On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
อันที่จริงแล้วไม่ได้มีเพียงแค่ “สโตนเฮนจ์” หรอกนะครับ ที่เป็นหินตั้ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีศพ หรือความเป็นสุสาน
งานวิจัยที่วิเคราะห์การกระจายตัวของกลุ่มหินตั้งในยุโรปที่มีจำนวนมากกว่า 35,000 แห่ง และกำหนดอายุหินตั้งเหล่านั้น จากโบราณวัตถุที่พบ และเกี่ยวข้องกับตัวหินตั้ง ด้วยค่าคาร์บอน-14 (Radiocarbon/carbon-14) ซึ่งถูกตีพิมพ์ออกมาเมื่อ พ.ศ.2562 ของนักโบราณคดีชาวสวิตเซอร์แลนด์ ผู้สนใจศึกษาเรื่องวัฒนธรรมหินตั้ง รุ่นปัจจุบันอย่าง รศ.เบตตินา ชูลซ์ พอลส์สัน (Bettina Schulz Paulsson) แห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก (University of Gothenburg) ประเทศสวีเดน ที่ตีพิมพ์ผลงานวิจัยออกมาเป็นบทความเมื่อ พ.ศ.2562 ซึ่งได้ผลลัพธ์ประการหนึ่งที่บ่งชี้ว่า กลุ่มหินตั้งที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปนั้น เกี่ยวข้องกับความเป็นที่ฝังศพแทบทั้งสิ้น
การกำหนดอายุด้วยคาร์บอน-14 ในงานชิ้นดังกล่าวของพอลส์สันสรุปผลได้ว่า “ที่ฝังศพหินตั้ง” (megalithic graves) แห่งแรกๆ ในยุโรป มีลักษณะเป็นโครงสร้างขนาดเล็กแบบปิด หรือหินตั้งแบบโต๊ะหิน (dolmen) ตามศัพท์บัญญัติของนักโบราณคดีไทยระดับบรมครูของวงการโบราณคดีอย่าง ศ.ชิน อยู่ดี
ที่ฝังศพหินตั้งเหล่านี้ปรากฏขึ้นในช่วงระหว่าง 6,794-5,986 ปีที่แล้ว โดยพบกระจายอยู่ในพื้นที่บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือ กับตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศฝรั่งเศส, หมู่เกาะแชนเนล (Channel Islands) กับเกาะคอร์ซิกา ในประเทศฝรั่งเศสเช่นกัน, แคว้นกาตาลุญญา (Catalu?a/Catalonia) ในสเปน และเกาะซาร์ดิเนีย (Sardinia) ในอิตาลี
แถมพอลส์สันยังได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ด้วยว่า ถึงแม้จะยังไม่มีการระบุอายุด้วยคาร์บอน-14 แต่เมื่อพิจารณาถึงวัสดุทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องแล้ว ที่ฝังศพหินตั้งบางแห่งในแคว้นอันดาลูเซีย (Andalusia) กับแคว้นกาลิเซีย (Galicia) ประเทศสเปน และหินตั้งบางแห่งทางตอนเหนือของประเทศอิตาลี ก็น่าจะสร้างขึ้นในระยะแรกเริ่มนี้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้น จึงเป็นไปได้มากทีเดียวที่การสร้างหินตั้งในยุคเริ่มแรกนั้น จะเกี่ยวข้องกับลัทธิบูชาผีบรรพชน (Ancestor worship)
นักโบราณคดีผู้คร่ำหวอดกับการศึกษาวิจัยสโตนเฮนจ์ ในระดับเจ้าพ่อแห่งสโตนเฮนจ์คนปัจจุบันอย่าง ศาสตราจารย์ไมค์ พาร์กเกอร์ เพียร์สัน (Mike Parker Pearson) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London หรือ UCL) คนเดียวกันกับที่ผมเคยพูดถึงไปเมื่อตอนที่แล้ว ได้เคยเสนอเอาไว้ในงานเขียนชิ้นหนึ่งที่มีชื่อว่า “Placing the Physical and the Incorporeal Dead : Stonehenge and Changing Concepts of Ancestral Space in Neolithic Britain”
“หิน” นั้นอาจจะเป็นสัญลักษณ์ของอะไรบางอย่างในสังคมที่มีการสร้างหินตั้ง โดยเพียร์สันได้ยกตัวอย่างจากเกาะมาดากัสการ์ ซึ่งมีประเพณีดั้งเดิมว่า ที่อยู่อาศัยของมนุษย์จะสร้างขึ้นจากไม้ และอินทรียวัตถุอื่นๆ ในขณะที่สถานที่สำหรับบรรพชนนั้น จะต้องสร้างขึ้นจากหินก้อนใหญ่ ทั้งในรูปแบบของสุสานที่เก็บศพ หรือหินตั้ง (standing stone)
โดยหินตั้งนั้นจะเป็นอนุสรณ์สถานสำหรับผู้ล่วงลับ และเป็นสถานที่ที่คนเป็นใช้ติดต่อกับคนตาย แม้ว่าซากศพของพวกเขาจะถูกเก็บไว้ในที่อื่นก็ตาม เพราะหินมีความคงทนและไม่เปลี่ยนแปลง เปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งความคงอยู่เป็นนิรันดร์ของบรรพชน ในขณะที่สสารที่เป็นอินทรียธาตุ จะเสื่อมสลายไปเหมือนกับชีวิตที่ย่อมต้องมีการตายจาก
ส่วนพื้นที่ที่ไม่มีหินก้อนใหญ่ จะมีการนำเอาไม้เนื้อแข็งที่สุดมาใช้สร้างอนุสรณ์สถานสำหรับบรรพชนและสุสาน ประเพณีนี้ยังคงเข้มแข็งในชนบทของมาดากัสการ์ แต่ถูกลดความสำคัญลงในเมืองต่างๆ นับตั้งแต่ศาสนาคริสต์เข้ามาในปี พ.ศ.2413 เลยทีเดียว
แน่นอนว่า ความทนทานของหินมักเป็นสัญลักษณ์ของความคงทนหลังความตาย ในวัฒนธรรมอื่นๆ ด้วย
ดังที่พบในประเพณีการสร้างป้ายหินหลุมฝังศพ (tombstone) ของชนชาวยุโรป แต่หินก็อาจไม่ได้มีลักษณะเชิงสัญลักษณ์อย่างนี้อย่างเป็นสากลไปในทุกวัฒนธรรมเสียทีเดียว เช่นเดียวกับการใช้หินเป็นสื่อกลางการติดต่อกับบรรพชนผู้ล่วงลับด้วย
ดังนั้น คงจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่าที่จะค่อยๆ พิจารณาตามเงื่อนไขของแต่ละวัฒนธรรม
ควรสังเกตด้วยว่า เกาะมาดากัสการ์นั้นตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา โดยชนพื้นเมืองดั้งเดิมส่วนใหญ่สืบสายมาจากชาวแอฟริกันตะวันออก และผู้คนที่โยกย้ายมาจากเกาะบอร์เนียว ซึ่งปัจจุบันจัดอยู่ในเขตประเทศอินโดนีเซียเป็นหลัก อันเป็นพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยสิ่งปลูกสร้างในวัฒนธรรมหินตั้งด้วยเช่นกัน
จึงเป็นไปได้ที่การสร้างหินตั้งในพื้นที่หมู่เกาะในภูมิภาคอุษาคเนย์นั้น จะมีพื้นฐานความคิดในทำนองนี้ด้วย
ดังจะเห็นได้จากการที่มีหินตั้งที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในพิธีศพของหัวหน้าเผ่า หรือชุมชน เช่น หินตั้งบนเกาะนีอาส (Nias Island) ประเทศอินโดนีเซีย ที่บรรจุกะโหลกของหัวหน้าเผ่าอยู่ภายใน
และก็เป็นไปได้อีกด้วยว่า อาจมีความเชื่อโบราณทำนองอย่างนี้ ในพื้นที่ต่อเนื่องกันอย่าง อุษาคเนย์ ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่ ดังจะเห็นได้ว่า แหล่งหินตั้งบางแห่งนั้นเกี่ยวข้องกับพิธีศพ โดยเฉพาะประเพณีการฝังศพครั้งที่ 2 (secondary burial, คือประเพณีการจัดการกับศพที่เคยถูกฝัง หรือเผาไปในเบื้องต้นแล้ว) โดยมีแหล่งหินตั้งที่มีหลักฐานอย่างนี้
อันเป็นที่ยอมรับและรู้จักกันดีอย่าง ทุ่งไหหิน เมืองเชียงขวาง ประเทศลาว เป็นต้น
เอาเข้าจริงแล้ว ประเพณีการสร้างหินตั้งขึ้น เพื่อใช้เป็นสุสาน หรืออนุสรณ์สถานถึงบรรพชน เช่นเดียวกับสโตนเฮนจ์นั้น ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นสากลเป็นอย่างมาก
นักมานุษยวิทยาชาวเยอรมัน ผู้สนใจในการศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์อย่าง โยฮันเนส มาริงเงอร์ (Johannes Maringer, พ.ศ.2445-2524) ได้เคยเสนอเอาไว้ในงานชิ้นคลาสลิกของเขาที่มีชื่อว่า “The Gods of Prehistoric Man” (อาจแปลเป็นไทยได้ว่า เหล่าเทพเจ้าของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเป็นภาษาเยอรมัน ตั้งแต่เมื่อเรือน พ.ศ.2499 แล้วว่า มนุษย์โบราณในยุโรปนั้นได้มีประเพณีการบูชาผีบรรพชนมาอย่างน้อยก็ตั้งแต่ในยุคหินกลาง คือช่วงระหว่างราว 11,600-6,000 ปีที่แล้ว
แน่นอนว่า เขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง “หิน” กับ “ผีบรรพชน” เอาไว้เช่นกัน
มาริงเงอร์ได้เปรียบเทียบหินเขียนสีที่เรียกว่า “ชูริงกา” (Churinga หรือบางทีสะกดว่า Tsuringa หรือ Tsiraunga) ของพวกอะบอริจิน (Aborigine) ทางตอนกลางของออสเตรเลีย และในเกาะแทสเมเนีย (Tasmania) ที่อยู่ติดกัน ว่าอาจเทียบได้กับกลุ่มหินเขียนสี (painted pebble) ในวัฒนธรรมอซิลเลียน (Azilian) ที่กระจายตัวอยู่ในแถบแคว้นฟรังโก-กันตาเบรีย (Franco-Cantabria region) ที่ครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส และแคว้นกันตาเบรียทางตอนเหนือของสเปน ที่มีอายุอยู่ในช่วง 12,500-10,000 ปีที่แล้ว
(ที่จริงแล้วคำว่า “Aborigine” โดยรูปศัพท์ แปลตรงตัวว่า ชนพื้นเมืองโดยทั่วไป โดยในกรณีของพื้นที่ทวีปออสเตรเลีย เป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชนเผ่าพื้นเมือง ที่มีมาก่อนการรุกรานของชาวยุโรปเป็นการเฉพาะได้ แต่ในบางกรณีคำนี้อาจแปลว่า สัตว์ หรือพืชพื้นเมืองได้ด้วย ในปัจจุบันการใช้คำนี้เรียกชนพื้นเมืองในออสเตรเลีย ในโลกภาษาอังกฤษจึงถูกมองว่าไม่เหมาะสม และมักจะใช้คำว่า ‘Aboriginal’ หรือ ‘Indigenous Australians’ แทน อย่างไรก็ตาม สองคำนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักแพร่หลายในสังคมไทย ในที่นี้จึงขอใช้คำว่า อะบอริจิน ตามอย่างที่คุ้นเคยกันในสังคมไทยไปก่อน)
หินชูริงกา ของชาวอะบอริจินในออสเตรเลียนั้น ทำมาจากหินกรวดแม่น้ำ (pebble) เช่นเดียวกับหินเขียนสี ที่พบในวัฒนธรรมอซิลเลียน แต่หลายที่ก็ทำจากไม้รูปทรงรี ที่นำมาขัดเงา ความหมายตามรูปศัพท์ของชื่อเรียกหินดังกล่าว ในภาษาอรันทา (Aranda บางทีสะกดว่า Arunta, Arrarnta หรือ Arrernte) ของกลุ่มชนอะบอรินจินทางตอนกลางของทวีปออสเตรเลียนั้น มีความหมายว่า ‘ศักดิ์สิทธิ์’ และถูกใช้ในพิธีกรรมของชนพื้นเมืองเหล่านี้อย่างหลากหลาย
โดยบางครั้งใช้เป็นเครื่องดนตรีทำนองเดียวกับบูลโรเรอร์ (Bullroarer, เครื่องดนตรีโบราณ ที่สร้างเสียงด้วยการหมุนแผ่นไม้ที่ผูกติดกับเชือกในอากาศ มักใช้ในพิธีกรรม), บางครั้งใช้ที่ภาพเขียนบนพื้นดินศักดิ์สิทธิ์, ใช้ที่เสาพิธีกรรม, ใช้ในเครื่องประดับศีรษะในพิธีกรรม, ใช้ในการสวดศักดิ์สิทธิ์ และใช้ที่พิธีในเนินดินศักดิ์สิทธิ์ เป็นต้น
ที่สำคัญก็คือ มาริงเงอร์ได้อ้างไว้ด้วยว่า “หินชูริงกา” นั้น ถูกนับถือในฐานะ “…การปรากฏเป็นรูปร่าง (embodiment) ของผู้วายชนม์ ผู้ซึ่งจิตวิญญาณและคุณลักษณะจะถูกส่งทอดไปยังผู้ถือครอง (หินชูริงกา) ในปัจจุบัน…”
โดยแต่ละเผ่าในเขตพื้นที่อรันทานั้น จะมีสถานที่จัดเก็บหินชูริงกาของบรรพชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิงรวมกันเอาไว้ โดยบางทีก็จะเก็บรวบรวมเอาไว้ในถ้ำ เป็นต้น แน่นอนว่า มาริงเงอร์นั้นเห็นว่า หินเขียนสี ที่พบอยู่ในวัฒนธรรมอซิลเลียน ช่วงยุคหินกลางของยุโรปนั้น ก็คงมีลักษณะทางความเชื่อเป็นหินที่บรรจุพลังของบรรพชนเอาไว้ ในทำนองเดียวกับหินชูริงกานี้เอง
มาริงเงอร์ยังได้อ้างงานของนักธรรมชาติวิทยาชาวสวิตเซอร์แลนด์อย่าง ฟริตซ์ ซาราซิน (Fritz Sarasin, พ.ศ.2402-2485) ที่สำรวจพบหินเขียนสีในวัฒนธรรมอซิลเลียน จำนวน 133 ก้อน ที่ถ้ำเบียร์เส็ก (Birseck cave) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยหินเหล่านี้ทั้งหมดถูกทุบให้แตก ซึ่งซาราซินสันนิษฐานเอาไว้ว่า คล้ายกับเป็นการทำลายรูปเคารพทางศาสนา (iconoclasm) หรือการทำลายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าที่ครอบครองถ้ำแห่งนี้มาก่อนในยุคหินกลาง โดยผู้ที่เข้ามาครอบครองกลุ่มใหม่ในยุคหินใหม่ ซึ่งไม่ได้นับถือบรรพชนร่วมกัน
ถ้าหากข้อสันนิษฐานของมาริงเงอร์นั้นถูกต้อง “หิน” ก็คือที่สถิตของพลังชีวิตของบรรพชน ตามความเชื่อของผู้คนในยุโรปมาก่อนที่จะสร้างสโตนเฮนจ์แล้ว ดังนั้น จึงไม่แปลกอะไรที่ข้างใต้หลุมออเบรย์ที่สโตนเฮนจ์นั้น จะมีกระดูกมนุษย์ถูกฝังอยู่ (มีต่อ)
