การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
ความหลงผิดว่าบุคคลใกล้ชิดถูกแทนที่ด้วยตัวปลอม เรียกว่า Capgras’s syndrome รายงานครั้งแรกเมื่อปี 1923
หนังสือการ์ตูนของเท็ตซึกะ โอซามุ มีวางตลาดใหม่อีกเล่มหนึ่งชื่อ I.L คำว่า I.L บังหน้าอกหน้าใจของหญิงสาวผมแดงคนหนึ่งพอดี พร้อมคำโปรยว่าเป็นการ์ตูนสำหรับผู้ใหญ่ โอซามุเขียนเป็นตอนๆ ลงในนิตยสารระหว่างปี 1968-1970 ถือเป็นการ์ตูนเรื่องท้ายๆ ในช่วงค้นหาของเขา
คำว่า I.L เกิดจากการเรียงพิมพ์ผิด ที่จริงโอซามุตั้งชื่อว่า I’L ทอนมาจากคำว่า I’ll หรือ I will แปลว่าฉันจะ ฉันจะ… ฉันจะทำอะไร? ครั้นโอซามุพบว่าพิมพ์ไปแล้วก็ตัดสินใจปล่อยเลยตามเลยไว้เป็นปริศนาแบบนั้น หน้าปกภาษาญี่ปุ่นยุคสมัยแรกมีภาพเปลือยบนหน้าปกที่จะแจ้งกว่านี้
เป็นหนังสือแฟนตาซีสยองขวัญ อ่านจนจบเล่มแล้วก็ชวนให้นึกถึงประเด็นที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่งของความเป็นมนุษย์นั่นคือ “เราไม่สามารถมองเห็นตัวเราเอง” จะดีเพียงใดถ้าตัวเราเองสามารถยืนมองตัวเราเองกระทำอะไรกับคนอื่นบ้างหรือถูกกระทำอะไรบ้างจากคนอื่น
งานบนโต๊ะทำงานจิตแพทย์พบผู้ป่วยที่เป็นทุกข์อยู่ทุกวัน พวกเขาเล่าเรื่องพ่อเรื่องแม่ เรื่องคู่สมรส เรื่องลูกๆ เรื่องนายจ้างเพื่อนร่วมงานลูกจ้างลูกค้า พวกเขาสามารถเล่าเรื่องคนอื่นได้เป็นฉากๆ เพราะเหตุที่คนรอบข้างก่อ เขาเล่าเรื่องของตัวเองได้ด้วย แต่ปัญหาคือเรื่องที่ตัวเองเล่ามิได้เกิดจากมุมมองภายนอกแต่เกิดจาก “ตนเอง” มอง “ตัวเอง” อย่างไรเสียมากกว่า
อคติที่เกิดจากการเปลี่ยนมุมมองมิได้นี้ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถเปลี่ยนมุมมองต่อคนรอบข้างด้วย จึงมองพ่อแม่ คู่สมรส ลูกๆ นายจ้างเพื่อนร่วมงานลูกจ้างลูกค้าในแง่ลบซ้ำๆ อยู่ฉะนั้น
จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถยืนอยู่แถวนั้นแล้วมอง “ตัวเอง” เหตุการณ์อาจจะเปลี่ยนแปรไปอย่างนึกไม่ถึงเลยทีเดียว

การ์ตูนเปิดเรื่องด้วยข่าวมนุษย์เหยียบดวงจันทร์ได้เป็นครั้งแรกเมื่อทศวรรษที่ 60 หลังจากนั้นความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ก็พุ่งขึ้นจุดสูงสุด เป็นพลุแตกกระจายไปทั่วทุกทิศ มนุษย์เข้าสู่ยุคเหตุผลและวิทยาศาสตร์ เห็นเรื่องเวทมนตร์คาถาหรือจิตใจเป็นเรื่องเหลวไหล ยิ่งไปกว่านั้นเวทมนตร์คาถาใดๆ ถูกอธิบายได้ด้วยเคมีและฟิสิกส์ ส่วนจิตใจถูกแทนที่ด้วยสมอง
เสน่ห์ของยุคมืดที่เต็มไปด้วยภูตผีปีศาจจบลงแล้ว
อิมาริ ไดสุเกะ เป็นผู้กำกับหนังเกรดบีตกอับ หนังของเขาไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป ไม่มีนายทุนที่ไหนจ้างเขาสร้างหนัง เขาเดินคอตกไปพบหมอดูหญิงชราหน้าตาท่าทางประหลาดคนหนึ่งชี้ทางให้เขาไปซื้อคฤหาสน์ที่ชานเมืองในราคาถูกไม่น่าเชื่อ
ภรรยาของไดสุเกะผิดหวังตัวเขาเช่นกัน เขาจึงตัดสินใจจะปลีกวิเวกไปที่คฤหาสน์เปล่าเปลี่ยวหลังนั้น คืนนั้นเขาพบท่านเคานต์อลูคาร์ด (Alucard) พร้อมพรรคพวกอสุรกายมากมายหลายเผ่าพันธุ์ “จะให้ผมสร้างหนังหรือ” “มิได้ พวกเราจะให้ท่านสร้างชีวิตจริง” ชีวิตที่มีสีสัน สนุกสนาน น่าเศร้าใจ และสยองขวัญ ชีวิตที่อธิบายไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ “แต่ผมไม่มีทุนอะไร” “ข้าจะให้เครื่องมือท่านไว้ชิ้นหนึ่ง” แล้วท่านเคานต์อลูคาร์ดก็จากไป ไดสุเกะใช้เวลาไม่นานในการใคร่ครวญชื่อ ALUCARD ว่าเขาเคย “เห็น” จากที่ไหน
แล้วเขาก็คิดออก!
เครื่องมือนั้นเป็นโลงศพประดับลวดลายสวยงามใบหนึ่ง เมื่อไดสุเกะเปิดดูจึงพบภรรยาของเขา เขาระเบิดอารมณ์และความผิดหวังใส่เธอทันทีก่อนจะระลึกได้ว่าที่เห็นไม่ใช่ภรรยา เธอน่าจะเป็นหุ่น หรือว่าไม่ใช่ เป็นหญิงสาวเปลือยทรวดทรงงดงามชื่อ ไอเอล (I.L) ไอเอลนอนในโลง เธอสามารถเปลี่ยนร่างเป็นใครก็ได้ เป็นเชพชิฟติ้ง (shape-shifting) นี่ถ้าเป็นเมียจริงๆ เขาไม่ทำแบบนั้นแน่ เพราะเป็นเมียตัวปลอม (imposter) จึงทำได้
หลังจากบทนำร่องนี้แล้วไดสุเกะกับไอเอลเปิดบริษัทรับจ้างปลอมตัว

คดีผีเสื้อกลางคืน
รถคันหนึ่งมาจอดหน้าบ้านหลังหนึ่ง “สวัสดีค่ะ ชั้นคือไอเอล” เจ้าของบ้านเป็นหญิงสาวชื่อชิโฮโกะ “สามีดิชั้นเป็นบ้าไปแล้ว เขาสะสมผีเสื้อกลางคืนจนเต็มบ้าน ตอนแรกสะสมแค่ผีเสื้อสตัฟฟ์ ต่อมาเลี้ยงไข่และตัวอ่อน เขาใช้เวลากับพวกมันทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้สร้างเรือนกระจกขนาดใหญ่เพาะพันธุ์เอง มีหนอนผีเสื้อข้างในเป็นแสนๆ ตัว” ชิโฮโกะยื่นกุญแจบ้านทั้งพวงให้ไอเอล” ดิชั้นทนไม่ไหว ตอนนี้เขาใช้ดักแด้ของผีเสื้อนอนช่วยเหลือตัวเองด้วย” อึ๋ย แล้วชิโฮโกะก็ขับรถออกไป
ไอเอลเดินกลับเข้าในรถ เปิดโลงศพใบนั้น เข้าไปนอนสักครู่แล้วกลับออกมาเป็นชิโฮโกะไม่ผิดเพี้ยน เธอทำตัวเป็นแม่บ้านที่ดีเตรียมอาหารรอสามีกลับบ้าน ตอนที่เขามาถึงบ้านไฟกำลังลุกไหม้เรือนกระจกวอดวาย เขาโมโหเดือดดาลมาก “แกจุดไฟ!” แต่สักครู่ก็เอาน้ำหอมขวดใหม่มาให้ภรรยาใช้
ไอเอลหรือชิโฮโกะตัวปลอมพรมน้ำหอมติดตัว ทันใดนั้นฝูงผีเสื้อก็รุมล้อมเธออย่างน่ากลัว เธอวิ่งหนีผีเสื้อนับพันที่รุมเธอกลับขึ้นรถเข้าไปซ่อนในโลง ทุกอย่างเงียบสงัดถึงยามค่ำคืน
ดึกคืนนั้นชิโฮโกะปีนขึ้นเตียงซุกตัวเข้าใต้ผ้าห่มนอนเคียงข้างสามี เธอขอโทษและโอ้โลมเขา เมื่อผ้าห่มค่อยๆ หลุดลุ่ยเผยร่างท่อนล่างของเธอเป็นของแมลงขนาดยักษ์ นั่นทำให้คุณสามีเป็นบ้าไปเลยจริงๆ ไอเอลเรียกรถพยาบาลมารับในตอนเช้า
“คุณไปด้วย” ไอเอลพูดกับชิโฮโกะตัวจริงที่กลับมา “คุณคือคนจุดไฟเผาเรือนกระจก แล้วตั้งใจป้ายความผิดมาที่ดิชั้น คุณเกลียดตัวเองมากถึงระดับเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับหนอนแมลง”
ชิโฮโกะตัวจริงทนสามีได้เสมอเหมือนสตรีทั่วโลกที่ทนสามีร้ายกาจได้ แต่เป็นเพราะพวกเธอไม่เคยสามารถ “ถอยออกมายืนดูตัวเอง” ว่าตนเองทนทานมากเพียงใด ถูกกระทำมากเพียงใด เป็นครั้งแรกที่ชิโฮโกะตัวจริงรับรู้ว่าสามีมองเธอ “ต่ำกว่าแมลง” มากเพียงใด
ไอเอลใช้ความสามารถของเธอแก้ไขผิดเป็นถูก ชี้ให้ลูกค้าเห็นประเด็นทางศีลธรรมและจริยธรรม เข้าไปพัวพันการเมืองยุคคอมมิวนิสต์ ต่อสู้เพื่อยกระดับคนข้ามเพศ อีกทั้งชวนนักอ่านมองอีกด้านหนึ่งของความรัก เหล่านี้ปรากฏในเรื่องสั้นหลายเรื่องสำหรับภาค 1 แม้ว่าแต่ละเรื่องจะจบในตอนแต่ชะตาชีวิตของผู้กำกับไดสุเกะกำลังค่อยๆ เปลี่ยนไป
ตามที่มีรายงานผู้ป่วย Capgras’s syndrome อาจจะมีอาการหลงผิดต่อวัตถุสิ่งของว่าวัตถุสิ่งของนั้นเป็นของปลอม มิใช่ของชิ้นเดิมของตนเอง

คดีหุ่นโชว์
ไอเอลได้รับโทรศัพท์ลึกลับให้ไปยืนแทนหุ่นโชว์เสื้อผ้าของร้านตัดเสื้อผ้าหรูแห่งหนึ่งในโอซากาตอนตีสาม หุ่นตัวเดิม (Manequin) ถูกพวกขวาจัดในญี่ปุ่นนำไปฝังระเบิด เช้าวันรุ่งขึ้นไอเอลยืนนิ่งๆ ดูชายวัยกลางคนเจ้าของร้านทั้งวันจนเกิดความรู้สึกชอบพอ
วันพรุ่งนี้จะมีสุภาพสตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนหนังสือกับเจ้าของร้านมาพบ เธอเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ และเป็นคนสำคัญของการเจรจาหยุดยิงในเวียดนาม ฝ่ายนิยมสงครามคิดสังหารเธอเพื่อให้สงครามดำเนินต่อไป
เมื่อเวลานัดมาถึง เจ้าของร้านเปลี่ยนใจนาทีสุดท้ายถลันเข้าไปเอาหุ่นโชว์ที่ฝังระเบิดไว้แล้วออกจากพื้นที่จึงถูกระเบิดหนังไหม้เกรียม ไอเอลฝ่ากองไฟเข้าไปประคองเขาไว้จนสิ้นลม นั่นทำให้เธอถูกไฟเผาผลาญไปด้วย แต่เธอกลับเข้าโลงก็สามารถคืนสภาพเดิมได้ไม่ยาก
“ชั้นคิดว่าชั้นมีความรัก” ไอเอลบอกแก่ไดสุเกะ
