Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.facebook.com/bintokrit
คดีเด็กเผาหมาที่เกาะคา
เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา มีข่าวน่าตกใจอยู่ข่าวหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นใกล้ตัวผมมาก เนื่องจากสถานที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากที่ทำงานผมไปเพียง 13 กิโลเมตรเท่านั้น
นั่นคือ ข่าวเด็กวัยรุ่น 3 คน อายุเพียงแค่ 14 ปี รุมทำร้ายสุนัขพิการตัวหนึ่งด้วยการเผาทั้งเป็นคาห้องน้ำวัดพระธาตุลำปางหลวง อ.เกาะคา ปูชนียสถานสำคัญของลำปาง
โดยเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจากมูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ ซึ่งรายงานเหตุการณ์ผ่านทาง facebook ชื่อบัญชีว่า มูลนิธิวอชด็อก ไทยแลนด์ Watchdog Thailand Foundation – WDT เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม
โดยโพสต์คลิปพฤติการณ์ของเด็กวัยรุ่นทั้ง 3 คนที่กระทำทารุณกรรมสุนัขจรจัดตัวหนึ่ง พร้อมกับข้อความบรรยายว่า
“เด็กอายุ 14 จับหมาพิการเผาทั้งเป็นในห้องน้ำ เจ้าหน้าที่มูลนิธิในจังหวัดลำปางได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีเด็กชายอายุเพียง 14 ปี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่ อ.เกาะคา จ.ลำปาง ได้ก่อเหตุโหดร้าย จับหมาพิการเผาทั้งเป็นในห้องน้ำ เปลวไฟลุกไหม้ไปทั่ว ก่อนจะนำซากไปโยนทิ้งน้ำอย่างเลือดเย็น นี่ไม่ใช่เพียงการทำร้ายสัตว์ แต่เป็นสัญญาณอันตรายของปัญหาพฤติกรรมรุนแรงที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่มูลนิธิได้เข้าแจ้งความต่อ สภ.เกาะคา และประสานให้ตำรวจติดตามตัวเด็ก พร้อมผู้ปกครอง มาที่สถานีตำรวจเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยกรณีนี้เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 แม้ผู้ก่อเหตุจะยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่กฎหมายกำหนดให้ต้องเข้าสู่กระบวนการคุ้มครองและปรับพฤติกรรมอย่างเข้มงวด”
ตามลิงก์ https://web.facebook.com/share/v/1RQiUAeGyo/
ในช่วงท้ายของโพสต์ ทางมูลนิธิยังได้กล่าวแนะนำเป็นการปิดท้ายด้วยว่า
“ฝากเตือนผู้ปกครองและครู พฤติกรรมรุนแรงต่อสัตว์อาจพัฒนาไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อคน ต้องเฝ้าระวัง สังเกต และแก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ สัตว์ทุกชีวิตมีหัวใจ พวกมันไม่ควรต้องตายอย่างทรมานเพราะความสนุกหรืออารมณ์ชั่ววูบของใคร”
กรณีนี้ถือเป็นข่าวสยดสยองที่สร้างความตกตะลึงให้ผู้คนที่ได้รับรู้เรื่องราวเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคนรักสัตว์และชาวลำปางที่ทราบเหตุการณ์ ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นคดีความที่ส่งผลต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเร่งสืบสวนสอบสวนคดีนี้ให้คืบหน้าโดยเร็ว
แต่อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ายังไม่มีความคืบหน้ามากนัก
คาดการณ์ว่าสุนัขเคราะห์ร้ายตัวนี้น่าจะตายแล้ว ข่าวล่าสุดที่ปรากฏออกมาก็คือ ความพยายามในการตามหาสุนัขตัวนี้แต่ก็ยังหาไม่พบ เนื่องจากผู้กระทำผิดอ้างว่าสุนัขยังไม่ตาย ซึ่งในความเป็นจริงก็ยากที่สุนัขเคราะห์ร้ายจะรอด เพราะเป็นสุนัขพิการที่ไม่สามารถเดินหรือวิ่งหนีภัยได้
นอกจากนี้ ผู้กระทำผิดยังปิดประตูขังสุนัขเอาไว้ในห้องน้ำหลังจากที่จุดไฟเผาไปแล้ว
คำให้การที่ว่าสุนัขยังไม่ตายและหนีไปได้ จึงมีโอกาสเป็นเพียงข้ออ้างแก้ตัวเพื่อให้พ้นผิดหรือผ่อนหนักเป็นเบา เสียมากกว่าข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่สารภาพมาตามความเป็นจริง
ที่ร้ายยิ่งไปกว่านั้นคือ มีการส่งข้อความจากผู้กระทำผิดไปข่มขู่ผู้ที่ทำการโพสต์หรือแชร์ข่าวที่เกิดขึ้นอีกด้วย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอุปนิสัยใจคอ วุฒิภาวะ และอารมณ์ความรู้สึกของผู้ก่อเหตุได้ว่าเป็นอย่างไร โดยประชาชนที่ถูกข่มขู่คุกคามได้แจ้งเรื่องไปที่มูลนิธิวอชด็อกฯ
ทำให้ในวันที่ 15 สิงหาคม มูลนิธิได้โพสต์ภาพหน้าจอที่มีการข่มขู่พร้อมแคปชั่นบรรยายว่า “เด็ก 14 ไม่สำนึก ส่งข้อความขู่ประชาชนผู้โพสต์และแชร์ จะไปกระทืบถึงบ้าน WDT ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนหลายคนได้รับข้อความข่มขู่จากการโพสต์และแชร์กรณีเผาหมาพิการทั้งเป็น พร้อมให้ประชาชนที่ได้รับการข่มขู่ไปแจ้งความที่ สภ.เกาะคา ลำปาง”
ดูท่าว่านอกจากเยาวชนกลุ่มนี้จะไม่ได้สำนึกผิดต่อสิ่งที่กระทำแล้ว และไม่ได้มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงเฉพาะต่อสัตว์เท่านั้น แต่ยังมีต่อมนุษย์ด้วยกันเองอีกด้วย
ท่าทีเช่นนี้เป็นสัญญาณที่บ่งบอกอย่างชัดเจนถึงความรุนแรงที่ก่อตัวขึ้นในจิตใจอย่างเต็มที่แล้ว แม้บุคคลเหล่านี้จะยังอยู่ในช่วงเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มก็ตาม
นอกจากเด็กทั้งสามจะถูกแจ้งความข้อหาทารุณกรรมสัตว์แล้ว ยังมีความผิดในข้อหาอื่นอีกด้วย เช่น วางเพลิง ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ฯลฯ ตามที่มูลนิธิวอชด็อกฯ ได้รายงานในเวลาต่อมาว่า
“WDTแจ้งความเพิ่มข้อหาหนัก วางเพลิงทำลายทรัพย์สิน ข้อหาทารุณกรรมสัตว์อย่างเดียวมันน้อยไปสำหรับความโฉดชั่วของเด็กทั้งสามคน WDT จึงมอบหมายเจ้าหน้าที่มูลนิธิวอชด็อก ลำปาง เข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มในข้อหาวางเพลิงและทำลายทรัพย์สิน ขอให้ศาลสั่งเอาตัวเข้าสถานพินิจฯ ให้ได้ ข้อหาวางเพลิงถือเป็นคดีอาญาแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 217-221 คดีอาญาแผ่นดิน หมายถึง ความผิดที่กระทบต่อสังคมและความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวระหว่างบุคคล ลักษณะนี้ใครก็สามารถแจ้งความได้ แม้จะไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง เพราะถือว่ารัฐมีหน้าที่ดำเนินคดีแทนสังคม ตำรวจต้องรับเรื่องและดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนทันที ไม่สามารถปฏิเสธได้ โดยเฉพาะในกรณีวางเพลิงเผาทรัพย์ของผู้อื่น หรือวางเพลิงจนทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือเสียชีวิต โทษจะร้ายแรงมาก และเป็นความผิดที่ไม่มีการยอมความให้จบได้ง่ายๆ”
ส่วนข้อหาทำลายทรัพย์สินนั้นทางมูลนิธิได้ระบุว่า
“สำหรับข้อหาทำลายทรัพย์สิน ถ้ามีคนไปทำลายทรัพย์สินในวัด ประชาชนสามารถเข้าแจ้งความได้ และถือเป็นคดีอาญาแผ่นดินเช่นกัน เพราะทรัพย์สินของวัดถือเป็นทรัพย์สินสาธารณะหรือทรัพย์สินของศาสนสถาน ซึ่งกฎหมายคุ้มครองเป็นพิเศษ เหตุผล การทำลายทรัพย์สินของวัดเข้าข่ายความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ของผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 ถ้าเป็นทรัพย์ของวัดหรือศาสนสถาน อาจเข้ามาตรา 366 ซึ่งโทษหนักขึ้น เพราะวัดเป็นสถานที่สาธารณะเพื่อประโยชน์ของชุมชน จึงถือเป็นคดีอาญาแผ่นดินที่รัฐมีหน้าที่ดำเนินคดีไม่ว่าผู้เสียหายโดยตรงจะเป็นใคร”
จะเห็นได้ว่ากรณีที่เกิดขึ้นนี้ ผู้กระทำความผิดใช้ห้องน้ำของวัดพระธาตุลำปางหลวงเป็นที่ก่อเหตุ
ดังนั้น มูลนิธิจึงเห็นว่าเข้าข่ายมาตรา 366
การรุมเผาหมาพิการทั้งเป็นคาห้องน้ำวัดอันเป็นปูชนียสถานสำคัญของประเทศ แล้วถ่ายคลิปวิดีโอมาเผยแพร่ต่อทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก แถมยังไปข่มขู่ผู้ที่โพสต์ข่าวและแชร์ข่าวอีกหลายคน เป็นพฤติกรรมที่อำมหิตอย่างยิ่งจนเกินขีดที่สังคมจะยอมรับได้
ทว่า การกระทำผิดเช่นนี้มีโอกาสที่จะได้รับโทษอย่างบางเบา เนื่องจากผู้ต้องหามีอายุไม่เกิน 15 ปี จึงยังอยู่ภายใต้กฎหมายเยาวชนซึ่งมุ่งเน้นไปที่การคุ้มครองสิทธิและสวัสดิภาพของเด็ก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด เสียมากกว่าเน้นลงโทษสถานหนักให้เกิดความเกรงกลัวหรือหลาบจำ
แม้กฎหมายเยาวชนจะเป็นไปด้วยเจตนารมณ์ที่ดีด้วยการเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้พลั้งเผลอได้เรียนรู้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นก็ตาม
แต่ด้วยช่องโหว่ของกฎหมายเช่นนี้จึงถูกสังคมตั้งคำถามมากมายว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่กฎหมายเยาวชนต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุงให้เหมาะสม
เพราะคดีนี้ไม่ใช่คดีแรกที่เป็นเหตุรุนแรงสะเทือนขวัญที่เกิดจากเยาวชน แต่เป็นคดีล่าสุดท่ามกลางคดีอาชญากรรมจากเด็กและเยาวชนจำนวนมากในยุคสมัยนี้
ประเด็นของการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าว เช่น ควรเพิ่มบทลงโทษแก่กรณีที่แน่ชัดว่ามีพฤติการณ์รุนแรงมากหรืออำมหิตผิดมนุษย์มนาอย่างชัดแจ้งหรือไม่ ควรปรับเปลี่ยนช่วงวัยต่างๆ ให้เหมาะสมกับกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันหรือไม่ เพราะเทคโนโลยีและสื่อยุคดิจิทัลอาจทำให้เยาวชนในสมัยปัจจุบันมีพฤติกรรมที่แตกต่างกับอดีต การกำหนดขอบเขตของแต่ละช่วงวัยจึงควรแก้ไขให้เข้ากับโลกของความเป็นจริง เป็นต้น
คดีนี้ยังดำเนินต่อไปและไม่ทราบว่าจะจบลงอย่างไร เช่นเดียวกับอนาคตของกฎหมายเยาวชนที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะคงไว้เหมือนเดิม หรือว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องทบทวนเพื่อทำการปรับแก้อย่างจริงจัง
