หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ
2 ปีกว่า…การเมืองพลิกผัน 8 ตลบ
ตอนจบ…กลับไปเหมือนเดิม
พื้นฐานทางความคิดของคนทั่วไปก่อนการเลือกตั้ง 2566
ส่วนใหญ่ก็คิดว่าพรรคเพื่อไทยคงจะได้ที่ 1
และพรรคก้าวไกลจะได้ที่ 2
และอาจเป็นไปได้ว่าที่ 1 และที่ 2 จะจับมือกันตั้งรัฐบาล
ที่มีถึง 300 เสียง
1.การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคม 2566 พลิกผัน
พรรคก้าวไกลได้ที่ 1 ได้ ส.ส. 151 คน เพื่อไทยได้ 141 คน คะแนนปาร์ตี้ลิสของก้าวไกลคือ 14.4 ล้านเสียง ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 39 คน ของพรรคเพื่อไทยคือ 10.9 ล้านเสียง ได้ ส.ส. 29 คน
การแข่งขันในเขตเลือกตั้งได้ ส.ส.เขตเท่ากันคือ พรรคละ 112 คน
เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ตั้งพรรค (ไทยรักไทย) ที่ไม่ได้ที่ 1
2. วันที่ 13 กรกฎาคม 2566 การตั้งนายกฯ ของพรรคก้าวไกลไม่สำเร็จ ว่าที่นายกฯ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะ ส.ว. 250 คนไม่โหวตให้ นี่ไม่เหนือการคาดหมาย
3. วันที่ 22 สิงหาคม 2566 เวลา 09.00 น. อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามาในประเทศไทยได้โดยมีการเตรียมการติดต่อมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมช่วงเลือกตั้ง แล้วได้กลับมาถือว่าเหนือความคาดหมาย
4. พรรคเพื่อไทยส่งนายเศรษฐา ทวีสิน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี
วันที่ 22 สิงหาคม เช่นกัน เวลาประมาณ 15.00 น. รัฐสภาเปิดให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีหลังจากอภิปรายเวลาประมาณ 17.30 น. ก็มีการโหวต เศรษฐาได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบ 482 เสียง จากจำนวนสมาชิก 728 คน (ส.ว.หนุน)
พรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน ไปตามคาด
5.เวลาผ่านไปไม่ถึงปี รัฐบาลล้ม และพรรคฝ่ายค้านถูกยุบ
วันที่ 7 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล สืบเนื่องจากถูกร้องว่ากระทำการล้มล้างการปกครองฯ และกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองฯ กรรมการพรรคถูกตัดสิทธิ์การเมือง
9 สิงหาคม 2567 พรรคก้าวไกลเปลี่ยนเป็นพรรคประชาชน โดยมีมติให้นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค และนายศรายุทธิ์ ใจหลัก เป็นเลขาธิการพรรค
วันที่ 14 สิงหาคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 5 ต่อ 4 ให้เศรษฐา ทวีสิน พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เนื่องจากมีพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากปมทูลเกล้าฯ แต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทั้งที่พิชิตเคยต้องคำพิพากษาจำคุกหกเดือนฐานละเมิดอำนาจศาล
รัฐบาลล้ม ต้องหานายกฯ ใหม่ ตั้งรัฐบาลใหม่
วันที่ 16 สิงหาคม 2567 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยคะแนนเสียง 319 ต่อ 145 เสียง (ส.ว.ไม่มีสิทธิ์โหวตเลือกนายกฯ)
ตั้งรัฐบาล นายกฯ แพทองธาร พรรคภูมิใจไทยได้กระทรวงมหาดไทย
(สถานการณ์พลิกผัน ย้อนกลับไปตรงกับการคาดเดาในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ก่อนการเลือกตั้ง)
6.การเลือก ส.ว.ระบบใหม่ พลิกผัน กลายเป็น…ฮั้ว เลือก ส.ว.
วันที่ 10 กรกฎาคม 2567 กกต.ประกาศรับรองรายชื่อ ส.ว.จำนวน 200 คน และ ส.ว.สำรองอีก 99 คน ที่เลือกเมื่อต้นเดือนมิถุนายน แม้จะมีคำร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่สุจริตและไม่เป็นธรรม
วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2568 DSI เสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับกรณีฮั้วเลือก ส.ว. 2567 ไว้เป็นคดีพิเศษ โดยให้เหตุผลว่าพบการกระทำความผิดต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม แบ่งหน้าที่กันทำ มีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศในการเตรียมโปรแกรมคำนวณการลงคะแนนออกเป็นโพยฮั้ว เพื่อให้ได้ผลลัพธ์จำนวน ส.ว.ที่ต้องการ
ความหวังที่จะได้ ส.ว.เพื่อประชาชนจบลงทันที
มีผลให้เกิดความไม่เป็นกลางในวุฒิสภา กลับไปคล้ายกับยุค ส.ว. 250 คนที่ถูกแต่งตั้งโดย คสช. ก็ทำงานเพื่อ คสช.
ผลการคัดเลือกครั้งนี้สรุปได้ว่าเป็นการฮั้วกันเพื่อพรรคการเมืองหนึ่งและได้ ส.ว.เกินครึ่งของวุฒิสภา สามารถจะพลิกเกมการเมืองได้ในหลายเรื่องโดยเฉพาะการแต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระ
ความคืบหน้าคดีฮั้ว ส.ว. ล่าสุด 17 กรกฎาคม 2568 คณะกรรมการซึ่งมี กกต. + ดีเอสไอมีมติส่งเรื่องให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณาดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา รวมทั้งสิ้น 229 คน เป็น ส.ว. จำนวน 138 คน และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวมเครือข่ายอีก 91 คน
7.ศึกชิงกระทรวงมหาดไทย…รัฐบาลแตก ไทยและกัมพูชา ก็แตก
มิถุนายน 2568 คดีฮั้ว ส.ว.และความขัดแย้งอื่นๆ ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องการดึงกระทรวงมหาดไทยกลับมาดูแลเอง ศึกชิงกระทรวงมหาดไทยจึงเกิดขึ้นเพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม แตกหักถึงขนาดจะถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาล
แต่แม้ภูมิใจไทยถอนตัวไปเสียง ส.ส.รัฐบาลก็ยังหามาเพิ่มได้รวมแล้วเกินครึ่ง
จังหวะนั้นเองช่างบังเอิญว่า ฮุน เซน เอาคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกฯ แพทองธาร กับฮุน เซน มาเผยแพร่พอดี ความขัดแย้งไทย-กัมพูชาก็ถึงจุดแตกหัก
มีการสร้างกระแสโจมตีนายกฯ อย่างรุนแรงรวดเร็วจนรัฐบาลเซไปเซมา ภูมิใจไทยก็ฉวยโอกาสประกาศลาออกจากพรรคร่วมรัฐบาลทุกตำแหน่ง และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อให้สภาเลือกนายกฯ ใหม่ เพราะคิดว่าสามารถเข้าไปช่วงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้
แต่รัฐบาลไม่ลาออก และตำแหน่งทางการเมือง 9 ตำแหน่งที่ภูมิใจไทยถอนตัวออกไปกลายเป็นแรงดึงดูดให้ ส.ส.กลุ่มต่างๆ เข้ามาแย่งและสนับสนุนรัฐบาลต่อไป
สถานการณ์นี้พลิกไปมาภายใน 12 ชั่วโมงภูมิใจไทยก็เลยหลุดจากรัฐบาล กลายเป็นฝ่ายค้าน
8.เกมล้มรัฐบาลครั้งที่ 2
ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลและภูมิใจไทยก็ยังคงลุยต่อ
ส.ว. 36 คน ซึ่งกำลังถูกฟ้องในคดีฮั้วเลือก ส.ว.กลับลงชื่อไปฟ้องนายกรัฐมนตรี ให้ศาลถอดถอนออกจากตำแหน่งเพราะคลิปสนทนากับฮุน เซน
วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2568 นายกฯ แพทองธารถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีระหว่างการพิจารณาคดี
เรื่องนี้จึงมีคนคิดว่า ส.ว.ชุดนี้จะเป็นอมตะไม่มีใครแตะต้องได้ ถึงแม้จะมีข้อกล่าวหาว่าร่วมขบวนการคล้ายอั้งยี่เป็นร้อยเป็นพันคน แอบเข้ามายึดอำนาจรัฐผ่านวุฒิสภา แต่ใครเข้ามาแตะต้องถูกฟ้องกลับไปทุกคน
มีคนเปรียบเทียบว่า คดีฮั้ว ส.ว.เดินไปช้ายิ่งกว่าหอยทาก กว่าจะตัดสินได้คงหมดสมัยและสามารถเลือกกรรมการองค์กรอิสระจนครบทุกคน รัฐบาลไปก่อน ส.ว.แน่ ไม่ว่าจะเปลี่ยนนายกฯ หรือไม่ก็ตาม
ส่วนภูมิใจไทยคงไม่ได้ไปถึงตำแหน่งนายกฯ
9.ตอนจบกลับไปเหมือนเดิม
ความตั้งใจล้มรัฐบาลของกลุ่มคนที่เป็นศัตรูกับอดีตนายกฯ ทักษิณจะไม่จบลงง่ายๆ อดีตนายกฯ ทักษิณถูกฟ้องร้อง 2 คดี ต่อให้พ้นทั้งสองคดี และไม่ว่านายกฯ แพทองธารผ่านด่านนี้ไปได้หรือไม่ การขัดขวางต่อต้านจะดำเนินต่อไป
นี่คืออุปสรรคในการบริหารประเทศ ของรัฐบาลเพื่อไทยมาโดยตลอด นี่ไม่ใช่แค่ก้อนกรวดในรองเท้า แต่เป็นก้อนหิน
การพลิกผันบ่อยๆ ทำให้เสถียรภาพทางการเมืองไทยเปราะบาง
แม้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ถ้ารัฐธรรมนูญ 2560 ยังไม่ได้แก้ไข ตุลาการภิวัฒน์ยังมีได้ อำมาตยาธิปไตยคือของจริง สถานการณ์ดีที่สุดทำได้แค่ย้อนกลับไปใกล้เคียงกับช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2566
