จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
คําว่า ‘เสี้ยน’ ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน นอกจากหมายถึง เนื้อไม้ที่แตกเป็นเส้นเล็กๆ ปลายแหลมอย่างหนาม, เรียกสิ่งอื่นที่มีลักษณะเช่นนั้น เช่น หน่อไม้แก่ที่มีเนื้อเป็นเสี้ยน ยังหมายถึง ข้าศึก
ความหมายนี้มีใช้ในวรรณคดีหลายเรื่อง
“นิราศนรินทร์” พรรณนายอพระเกียรติพระมหากษัตริย์และความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองไว้ด้วยร่ายสั้นๆ ดังนี้
“๏ ศรีสิทธิ์พิศาลภพ เลอหล้าลบล่มสวรรค์ จรรโลงโลกกว่ากว้าง แผนแผ่นผ้างเมืองเมรุ
ศรีอยุธเยนทร์แย้มฟ้า แจกแสงจ้าเจิดจันทร์ เพียงรพิพรรณผ่องด้าว ขุนหาญห้าวแหนบาท
สระทุกข์ราษฎร์รอนเสี้ยน ส่ายเศิกเหลี้ยนล่งหล้า ราญราบหน้าเภริน เข็ญข่าวยินยอบตัว
ควบค้อมหัวไหว้ลล้าว ทุกไทน้าวมาลย์น้อม ขอออกอ้อมมาอ่อน ผ่อนแผ่นดินให้ผาย
ขยายแผ่นฟ้าให้แผ้ว เลี้ยงทแกล้วให้กล้า พระยศไท้เทิดฟ้า เฟื่องฟุ้งทศธรรม์ ท่านแฮ ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
คำว่า ‘เสี้ยน’ ในข้อความว่า ‘ขุนหาญห้าวแหนบาท สระทุกข์ราษฎร์รอนเสี้ยน’ ทำให้มองเห็นภาพขุนศึกผู้กล้าทำลาย ‘เสี้ยน’ หรือ ข้าศึกศัตรูให้พินาศ ขจัดทุกข์ราษฎรหมดสิ้นไป
ทํานองเดียวกับใน “ลิลิตตะเลงพ่าย” กวีกล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อทรงทราบข่าวศึกว่า
“๏ จอมสยามขามศึกไซร้ ไป่มี
บานกมลเปรมปรีดิ์ ปราบเสี้ยน
สองสุริยกษัตรีย์ ตรัสต่อ กันนา
หาเลศมลายศึกเหี้ยน หั่นห้าวหายคม ฯ”
ความหมายคือ ไม่มีกษัตริย์สยามหรือกษัตริย์ไทยพระองค์ใดที่หวั่นเกรงสงคราม ตรงกันข้าม ข่าวศึกครั้งนี้กลับทำให้ทรงยินดีว่าเป็นโอกาสจะได้ ‘ปราบเสี้ยน’ คือ ปราบข้าศึกศัตรูของชาติ ดังที่สมเด็จพระนเรศวรฯ และสมเด็จพระเอกาทศรถ พระอนุชาทรงปรึกษาหารือยุทธวิธีที่จะทำลายศึกลงอย่างราบคาบ
อันที่จริงการเปรียบ ‘ข้าศึก’ กับ ‘เสี้ยน’ หรือ ‘เสี้ยนหนาม’ มิใช่เพิ่งจะมีในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ สมัยอยุธยาก็มีแล้ว ดังจะเห็นได้จาก “โคลงนิราศนครสวรรค์” ของพระศรีมโหสถ กวีสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใช้คำว่า ‘เสี้ยนศัตรู’ ตอนบรรยายถึงเรือหลายลำว่าชื่อเสียงที่เลื่องลือของเรือดังกล่าวทำให้ ‘ข้าศึกศัตรู’ ถึงกับ ‘สั่นเกล้าแสยงขน’ คือ ขนพองสยองเกล้า เรียกว่า กลัวจนหัวหดก็ได้
“๏ ไกรษรจักรล้ำแล่น ฦๅหวิว
สรพรหมไชยไหวปลิว ปลาบเปลื้อง
ไกรษรมาศลมลิว เร็วรวด ปานนา
เสี้ยนศัตรูฦๅเหลื้อง สั่นเกล้าแสยงขน ฯ”
คำว่า ‘เสี้ยนศัตรู’ ที่เอ่ยมานี้มีใช้ไม่ต่างกันในวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ บทละครในเรื่อง “รามเกียรติ์” เล่าถึงทศกัณฐ์สั่งให้นางเบญกาย (หลานแท้ๆ ลูกพิเภกน้องชาย) แปลงกายเป็นนางสีดา ทำเป็นตายลอยน้ำไปลวงพระรามให้เชื่อว่ามเหสีตายแล้ว จะได้ยกทัพกลับไป เมื่อทศกัณฐ์เห็นนางเบญกายแปลงก็เผลอองค์หลงใหลเกี้ยวพาราสี ดังที่รัชกาลที่ 2 ทรงบรรยายว่า
“อันพระรามฤๅษีสามีน้อง ไม่ควรครองคู่เคียงเรียงหมอน
พี่จะยกไปสังหารราญรอน ให้ม้วยมรณ์สิ้นเสี้ยนศัตรูเรา”
คําว่า ‘เสี้ยน’ หรือ ‘เสี้ยนหนาม’ มักใช้กับศึกสงครามเป็นส่วนใหญ่ นอกจากใช้คู่กับคำว่า ‘ศัตรู’ แล้ว ยังใช้คู่กับคำว่า ‘ศึก’ บทละครในเรื่อง “รามเกียรติ์” ตอนทศกัณฐ์ให้โหรดูฤกษ์งามยามดี ระดมพลสองสามโกฏิหามฉัตรแก้วที่ ‘ขอบฉัตรชั้นล่างกว้างกว่าโยชน์’ ไปตั้งบนยอดเขานินทกาลา
“ยกขึ้นตั้งบังแสงพระอาทิตย์ ให้มืดมิดเหมือนเวลาราตรี
พวกศัตรูดูมาไม่เห็นเรา ดังลับเงาเขาพระเมรุคิรีศรี
ข้างพวกเราแลไปเห็นไพรี ด้วยแสงแก้วมณีมีฤทธิไกร”
ทศกัณฐ์ได้ชวนนางมณโฑ และนางอัคคี มเหสีทั้งสองไปชมฉัตรแก้วและ ‘กองทัพพลับพลาพวกไพรี’ เมื่อถึงสนามรบ ทันทีที่นางมณโฑเห็นข้าศึกมากมายราวกับระลอกคลื่นก็ตื่นตระหนก กล่าวเตือนพระสวามีว่า
“การณรงค์สงครามครั้งนี้ เห็นไพรีคึกคักหนักหนา
จะเป็นเสี้ยนศึกใหญ่ในลงกา ผ่านฟ้าอย่าไว้วางพระทัย”
เช่นเดียวกับตอนทศกัณฐ์ดีใจที่นางมณโฑอาสาตั้งพิธีน้ำทิพย์ชุบชีวิตไพร่พลที่ล้มตายจากการต่อสู้กับกองทัพวานรของพระรามพระลักษมณ์ ถึงกับตรัสด้วยความยินดีว่า
“อันโยธาทั้งหลายที่ตายไป จะเป็นขึ้นชิงชัยนับแสน
ครั้งนี้พี่จะได้แก้แค้น ทดแทนศึกเสี้ยนปัจจามิตร”
คําว่า ‘เสี้ยนศึก’ และ ‘ศึกเสี้ยน’ มีใช้อยู่ทั่วไปในเรื่อง “ลิลิตตะเลงพ่าย” ดังตอนที่เกิดลมเวรัมภาพัดฉัตรของพระมหาอุปราชาหัก ขุนทหารแม้รู้เต็มอกว่าเป็นลางร้าย แต่ไม่กล้าทูลความจริงเพราะเกรงจะได้รับโทษทัณฑ์ จึง ‘เสนอแต่ดีกลบร้าว เกลื่อนร้ายกลายดี’ พากันพลิกลิ้นทูลว่าถ้าเกิดตอนเช้าย่อมจะวิบัติ เหตุการณ์นี้เกิดตอนเย็นนับเป็นโชค เราทำสงครามกับไทย จะได้ชัยชนะอย่างแน่นอน
“๏ เหตุนี้ผิวเช้าชั่ว ฉุกเข็ญ
เกิดเมื่อยามเย็นดี ดอกไท้
อย่าขุ่นอย่าลำเค็ญ ใจเจ็บ พระเอย
พระจักลุลาภได้ เผด็จเสี้ยนศึกสยาม ฯ”
ไม่ต่างจากตอนที่กวีบรรยายถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงปรารภเรื่องไปตีเมืองเขมร แต่ก็ทรงกังวลถึง ‘ข้าศึกทางตะวันตก’ คือ ‘พม่า’ ล่วงรู้เหตุนี้และฉวยโอกาสเข้าตีกรุงศรีอยุธยาระหว่างที่พระองค์ยกทัพออกจากเมือง ในฐานะจอมทัพไทยทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบว่าจะมอบหมายให้ใครรักษาเมืองหลวงแทนพระองค์
“๏ พระห่วงแต่ศึกเสี้ยน อัสดง (อัสดง = ตกไป, อัสดงคต = ทางทิศตะวันตก)
เกรงกระลับก่อรงค์ รั่วหล้า
คือใครจักคุมคง ควรคู่ เข็ญแฮ
อาจประกันกรุงถ้า ทัพข้อยคืนถึง ฯ”
คำว่า ‘เสี้ยน’ มิได้ออกลูกออกหลานมาแค่คำว่า ‘ศึกเสี้ยน’ และ ‘เสี้ยนศึก’ เท่านั้น ยังมีทั้ง ‘เสี้ยนหนาม’ ‘ศึกเสี้ยนหนาม’ ‘เสี้ยนแผ่นดิน’ ฯลฯ ติดตามฉบับหน้า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
