บทความในประเทศ
เต็ม 39
ย่าง 40 กะรัต
Life Begins
at Forty
ใกล้เข้ามาแล้ว “29 สิงหาคม” วันชี้ชะตาอนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
จะว่าเป็นการนับถอยหลังอย่าง “ลุ้นระทึก” ก็คงได้ เพราะคำตัดสินครั้งนี้เป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย และคนการเมืองตระกูลชินวัตรว่าจะไปต่อแบบใด
แต่จะบอกว่าเป็นการ “ลุ้นระทึกอย่างน่าตกใจ” เพราะไม่เคยเจอมาก่อนก็คงไม่ใช่
เพราะตามสถิติ เหยื่อทางการเมืองของ “สภาวะนิติสงคราม” รอบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คนที่ตกเป็นเป้าและโดนกระทำอย่างหนักหนาสาหัสมาแล้วหลายครั้งหลายครา ก็คือ “ตระกูลชินวัตร” นั่นเอง
นอกจากการเมืองเดือนสิงหาคม-กันยายนนี้จะเป็นตัวตัดสินอนาคตทางการเมือง น.ส.แพทองธาร ช่วงเวลานี้ยังเป็นเวลาสำคัญชี้ชะตาชีวิตโทษทางอาญาของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อเนื่องกันเลยทั้งคดี 112 ตามด้วยศาลฎีกานัดฟังการตัดสินกรณีป่วยทิพย์ชั้น 14
แม้จะเสี่ยงติดคุกด้วยกันทั้ง 2 กรณี แต่ดูจากไทม์ไลน์เหตุการณ์ระหว่าง “การให้การ” ว่ากันว่าคดีแรกแค่เสียวนิดๆ หน่อยๆ แต่กรณีหลังนั้นเสียวแบบจริงจัง ดังนั้น ทักษิณจึงลุ้นระทึกยิ่งกว่าลูก
ขณะที่จังหวะของรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยก็ไม่ดีเอามากๆ เป็นห้วงเวลาที่คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยตกต่ำแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเฉพาะหลังเกิดกรณีปัญหากับกัมพูชาและกรณีคลิปเสียง ยิ่งทำคะแนนความไว้เนื้อเชื่อใจรัฐบาลต่ำลงไปอีก
ร้ายที่สุดชนิดที่ว่าแทบไม่สนใจหลักการถูกผิดกันแล้ว คือกระแสนิยมคนเครื่องแบบสีเขียวพุ่งกระฉูด อยากให้คนเครื่องแบบเข้ามาทำหน้าที่ด้านความมั่นคงทั้งหมดแทนนักการเมืองจากการเลือกตั้งก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งนานไปยิ่งน่าห่วง
ฉากทัศน์ทางการเมือง หากผลตัดสินออกมา “เป็นบวก”
1. น.ส.แพทองธารเป็นนายกฯ ต่อ รัฐบาลเพื่อไทยเดินหน้าบริหารประเทศด้วยความหวังฟื้นฟูศรัทธาทางการเมือง รีบผลักดันนโยบายทางเศรษฐกิจที่ทำได้ทันทีให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
แต่ก็จะเจอปัญหาตามมาอีกเพียบ เพราะรัฐบาลเพื่อไทยวันนี้ดำรงสถานะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ความศรัทธาทางการเมืองเบาบาง เสียงสนับสนุนจากสังคมก็ร่อยหรอ กระแสนิยมทหารเป็นกราฟพุ่งขึ้นสวนทางกับกระแสนิยมนักการเมืองจากเลือกตั้งที่เป็นกราฟพุ่งลง
ดังนั้น ต่อให้รอดจากศาลรัฐธรรมนูญไป น.ส.แพทองธารในฐานะนายกฯ ก็ไปต่อยาก ยังไม่นับต้องเจอม็อบใหญ่ฝ่ายอนุรักษนิยมลงถนนประท้วงเพิ่มขึ้นอีก จากที่ประเดิมลงถนนมาแล้ว 2 ครั้ง คนก็มาร่วมหนาตา
เพื่อไทยก็เข้าใจสถานการณ์นี้ดี จึงขยับเดินเกมเร็วในหลายเรื่องช่วงนี้ เช่น กรณีการขยับทางการเมืองของนายภูมิธรรม เวชยชัย รมว.มหาดไทย ที่เปิดเกมรุกรวดเร็ว จัดระเบียบโครงสร้างในกระทรวงคลองหลอด กระชับอำนาจ “เครือข่ายสิงห์สีน้ำเงิน” เร่งย้ายผู้ว่าฯ ผู้บริหารระดับสูง เดินเกมรุกชิงคืนพื้นที่เขากระโดง ทำลายกล่องดวงใจของ “ตระกูลชิดชอบ”
เป็นที่รู้กันว่ากลไกมหาดไทยสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้ง การขยับของนายภูมิธรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเดินหน้าปูทางไปสู่การต่อสู้ในสนามเลือกตั้งครั้งใหม่ ทั้งหมดเพื่อรองรับเส้นทางการเมืองจากนี้ของพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าคำตัดสิน 2 พ่อลูกตระกูลชินวัตร จะออกมาแบบใด
2. กรณีที่ น.ส.แพทองธารรอดจากคำตัดสิน แต่วิเคราะห์แล้วว่าไปต่อยาก ก็เป็นไปได้ว่าอาจเลือกเส้นทางการ “ลาออก” เปลี่ยนให้นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกฯ ลำดับที่ 3 เข้ามาเป็นนายกฯ คนใหม่
กรณีนี้หากถอยหลังกลับไปมองภาพรวมการเมืองทั้งหมด จะพบว่าบริบทการเมืองเช่นนี้ การเปลี่ยนตัวนายกฯ เป็นนายชัยเกษมก็ทำได้เพียงการซื้อเวลาออกไปช่วงหนึ่ง ปัญหาและวิกฤตที่รุมล้อมประเทศอยู่เวลานี้ จะยิ่งสร้างความกดดันมาที่รัฐบาล ขณะที่รัฐบาลเองก็มีเสถียรภาพอ่อนแอ เครื่องไม้เครื่องมือไม่เอื้อให้รัฐบาลใหม่ขับเคลื่อนประเทศต่อ
แต่ถ้าไม่รอด ผลการตัดสินออกมา “เป็นลบ”
1. ฉากทัศน์ที่เป็นไปได้มากที่สุดในเงื่อนไขปัจจุบันคือ การตั้งรัฐบาลใหม่ เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลเดิมโหวตให้นายชัยเกษมเป็นนายกฯ
แต่รัฐบาลใหม่ก็ไม่ง่าย ต้องเหนื่อยกับการเจอการต่อรองอย่างหนักจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ถืออำนาจต่อรองไว้สูงยิ่ง
ในสภาพที่รัฐบาลเพื่อไทยเพิ่งเจอพายุนิติสงครามเล่นงานนายกฯ 2 คนติด ยิ่งทำให้สังคมอดคิดไม่ได้ว่าคนที่ 3 จะรอดหรือ?
แน่นอนว่าประเทศจะยิ่งเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นทางการเมือง ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ โอกาสการพัฒนา การลงทุน การพัฒนาทางการเมืองเกิดชะงัก ปัญหาจากรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำส่งผลให้การบริหารงานของรัฐบาลสะดุด ยิ่งนานยิ่งเสียโอกาสประเทศ
ที่น่ากังวลที่สุดคือ การพุ่งขึ้นของกระแสต้านนักการเมืองจากการเลือกตั้งในปัจจุบัน วันนี้ไปไกลขนาดได้เห็นอดีตแกนนำเคลื่อนไหวทางการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยมออกมาขยับทางการเมืองอย่างหนัก เช่น การกล่าวชมแม่ทัพภาค 2 เฉพาะด้านการใช้กำลัง เพื่อดิสเครดิตกองทัพหน่วยอื่นที่พยายามใช้หนทางอื่นในการแก้ปัญหากับกัมพูชา เป็นต้น
หนทางนี้จึงไม่ได้ง่ายเลยสำหรับเพื่อไทย
2. เลือกจัดตั้งรัฐบาลใหม่โดยสลายขั้วรัฐบาลเดิม ใช้วิธีการเจรจาตั้งรัฐบาลใหม่เพื่อร่วมกันรักษาระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย
หนทางนี้ก็เป็นไปได้ยาก เพราะสีน้ำเงินไม่น่าจะมาร่วมกันอีกได้ เช่นเดียวกับค่ายสีส้ม ที่แม้จะมีอุดมการณ์คล้ายกันบ้างแต่ก็ต้องมาด้วยเงื่อนไขทางการเมืองบางอย่างที่พรรคเพื่อไทยคงไม่อาจให้ได้ การมาร่วมของสีส้มจึงยากยิ่ง
3. การโหวต พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยังดำรงตำแหน่งเป็นแคนดิเดตนายกฯ พรรครวมไทยสร้างชาติ หนทางนี้ก็เป็นไปได้ หากวิเคราะห์ตามไทม์ไลน์ดีลรัฐพันลึกที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง หากเพื่อไทยยอม ระบบการเมืองเดิมก็ประคองตัวเองไปสู่การเลือกตั้งใหม่ได้โดยไม่ต้องยุบสภา
ข้อดีก็คือ ผู้ชุมนุมกลุ่มอนุรักษนิยมสงบลง อย่างน้อย พล.อ.ประยุทธ์ก็เป็นทหาร มีความน่าไว้วางใจเรื่องความมั่นคงมากกว่าการนำของรัฐบาลเพื่อไทย (ยกเว้นฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่งที่ตอนนี้เริ่มออกมาประกาศจุดยืนว่า ไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะรู้เห็นกับสมเด็จฮุน เซน)
แต่ข้อเสียของหนทางนี้ก็คือ เพื่อไทยจะได้ชื่อว่าเป็นคนนำผู้ทำรัฐประหารปี 2557 กลับมาเป็นผู้นำฝ่ายบริหารประเทศอีกครั้ง จะเป็นปมด้อยอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งหน้า
4. ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่ เป็นการเริ่มเกมใหม่ด้วยการกลับไปหา “สัญญาประชาคม” จากประชาชน หนทางนี้ยังได้ชื่อว่ายอมฝ่าวิกฤต-รักษาพื้นที่ประชาธิปไตยไว้ แต่ก็เป็นไปได้ยาก ไม่มีใครอยากยุบสภาตอนตัวเองกำลังเผชิญวิกฤตศรัทธา
แน่นอนว่า โลกแห่งความจริงไม่ง่ายแบบนี้ เพื่อไทยอาจเล่นเกมต่ออายุตัวเองเล็กน้อย เพื่อปูทางสู่การเลือกตั้งและหาทางลงทางการเมืองที่ดีกว่าเดิม
เช่น หากรอด ก็ให้ น.ส.แพทองธารอยู่ต่ออีกหน่อย แล้วค่อยยุบสภา เมื่อถึงจังหวะที่ดี หรือถ้า น.ส.แพทองธารไม่รอด ก็เดินหน้าโหวตนายชัยเกษมขึ้นมาเป็นนายกฯ ต่อ จากนั้นจึงวางไทม์ไลน์การทำงาน แล้วเดินหน้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ได้เช่นกัน
29 สิงหาคม 2568 จึงเป็นวันสำคัญตัดสินชะตาชีวิตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร แถมยังเป็นช่วงเดือนวันเกิดอายุ 39 ปี คือวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิดที่ น.ส.แพทองธารต้องขึ้นให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญกรณีคลิปลับฮุน เซน พอดีจึงเป็นการฉลองวันเกิดที่ไม่ชื่นมื่นเท่าใดนัก
จากนี้ต่อไปอะไรก็เกิดขึ้นได้ คนที่รู้ดีที่สุดว่าเส้นทางการเมืองควรเป็นอย่างไรคือ น.ส.แพทองธารเอง
วิเคราะห์กันว่าหาก น.ส.แพทองธารเลือกลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม ก็เพราะคงรู้ชะตากรรมดีว่าผลการตัดสินจะเป็นเช่นไร
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับกระแสนายกฯ ลาออกหนาหูขึ้นมาก พอๆ กับข่าวลือตัวเลข 5 ต่อ 4 ว่าอาจจะได้ไปต่อ ทำให้ความไม่แน่นอนมีสูงยิ่ง
การเมืองในวัยย่างเข้าสู่อายุ 40 ของ น.ส.แพทองธาร ชวนให้นึกถึงวลีดังของโลกตะวันตกที่ว่า “ชีวิตเริ่มต้นเมื่ออายุสี่สิบ-Life Begins at Forty”
ความหมายก็คือ อายุ 40 ปี เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต คือเป็นช่วงเวลาที่หลายคนอาจจะเริ่มมองหาการเปลี่ยนแปลงในชีวิต อาจเป็นช่วงเวลาที่สามารถมีความสุขและประสบความสำเร็จได้มากขึ้น เนื่องจากมีภาระหน้าที่และความรับผิดชอบน้อยลง จากช่วงวัยแห่งการแสวงหาตัวตนและทำงานหนัก
การเมือง 1-2 เดือนข้างหน้านี้ก็เป็นจุดเปลี่ยนของ น.ส.แพทองธารเช่นกัน
ชีวิตจริงๆ ของ น.ส.แพทองธารอาจเริ่มขึ้นหลังจากนี้ในวัยย่าง 40 ก็เป็นได้ คือจะได้ไปต่อในฐานะ ‘นายกรัฐมนตรี’ หรือจะต้อง ‘กลับบ้าน’ อย่างช้ำๆ คือสิ่งที่จะต้องติดตามต่อไปว่าเธอจะเผชิญชะตากรรมอย่างไร
อีกไม่กี่วันก็จะได้รู้!!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
