงตั้งแต่จีนมาถึงลาวมีอยู่ราว 75 แห่ง และลุ่มน้ำโขงมีคุณูปการกับผู้คนในแถบนี้ราว 60 ล้านคน เป็นแหล่งน้ำจืดที่มีปลาและสัตว์น้ำให้จับคิดเป็นสัดส่วน 25 เปอร์เซ็นต์ของปลาและสัตว์น้ำทั้งโลก
แต่วันนี้ ปลาและสัตว์น้ำในแม่น้ำโขงเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ประชากรปลาลดลงอย่างต่อเนื่อง
“โพลีส” สำรวจตลาดพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าแถวชานเมืองบ่อแก้ว ส่วนใหญ่ยอมรับว่าปริมาณปลาในแม่น้ำโขงลดลง ชาวประมงจับได้น้อย ผิดกับเมื่อก่อนได้ปลาตัวใหญ่ๆ
ตัดภาพกลับมาที่สื่อไทย พากันนำเสนอผลล่าสุดจากการตรวจสอบสารพิษในแม่กก แม่สายช่วงฤดูน้ำหลาก ซึ่งมูลนิธิบูรณะนิเวศและศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ศึกษาร่วมกัน ในช่วงระหว่างวันที่ 24-26 พฤษภาคม 2568
ผศ.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เล่าว่า ในคืนวันที่ 23 พฤษภาคม เกิดฝนตกหนักและน้ำหลากที่ อ.แม่สาย จ.เชียงราย การเก็บตัวอย่างประกอบด้วยน้ำจาก 9 จุด จำนวน 27 ตัวอย่าง ตะกอนดินจาก 6 พื้นที่ 18 ตัวอย่าง ดินจาก 4 พื้นที่ 12 ตัวอย่าง และพืชผลทางการเกษตรจาก 4 พื้นที่ จำนวน 8 ตัวอย่าง โดยเป็นการเก็บตัวอย่างจากพื้นที่ซึ่งครอบคลุมตลอดลำน้ำกก รวก สาย โขง รวมถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทั้งสองฝั่งของลำน้ำเหล่านั้น
จุดที่น่าสนใจคือ เมื่อนำผลจากการศึกษาครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับผลตรวจของกรมควบคุมมลพิษและของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พบว่าผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำผิวดินครั้งนี้มีค่าสูงกว่าผลการวิเคราะห์ทั้งสองหน่วยงาน
“สิ่งที่น่าแปลกใจคือ ช่วงที่กรมควบคุมมลพิษวัดก่อนเรา ช่วง 23 พฤษภาคม แต่เราเก็บตัวอย่าง 24 พฤษภาคมจะสูงปรี๊ดเลย เพราะเป็นน้ำหลากแรก ก็คือฝนแรกชะออกมาหมดเลย น้ำยังไม่ท่วมนะ ดังนั้น อันนี้มันสูงกว่าพื้นที่ เกินทุกพื้นที่เมื่อเทียบกับกรม ซึ่งกรมก็สูงเหมือนกัน ดังนั้น เทียบเคียงแล้วก็ใกล้เคียง แต่ช่วงที่เราเก็บ ต้องบอกก่อนเป็นช่วงฝนแรก พอฝนแรก น้ำหลากแรก จะมีตะกอนเยอะ ดังนั้น การชะล้างโลหะหนักก็สูง ก็ไม่ได้ผิดคาด” ผศ.ว่านกล่าว พร้อมกับย้ำว่า แต่จุดที่ชายแดนตรงแม่สายนั้นถือว่าค่าสูงมากอย่างผิดปกติ
ส่วนคุณเพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ บอกว่า จากการลงพื้นที่ พบว่าคนในพื้นที่ความกังวลสูงมาก เพราะหน่วยงานราชการมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำต่อเนื่องก็จริง แต่สิ่งน่ากังวลคือเรื่องของพืชผล อาหารการกิน โดยเฉพาะแหล่งน้ำดิบที่ใช้ผลิตประปา ว่ายังปลอดภัยอยู่หรือไม่
คุณเพ็ญโฉมมองถึงทางแก้ปัญหาว่า ถ้าไม่สามารถหาหนทางให้ประเทศต้นทางจัดการให้ปลอดภัยไม่ได้ เรื่องนี้จะอีกยาวมากๆ จะกลายเป็นพื้นที่ปนเปื้อนที่ใหญ่ที่สุดของไทย หรืออาจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน
“ตอนนี้การทำเหมืองแร่หายากเป็นสิ่งที่ทุกคนจับตา และแรร์เอิร์ธบางชนิดมีมูลค่ามากกว่าทอง ยิ่งถ้าหากโลกพัฒนาไปสู่ยุคพลังงานสะอาด หรือนวัตกรรมใหม่ สิ่งที่ผลิตจากแรร์เอิร์ธสำคัญมากเพราะต้องใช้กับอุตสาหกรรมเหล่านี้ การขุดแรร์เอิร์ธจึงจะเกิดขึ้นอีกเยอะ ถ้าเราไม่มีทางที่จะยุติปัญหานี้ได้ จังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย จะกลายเป็นพื้นที่ที่เสี่ยงสู่ความหายนะทางสิ่งแวดล้อม”
ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศกล่าวสรุปตอนท้ายว่า โจทย์ที่ยากของไทยและประเทศอาเซียน ต้องยกปัญหานี้สู่ระดับอาเซียนเพื่อเตรียมรับมือกับมลพิษข้ามแดนในทุกรูปแบบ
เช่นเดียวกับคุณสมพร เพ็งค่ำ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาระบบประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน มองหนทางแก้ปัญหาสารพิษเปื้อนแม่น้ำเป็น 2 ระดับ
ระดับแรกที่การยกขึ้นมาพูดคุยในระดับภูมิภาค เพราะไม่สามารถจัดการได้แค่เฉพาะในประเทศไทย อำนาจในการจัดการอยู่กับอีกประเทศหนึ่ง อาเซียนไม่ได้มีกฎหมายบังคับเรื่องมลพิษข้ามแดน ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่ต้องยกระดับเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ระดับที่สอง เป็นระดับประเทศ ต้องไม่แบ่งแยกหน่วยงาน ในส่วนของกรมควบคุมมลพิษมีการโต้ตอบได้เร็วมาก มีการลงพื้นที่ตรวจ และวางข้อมูลเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบ แต่ที่ต้องเพิ่มคือระดับชุมชนต้องลงมือทำด้วย เพราะฉะนั้นต้องทำตั้งแต่ระดับภูมิภาค ประเทศ และลงไปถึงชุมชน
ส่วนการเจรจากับประเทศอื่นใช้เวลา ในระหว่างนี้มาตรการเบื้องต้นที่ใช้ปกป้องประชาชนต้องมี และต้องทำความเข้าใจเส้นทางมลพิษ เปลี่ยนจากการที่หน่วยงานรัฐทำฝ่ายเดียว มาทำให้ชาวบ้าน และชุมชนเริ่มเฝ้าระวังตัวเองได้ คือ การสื่อสารความเสี่ยงและร่วมกำหนดมาตรการปกป้องสุขภาพชุมชน อีกทั้งกระบวนการทำงานระดับชุมชนยังเป็นหลักฐานในการใช้เจรจาว่าเกิดอะไรขึ้นในชุมชน
“เบื้องต้นต้องยอมรับก่อนว่ามันคือปัญหา และไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ตัวระบบเฝ้าระวังที่ดีที่สุดคือให้ชาวบ้านเฝ้าระวังกันเองได้ ใช้ข้อมูลนี้ร่วมกับหน่วยงานรัฐในการตัดสินใจว่าจะปกป้องสุขภาพอนามัยของตัวเองได้อย่างไร”
ข้อเสนอของคุณสมพรน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ว่าแต่ว่ารัฐบาลชุด “ภูมิธรรม เวชยชัย” รักษาการแทนนายกฯ จะรับลูกเอาไปต่อยอดหรือเปล่า?
