บทความพิเศษ | พิธา ลิ้มเจริญรัตน์
เราทำอะไรได้บ้าง
ท่ามกลางสงครามข่าวปลอม?
หนังสือ The Almost Prime Minister ของผม กำลังถูกแปลเป็นหลายภาษา
หนึ่งในฉบับแรกๆ คือฉบับภาษาแมนดาริน สำหรับผู้อ่านในไต้หวัน ถือเป็นโอกาสที่ดีมาก ผมจึงไม่รอช้าที่จะติดต่อเพื่อนเก่า ออเดรย์ ถัง (Audrey Tang) อดีตรัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวัน และหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของโลกในการต่อสู้กับข่าวปลอม
ออเดรย์มีชื่อเสียงด้านวิธีการสร้างสรรค์ที่ใช้พลังของประชาชนต่อสู้กับข้อมูลเท็จ ตั้งแต่การตรวจสอบข้อเท็จจริงแบบ crowdsourcing ไปจนถึงแนวคิด “ตลกแทนที่จะตอกกลับ” (humor over rumor) ที่เป็นเอกลักษณ์
ประจวบเหมาะกับช่วงเวลานี้ที่ผมกำลังต่อสู้กับข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน และข้อมูลเท็จ (fake news, misinformation, disinformation) ท่ามกลางสงครามข้อมูลระหว่างไทยกับกัมพูชาบนสื่อสังคมออนไลน์
ในฐานะนักการเมือง ผมค่อนข้างคุ้นชินกับการถูกโจมตีด้วยเรื่องที่ไม่จริงหรือไม่ถูกต้องอยู่เสมอ
แต่ครั้งนี้มันเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ และผมไม่ต้องการจะกลายเป็นเพียงวัตถุดิบให้ใครนำไปสร้างความเกลียดชัง
จึงตั้งใจจะลุกขึ้นมาจัดการด้วยตัวเอง
ประจวบเหมาะอีกเมื่อ World Economic Forum (WEF) จัดอันดับ “การแพร่กระจายของข้อมูลเท็จ” หรือ misinformation and disinformation ให้เป็นความเสี่ยงอันดับหนึ่งของโลกในปี 2024-2025 เหนือกว่าภัยคุกคามทางเศรษฐกิจหรือภูมิอากาศ บ่อนทำลายความไว้วางใจ ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม และเปิดช่องให้ความรุนแรงปะทุได้ง่ายขึ้น
ปัญหานี้รุนแรงขึ้นจากเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้การสร้าง deepfake หรือการปลอมแปลงเนื้อหามีคุณภาพสูงและทำได้เร็ว
จนประชาชนทั่วไปแทบไม่มีเวลาหรือทักษะเพียงพอในการตรวจจับ
คำถามต่อมาคือ แล้วผมจะทำอะไรได้บ้างในฐานะพลเมืองที่เป็นเพียงอดีตนักการเมือง “เราทำอะไรได้บ้างท่ามกลางสงครามข่าวปลอม”
แน่นอนว่าผมลองค้นหาแนวทางป้องกันจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, TikTok หรือ X ก็พบว่ามีคำแนะนำที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง
แต่ข่าวปลอมกลับแพร่กระจายราวกับไฟป่า จนผมรู้สึกว่านี่คือสมรภูมิรูปแบบใหม่สำหรับทุกคนในสังคม
และในโลกนี้คงไม่มีใครที่มีประสบการณ์ตรงและเข้าใจวิธีต่อสู้ในสนามนี้ได้ดีไปกว่า Audrey Tang อีกแล้ว

เมื่อต้นปีนี้ ในงาน Yushan Summit ผมมีโอกาสขึ้นเวทีเสวนาร่วมกับออเดรย์ ถัง อดีตรัฐมนตรีดิจิทัลของไต้หวัน หัวข้อคือการรับมือกับข่าวปลอม ข้อมูลบิดเบือน และภัยคุกคามจากเทคโนโลยีดิจิทัลรุ่นใหม่อย่าง deepfakes บนเวที ออเดรย์ได้อธิบายแนวคิดที่ใช้เป็นเสาหลักในการต่อสู้กับข่าวปลอม ซึ่งเธอเรียกว่า “humor over rumor” หรือใช้ความตลกแทนที่จะตอกกลับ
แนวคิดนี้อาจเริ่มจากภาพหรือมีมตลกที่ทำให้คนยิ้มได้ แต่เบื้องหลังคือยุทธศาสตร์ที่วางแผนมาอย่างรอบคอบ เพื่อสกัดวงจรการแพร่กระจายของข่าวปลอมตั้งแต่ต้นน้ำ
หลักการคือ เมื่อมีข้อมูลเท็จเกิดขึ้น หน่วยงานรัฐต้องตอบสนองด้วยข้อมูลจริงที่ถูกต้อง แต่แทนที่จะใช้ภาษาทางการแข็งๆ ที่ทำให้คนรู้สึกถูกสั่งสอน พวกเขาเลือกใช้ภาษาที่เบาสบาย เข้าใจง่าย และมีอารมณ์ขัน
เช่น ภาพล้อเลียนหรือแอนิเมชั่นขำขันที่สื่อสารข้อมูลจริงไปถึงผู้คน
หลังจบเวที ผมเข้าไปคุยกับออเดรย์เพื่อขอรายละเอียดเพิ่มเติม
เธอเล่าว่า ความสำเร็จของ humor over rumor อยู่ที่ความเร็วและความแม่นยำ ทีมของเธอทำงานร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชนและนักพัฒนาอิสระ เพื่อให้สามารถตรวจจับและตรวจสอบข้อเท็จจริงได้ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังข่าวปลอมเริ่มแพร่ โดยใช้เครื่องมืออย่าง Cofacts ซึ่งเป็นบอตบน LINE ที่เปิดให้คนทั่วไปส่งข้อมูลที่น่าสงสัยเข้ามา
จากนั้นระบบจะเชื่อมต่อกับฐานข้อมูลการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือส่งต่อให้เครือข่ายอาสาสมัครช่วยตรวจสอบ

ออเดรย์ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชน (crowdsourcing) เพราะข่าวปลอมไม่รู้จักพรมแดนและไม่รอหน่วยงานรัฐ การเปิดให้คนทั่วไปเป็น “นักสืบดิจิทัล” ช่วยกันตรวจสอบ ทำให้การรับมือมีความรวดเร็วและครอบคลุมหลายมุมมอง และยังช่วยสร้างความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมในสังคม เมื่อประชาชนรู้สึกว่า “นี่คือการปกป้องบ้านของเรา”
ในด้านเทคนิค ไต้หวันมีการใช้ AI ขั้นสูง เพื่อช่วยตรวจจับและระบุแหล่งที่มาของข่าวปลอม รวมถึงใช้ machine learning วิเคราะห์ลักษณะการแพร่กระจายของเนื้อหาและพฤติกรรมของบัญชีที่น่าสงสัย
AI ถูกฝึกด้วยข้อมูลจากหลายภาษาและหลายบริบท เพื่อให้สามารถจับสัญญาณความผิดปกติได้แม้ในกรณีที่ผู้โจมตีปรับกลยุทธ์
นอกจากนี้ยังมีการใช้ AI เพื่อตรวจสอบ deepfakes ทั้งในภาพและเสียง โดยระบบจะวิเคราะห์ metadata ความผิดปกติของการเรนเดอร์ภาพ และการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในเสียงพูดที่หูคนไม่สามารถจับได้
เธอยังเล่าให้ฟังถึงโครงการ vTaiwan ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ ร่วมถกเถียงและสร้างฉันทามติในประเด็นที่อ่อนไหว รวมถึงแดชบอร์ดข้อมูลแบบเรียลไทม์ ที่ทุกคนดูได้ว่าเรื่องใดกำลังเป็นกระแส ข่าวใดต้องจับตา หรือประเด็นไหนเริ่มมีกลิ่นของการปั่นกระแสโดยบอตหรือบัญชีปลอม ระบบเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในมือของรัฐบาล แต่เปิดให้สาธารณะเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้เต็มที่
สำหรับออเดรย์ สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การหยุดข่าวปลอม แต่คือการสร้าง digital hygiene หรือสุขอนามัยทางดิจิทัลในหมู่ประชาชน เธอรณรงค์ให้คนใช้หลักการ SIFT (Stop, Investigate, Find better coverage, Trace to original) ก่อนแชร์เนื้อหา
พร้อมสื่อสารว่าการต่อสู้กับข่าวปลอมไม่ต่างจากการดูแลสุขภาพของสังคม ยิ่งคนได้รับ “วัคซีนข้อมูล” มาก โอกาสที่ข่าวปลอมจะแพร่ระบาดก็จะน้อยลง

ถ้าเรามาลองมองฝั่งเกาหลีใต้กันบ้าง เกาหลีใต้รับมือกับข่าวปลอมผ่านระบบที่ค่อนข้างรวมศูนย์ โดยมีคณะกรรมการสื่อสารเกาหลี (KCC) ทำหน้าที่กำหนดมาตรการและประสานงานกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งมีบทบาทสำคัญไม่เพียงต่อการปกป้องกระบวนการเลือกตั้งและสังคมภายในประเทศ แต่ยังรวมถึงการสกัดข่าวปลอมและการโฆษณาชวนเชื่อจาก “เกาหลีเหนือ” ที่มุ่งบ่อนทำลายความมั่นคง
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือการลงทุนระยะยาวในการศึกษาและสร้างภูมิคุ้มกันข้อมูล ตั้งแต่ระดับโรงเรียนจนถึงมหาวิทยาลัย รัฐบาลบรรจุหลักสูตรความเข้าใจสื่อและข้อมูลดิจิทัล (media literacy) ให้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน
นักเรียนจะได้ฝึกทักษะการตรวจสอบแหล่งข่าว การวิเคราะห์ภาพและวิดีโอเพื่อจับสัญญาณการตัดต่อ การตรวจสอบที่มาของข้อมูล รวมถึงการใช้เครื่องมือออนไลน์ในการยืนยันข้อเท็จจริง
วิธีนี้ทำให้เยาวชนเติบโตขึ้นมาพร้อมทักษะ “ภูมิคุ้มกันทางดิจิทัล” ซึ่งช่วยลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมในระยะยาว และเป็นเกราะป้องกันทางข้อมูลต่อภัยคุกคามจากภายนอกอย่างยั่งยืน
ซึ่งทำให้นึกขึ้นได้ว่าที่โรงเรียนในฟินแลนด์ก็เน้นเรื่องนี้มากเช่นเดียวกัน
และผมลองถามลูกสาวตัวเองว่าตอนนี้จะ 10 ขวบแล้ว รู้จัก fake news, misinformation แล้วหรือไม่ ก็ได้คำตอบว่าในห้องเรียนก็เริ่มสอนแล้วเช่นกัน
มาถึงตรงนี้ผมเลยพยายามค้นคว้าหาข้อมูลเตรียมไปพูดคุยถามเชิงลึกกับ Audrey อีกครั้ง ผมเริ่มต้นด้วยการตั้งสมมุติฐานที่ผมใช้เป็นแนวคิดในการปกป้องสังคมจากข่าวปลอมและข้อมูลบิดเบือน เราต้องมีกลไกสองแรงทำงานคู่กัน
– Push = Push Back ข่าวปลอม ผลักกลับเพื่อลดความเร็ว ลดการเข้าถึง และหยุดไม่ให้มันครองพื้นที่สาธารณะ
– Pull = Pull Up ระดับ digital hygiene ของสังคม ยกระดับให้ประชาชนมีภูมิคุ้มกันข่าวปลอมตั้งแต่ต้นทาง
ถ้ามีแค่ Push Back เราจะต้องคอยดับไฟทุกวันแบบไม่มีวันจบ ถ้ามีแค่ Pull Up การเปลี่ยนแปลงจะช้าเกินไปในช่วงเวลาสำคัญ เช่น การเลือกตั้งหรือวิกฤตความมั่นคง
ดังนั้น ทางรอดเดียวคือ ทำทั้งสองด้านพร้อมกัน ลด “อุปทานของข่าวปลอม” และเพิ่ม “ภูมิต้านทานของสังคม” และเริ่มศึกษาหาข้อมูลภายในเวลาสั้นๆ โดยมีข้อมูลจากที่ Harvard, Carnagie Endowment, RAND และสหประชาชาติเป็นข้อมูลเบื้องต้นว่ามีเทคนิคอะไรที่โลกกำลังใช้กันอยู่บ้าง
Push Back – ผลักกลับข่าวปลอม
1.Botometer
เครื่องมือนี้คอยสแกนพฤติกรรมของบัญชีบน X เพื่อหาสัญญาณว่าเป็นบอตหรือไม่ เช่น การโพสต์ซ้ำด้วยความถี่ผิดธรรมชาติ หรือใช้ภาษาที่เป็นสคริปต์อัตโนมัติ การรู้ว่าบัญชีไหนมีพฤติกรรมแบบนี้ช่วยให้ทีมรับมือสามารถตัดการแพร่ของข่าวปลอมตั้งแต่ต้นทาง
2. Hoaxy
ทำงานเหมือนแผนที่ที่คอยติดตามว่าเนื้อหาหนึ่งเริ่มจากใคร วิ่งไปทางไหน และกำลังขยายตัวในเครือข่ายใด ภาพเครือข่ายที่ชัดเจนทำให้เรามองออกทันทีว่าควรสกัดจุดไหน หรือเข้าไปเสริมข้อมูลในช่วงเวลาไหนเพื่อหยุดการขยายตัว
3. Soft Labeling
เป็นการติดป้ายกำกับให้ผู้ใช้งานเห็นว่าเนื้อหามีข้อโต้แย้งหรือข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยยังคงปล่อยให้เข้าถึงได้ตามปกติ วิธีนี้ลดแรงกระจายของข่าวปลอมลงได้มาก เพราะผู้ใช้จำนวนไม่น้อยหยุดคิดหรือหาข้อมูลเพิ่มก่อนจะแชร์ต่อ
4. CrossCheck
เครือข่ายความร่วมมือระหว่างสื่อกับทีม fact-checking ในหลายประเทศที่ช่วยกันตรวจสอบและเผยแพร่คำชี้แจงอย่างพร้อมเพรียง เมื่อคำอธิบายที่ถูกต้องถูกปล่อยออกไปในหลายตลาดข้อมูลพร้อมกัน โอกาสที่ข่าวปลอมจะหนีไปโตที่อื่นก็ลดลงมาก
Pull Up – ยกระดับสุขอนามัยดิจิทัล
1.การบรรจุ media & information literacy ในหลักสูตร ทำให้เยาวชนได้ฝึกตั้งคำถามและตรวจสอบแหล่งที่มาก่อนจะแชร์หรือเชื่อข่าวใดๆ ตั้งแต่ระดับประถมจนถึงมหาวิทยาลัย
2. การตั้ง Truth Hub ในระดับชุมชน ที่ชวนครู ผู้นำท้องถิ่น และสื่อท้องถิ่นมาทำงานร่วมกัน กลายเป็นด่านหน้าในการสกัดข่าวลือที่มักแพร่เร็วผ่านการบอกต่อแบบปากต่อปาก
3. การรณรงค์ให้ใช้หลัก digital hygiene และวิธี SIFT (Stop, Investigate, Find better coverage, Trace to original) ในชีวิตประจำวัน จนเป็นพฤติกรรมติดตัวของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตส่วนใหญ่
4. การอบรมวิชาชีพที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ของสังคม เช่น ครู นักข่าว หรือข้าราชการ ให้สามารถใช้เครื่องมือและกระบวนการตรวจสอบข่าวปลอมได้อย่างคล่องแคล่ว เพื่อขยายเครือข่ายภูมิคุ้มกันไปในทุกภาคส่วน
สุดท้ายนี้ถ้าท่านผู้อ่านมติชนสุดสัปดาห์ยังมีผู้ใดสนใจเรื่องนี้และคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญสามารถหาอ่านหนังสือที่ผมกำลังอ่านอยู่เหมือนกันดังต่อไปนี้
– The Hype Machine – Sinan Aral (MIT)
– LikeWar – P.W. Singer & Emerson Brooking
– System Error – Rob Reich, Mehran Sahami, Jeremy M. Weinstein
– Network Propaganda – Yochai Benkler, Robert Faris, Hal Roberts (Harvard)
สัปดาห์หน้าเจอกันที่บอสตันครับ
หมายเหตุ : AI Disclosure – บทความนี้จัดทำขึ้นโดยผู้เขียนร่วมกับระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยในการค้นคว้าข้อมูลและจัดระเบียบเนื้อหา ข้อคิดเห็นและข้อสรุปทั้งหมดเป็นของผู้เขียนเอง
Prompt used : “Give me best practice primer and books on how to combat disinformation and misinformation.”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
